วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ

ผู้เล่าเรื่อง  :  น.ส.สุคนธา  ชื่นเปรม
ดำรงตำแหน่ง  :  เจ้าพนักงานธุรการ ชำนาญงาน
หน่วยงาน : ฝ่ายสารบรรณ  สำนักงานเลขานุการกรม
หลักสูตรฝึกอบรม  :  เข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ
หน่วยงานผู้จัด  กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) .เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่มีโอกาสได้เข้าร่วมประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาและเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและปฏิบัติไม่ยาก
๒) เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้พุทธศาสนิกชนทั่วไปได้ประพฤติตาม และเป็นการปฏิบัติเพื่อถวายเป็พระราชกุศลต่อสถาบันกษัตริย์และบรรพบุรุษในอดีต

วันธรรมสวนะ
          วันโกน( เป็นภาษาพูด) หมายถึง วันก่อนวันพระ 1 วัน ได้แก่ วันขึ้น 7 ค่ำกับ 14 ค่ำ และวันแรม 7 ค่ำกับ 14 ค่ำ ของทุกเดือน (หรือ วันแรม 13 ค่ำ หากตรงกับเดือนขาด)ซึ่งเป็นวันก่อนวันพระ1 วัน

           วันพระ หรือ วันธรรมสวนะ หมายถึง วันประชุมถือศีลฟังธรรมในพุทธศาสนา (ธรรมสวนะ หมายถึง การฟังธรรม) กำหนดเดือนทางจันทรคติละ 4 วัน ได้แก่
วันขึ้น 8 ค่ำ
วันขึ้น 15 ค่ำ (วันเพ็ญ)
วันแรม 8 ค่ำ
วันแรม 15 ค่ำ (หากเดือนใดเป็นเดือนขาด ถือเอาวันแรม 14 ค่ำ)

ประวัติความเป็นมา
           ในสมัย พุทธกาล พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้ครองแคว้นมคธ ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ที่ เขาคิชกูฏ ใกล้เมืองราชคฤห์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้น พระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลว่า นักบวชในศาสนาอื่นมีวันประชุมสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนในศาสนาของเขา แต่พระพุทธศาสนานั้นยังไม่มี พระพุทธเจ้าจึงทรงอณุญาตให้พระสงฆ์ประชุมสนทนาธรรมและแสดงพระธรรมเทศนาแก่ ประชาชนตามคำขออนุญาตของพระเจ้าพิมพิสาร และเมื่อพระพุทธศาสานาได้เผยแผ่เข้ามาในประเทศไทย พุทธศาสนิกชนจึงถือเอาวันดังกล่าวมาเป็นวันธรรมสวนะเพื่อถือศีล ปฏิบัติธรรม ประกอบบุญกุศล และกระทำกิจของสงฆ์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
           ในวันพระ พุทธศาสนิกชนถือเป็นวันสำคัญ ควรไปวัดเพื่อทำบุญ ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และฟังธรรม สำหรับผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาอาจถือศีลแปดในวันพระด้วย นอกจากนี้ชาวพุทธยังถือว่าวันพระไม่ควรทำบาปใดๆ การทำบาปหรือไม่ถือศีลห้าในวันพระถือว่าเป็นบาปยิ่งในวันอื่น
ข้อควรปฏิบัติสำหรับชาวพุทธในวันธรรมสวนะและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
1. ทำบุญตักบาตรในตอนเช้า รักษาศีล ฟังเทศน์ ปฏิบัติธรรม
2. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด งดเว้นอบายมุข
3. ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
4. ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

หลักธรรมสำคัญที่
          การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญจิตภาวนา โดยเฉพาะในครอบครัวผู้นำครอบครัวควรจะนำสมาชิกในครอบครัวไปบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร บริจาคทาน หรือร่วมกันปฏิบัติธรรมที่วัด รักษาศีล ไหว้พระ สวดมนต์ฟังธรรม เจริญภาวนา นอกจากนั้นอาจปรึกษาหารือหาแนวทางในการป้องกันและการแก้ปัญหาในครอบครัว โดยใช้หลักธรรม เช่น ส่งเสริมให้เกิดการลด ละ เลิกอบายมุข เป็นต้น
        ในกรณีที่ไม่เป็นวันหยุดสามารถกระทำได้อย่างง่าย ๆ เช่น ทำบุญตักบาตรกับพระภิกษุทั่วไป ตอนเย็นอาจไปสวดมนต์ไหว้พระที่วัดหรือการร่วมทำบุญให้ทานกับบุคคลที่ด้อย โอกาสเป็นต้น การ ปฏิบัติตนให้เป็นเยี่ยงอย่างเช่นนี้ จะส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวได้เรียนรู้ ได้ปฏิบัติตาม เป็นแนวทางที่ส่งผลให้มีจิตใจที่เปี่ยมสุข อย่างน้อยในหนึ่งสัปดาห์เราก็สามารถร่วมทำบุญกุศล เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเอง ครอบครัว เพื่อนร่วมโลก และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

เรียนรู้การใช้งาน Windows 8.1 รุ่นที่ 1

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวบุศรา  ลำพูน
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สำนักกำกับและพัฒนาระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์
หลักสูตรฝึกอบรม  : เรียนรู้การใช้งาน Windows 8.1 รุ่นที่ 1 
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม 
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ Windows 8.1 และเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Windows 8 และ Windows 8.1

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : เรียนรู้การใช้งาน Windows 8.1
ความรู้เบื้องต้นของ Windows 8.1
Start screen  คือ หน้าเริ่มต้นของ Windows 8  จอแสดงผลใหม่ของ Windows 8  ที่ได้รวบรวมสาระสำคัญต่างๆ มาไว้ที่หน้าจอแสดงผล  เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวก  ทั้งในการใช้งาน และการเชื่อมต่อกับบุคคล  แอพ โฟลเดอร์ รูปถ่าย พร้อมข้อมูล Update ใหม่ล่าสุดเสมอ  โดยเน้นการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ (Devices) และเชื่อมต่อสังคมออนไลน์ (Social Network)
Charms  คือ แถบเมนูเสริมที่ซ่อนอยู่ด้านขวา ประกอบด้วย Search , Share , Start , Devices และ Settings โดยสามารถเรียกดูได้ทั้งหน้าจอ Start Screen และ Desktop 
วิธีเปิด Charms สามารถเปิดได้ 3 วิธี ดังนี้
1)      Mouse  -  เลื่อน Mouse ไปที่มุมขวาบน หรือมุมขวาล่าง
2)      Keyboard -  กด 
3)      Touchscreen  -  แตะที่ขอบจอด้านขวามือ แล้วลากมาทางซ้ายมือ
การใช้งาน Icon ต่าง ๆ บน  Charms มีดังนี้
1) Search ใช้ในการค้นหา Apps , Settings และ Files ตามที่เลือก  โดยคลิ๊ก Search แล้ว  หน้าจอจะไปที่ Start Screen ทันที  และจะแสดงช่องว่างเพื่อให้ป้อนคำเพื่อใช้ในการค้นหา  ส่วนบรรทัดถัดมาให้เลือกประเภท  ที่ต้องการให้ค้นหา เช่น Apps , Settings และ Files 
2) Share ใช้ในการ Share ข้อมูล เช่น รูปภาพที่ต้องการให้เพื่อนเห็นในเว็บไซต์  แทนที่การ Save รูปนั้นไว้ในคอมพิวเตอร์แล้ว Upload ขึ้นเว็บไซต์  โดยเปลี่ยนมาใช้ Share รูปภาพนั้นๆ ทันที  รวมถึงการ Share โดยการส่งเมลล์ด้วย  ไปที่ Start Screen เลือก แผนที่  (ตำแหน่งที่ต้องการจะ Share) และเปิด Charms เลือก Share จากนั้นเลือกว่าจะ Share ผ่านจดหมาย (e-mail) หรือ เชื่อมต่อบุคคล  ข้อมูลดังกล่าวจะถูก Share ทันที
3) Start  ใช้ในการสลับไปมาระหว่าง Start Screen กับ Desktop เหมือนกับการกดปุ่ม  Windows
4) Devices  ใช้สำหรับการแสดงผลบนจอภาพที่สอง หรือการแสดงผลบนเครื่องพิมพ์  ในการเปิด Devices Pane เหมือนการกดปุ่ม   Windows + k
5) Settings ใช้สำหรับเปิด Settings Pane เหมือนกับการกดปุ่ม     Windows + I
Tiles  คือ Icon ของโปรแกรมต่างๆ ที่ถูกวางไว้ที่หน้า Start Screen โดยมีลักษณะเป็นรูปสีเหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็ก  ซึ่งสามารถปรับแต่งขนาดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือมีขนาดใหญ่ขึ้นได้  ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ
Apps Control คือ เมนูที่ใช้ในการปรับแต่งและตั้งค่าในการใช้งาน Application ซึ่งแสดงอยู่ในหน้า Start Screen  โดยคลิ๊กขวาบน Apps ใดก็ได้  จะพบ Icon “Apps Control” แสดงที่ด้านล่างของ Start Screen ถ้าคลิ๊กซ้ายที่ Apps ค้างไว้แล้วเลื่อนไปวาง  คือ การย้ายตำแหน่งของ Icon ของโปรแกรมไปวางไว้ในที่ที่ต้องการ  และถ้าคลิ๊กขวาที่ Apps คือ การเลือกโปรแกรมและจะพบ Apps Control แสดงที่ด้านล่าง  และถ้าคลิ๊กขวาที่ Apps ที่เลือกไว้แล้ว  คือ  การยกเลิกการเลือกโปรแกรมนั้นๆ 

การใช้งาน Windows 8.1 
1. การเปิดเครื่องแล้วต้องการให้จอแสดงผลเป็นหน้า Desktop แบบเดิม (Windows 7) สามารถทำได้ 2 วิธี  ดังนี้
     1.1 ที่หน้าจอเริ่ม คลิกเลือก Desktop
     1.2 กดปุ่มโลโก้ Windows + D บนแป้นพิมพ์ จะเข้าสู่หน้าจอ Desktop
2. การสลับหน้าจอจาก Desktop ไปหน้าจอเริ่ม (Start Screen)สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้ 
    2.1 กดปุ่มโลโก้ Windows บนแป้นพิมพ์ หรือ 
    2.2 คลิกที่โลโก้ Windows ที่อยู่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ 
3. อยากดูโปรแกรมทั้งหมดในเครื่อง  
เข้าสู่หน้าจอเริ่ม (Start Screen) เข้าสู่มุมมองโปรแกรม โดยใช้เมาส์คลิกลูกศร ลง ใกล้กับมุมซ้ายล่างของหน้าจอ จะเห็นโปรแกรมทั้งหมดในเครื่อง
4. การปักหมุดโปรแกรมในหน้าจอเริ่ม (Start Screen) หรือที่ Taskbar  
ทำได้โดยเข้าสู่หน้าจอเริ่ม (Start Screen) เข้าสู่มุมมองโปรแกรม โดยใช้เมาส์คลิกลูกศร ลง ใกล้กับมุมซ้ายล่างของหน้าจอ จะเห็นโปรแกรมทั้งหมดในเครื่อง  คลิกขวาที่โปรแกรมที่ต้องการ จากนั้นเลือก Pin to start หรือ Pin to taskbar เพื่อปักหมุดโปรแกรมในหน้าจอเริ่ม (Start Screen) หรือที่ Taskbar  ส่วนกรณีที่ต้องการถอนหมุดโปรแกรมจากหน้าจอเริ่ม (Start Screen) หรือที่ Taskbar ให้คลิกขวาที่โปรแกรมที่ต้องการในหน้าจอเริ่ม (Start Screen) หรือที่ Taskbar จากนั้นเลือก Unpin from start หรือ Unpin this program from taskbar
5. การจัดการ Account   
กดปุ่มโลโก้ Windows + C จากนั้นเลือก setting คลิกเลือก Change PC settings แล้วคลิกเลือก account แล้วทำการตั้งค่าตามที่ต้องการ 
6. การใช้งาน App Mail  
กรณีที่ต้องการใช้งาน App Mail ผู้ใช้ต้องสมัคร Microsoft Account ก่อน โดยสามารถใช้ account ที่เป็นของ Hotmail, Outlook, live (ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) ในการ login เข้าสู่ระบบ ซึ่งสามารถสมัครได้ที่ https://account.live.com  หลังจากสมัครเรียบร้อยแล้ว  เวลาเข้าใช้งานให้ไปที่หน้าจอเริ่ม (Start Screen) คลิกเลือก Application Mail จากนั้นทำการ sign in ด้วย Microsoft Account และทำตามขั้นตอนที่ปรากฏ   เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้ก็จะสามารถอ่าน email ใน App Mail จาก account ที่สมัครไว้ได้ 
7. การดู Application ที่เปิดไว้ก่อนหน้านี้  
วางเมาส์ไว้ที่มุมบนซ้ายของหน้าจอ แล้วลากเมาส์ลงมาด้านล่างของหน้าจอ จะปรากฏ Application     ที่เปิดค้างไว้ จากนั้นคลิกเลือก Application ที่ต้องการเปิด

8. การปิด Application ที่เปิดค้างไว้  สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้ 
    1) ใช้เมาส์ลากแอปจากขอบด้านบนของหน้าจอมาไว้ที่ด้านล่างของหน้าจอ
    2) กด Alt + F48.3 วางเมาส์ไว้ที่มุมบนซ้ายของหน้าจอ แล้วลากเมาส์ลงมาด้านล่างของหน้าจอ จะปรากฏ Application ที่เปิดค้างไว้ จากนั้นคลิกขวาที่ Application ที่ต้องการปิด แล้วคลิกเลือก close
9. การแบ่งหน้าจอทำงาน 2 หน้าจอพร้อมๆ กัน
    เป็นการแสดงผลบนหน้าจอ 2 หน้าต่าง  อาจจะเป็น File Explorer วางคู่กัน หรือเปิดใช้งานโปรแกรม Excel 2 Files พร้อมๆ กัน หรืออาจจะใช้งาน Chrome กับ Word คู่กันก็ได้  โดยเลื่อน Mouse ไปที่ Title Bar (แถบบนสุดของโปรแกรมที่เปิดใช้งาน) แล้วคลิ๊กซ้ายค้างไว้  เลื่อนมาจนลูกศร Mouse ชนของทางซ้าย  จะเห็นเงาเลือนๆ แบ่งครึ่งซ้าย  เมื่อปล่อย Mouse หน้าต่างของโปรแกรมนั้นก็จะแสดงผลแค่ครึ่งจอซ้ายแบบกึ่งกลางพอดี  ส่วนทางขวาก็ให้ทำในลักษณะเดียวกัน  หลังจากทำเรียบร้อยแล้วก็จะพบว่าหน้าจอแสดงผล 2 หน้าต่างพร้อมๆ กัน
10. การใช้งาน Control panel สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้ 
      1) กดปุ่มโลโก้ Windows  + C คลิกเลือก setting แล้วคลิกเลือก control panel 
      2) คลิกขวาที่ Windows  ที่อยู่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ จากนั้นคลิกขวาเลือก control panel
11. การใช้งาน System Menu  สามารถเรียกได้โดยเลือกโลโก้ Windows  + X  เมนูนี้จะแสดงขึ้นมาทางมุมล่างซ้ายมือ  เป็นเมนูที่รวมคำสั่งที่จำเป็นในการใช้งาน  และเรียกใช้เป็นประจำ  
12. วิธีดูภาพด้วย Window Photo Viewer 
    ปกติเวลาที่จะเปิดดูรูปภาพ จะพบว่าระบบจะเลือก App Photo ในการ preview ภาพ แต่ถ้าต้องการดูภาพด้วย Window Photo Viewer จะต้องทำการตั้งค่า โดยให้คลิกขวาที่รูปภาพที่ต้องการเปิด คลิกเลือก open with จากนั้นเลือก Choose Default Program คลิกเลือก Window Photo Viewer 
13. ฟังเพลง/ดูวีดีโอ
1)วิธีฟังเพลงผ่าน Apps 
การใช้งานมีลักษณะเหมือนกัน  โดยจะต้องเข้าไปยัง Folder ที่เก็บไฟล์เพลง ไฟล์วีดีโอ ที่ต้องการเล่น  และสร้าง Playlists คล้ายๆ กับระบบ Windows Media Player ใน Version ก่อน
2) วิธีฟังเพลงผ่าน Windows Media Player 
  ปกติเวลาที่จะเปิดฟังเพลง จะพบว่าระบบจะเลือก App Music ในการฟังเพลง แต่ถ้าต้องการฟังเพลงด้วย Window Media Player จะต้องทำการตั้งค่า โดยให้คลิกขวาที่ไฟล์เพลงที่ต้องการเปิด คลิกเลือก open with จากนั้นเลือก Choose Default Program คลิกเลือก Window Media Player
14. วิธีดูไฟล์ PDF ผ่าน Adobe Acrobat
  ปกติเวลาที่จะเปิดดูไฟล์ PDF จะพบว่าระบบจะเลือก App Reader ในการเปิดดูไฟล์ PDF แต่ถ้าต้องการดูไฟล์ PDF ด้วย Adobe Acrobat จะต้องทำการตั้งค่า โดยให้คลิกขวาที่ไฟล์ PDF ที่ต้องการเปิด คลิกเลือก open with จากนั้นเลือก Choose Default Program คลิกเลือก Adobe Acrobat
15. การใช้โปรแกรม SkyDrive
ใช้ในการ Upload ไฟล์เก็บไว้ใน SkyDrive.com (ฟรี) โดยต้อง Sign in เข้าด้วย Microsoft account ซึ่งในระบบ Windows 8.1 สามารถใช้งานได้เลยจากหน้า Start Screen เสมือนมีพื้นที่ในการเก็บข้อมูลแบบ Cloud ที่สามารถทำงานได้ทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ท
15. การปิดเครื่อง  สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้
      1) กดปุ่มโลโก้ Windows   + C คลิกเลือก Settings แล้วคลิกเลือก Power  จากนั้นคลิกเลือก shut down 
      2) คลิกขวาที่โลโก้ Windows  ที่อยู่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ คลิกเลือก Shut Down or sign out แล้วคลิกเลือก shut down          

เรียนรู้และเข้าใจก่อนเข้าสู่โลกของ Cloud Computing กระทรวงการคลัง

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวปิยวรรณ์  สกุลพิชัยรัตน์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน
หน่วยงาน :  สำนักงานเลขานุการกรม
หลักสูตรฝึกอบรม  :  เรียนรู้และเข้าใจก่อนเข้าสู่โลกของ Cloud Computing  กระทรวงการคลัง
หน่วยงานผู้จัด  :  สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการคลังและบัญชีภาครัฐ ร่วมกับกระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อให้เข้าใจโลกของ Cloud Computing
๒) เพื่อสร้างฐานการเรียนรู้ในนวัตกรรมของระบบสารสนเทศ

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : โลกของ Cloud Computing
เทคโนโลยี Cloud Computing  เป็นนวัตกรรมหนึ่งในโลกสารสนเทศ ซึ่งในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมและได้รับความสนใจจากบริษัทที่ให้บริการต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  ประกอบกับปัจจุบันเรื่องของการสร้างเครือข่าย รวมถึงการเชื่อมต่อด้วยความเร็วสูงสำหรับรองรับข้อมูลมัลติมีเดียและสื่อดิจิทัลต่างๆ  ยิ่งทำให้ธุรกิจ Cloud Computing  ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น  หลายหน่วยงานเล็งเห็นความสำคัญในด้านการสำรองข้อมูล และการให้บริการ ดังนั้นการทำความเข้าในถึงเทคโนโลยี Cloud Computing  จึงเป็นเรื่องที่ถือว่ามีความจำเป็นมากในปัจจุบัน

ความหมาย
        Cloud Computing  เป็นการพัฒนาล่าสุดของระบบคอมพิวเตอร์ที่รวมเอาการจัดการระบบที่หลากหลายมาไว้ด้วยกัน  เป็นรูปแบบการให้ความสะดวกในการใช้เครือข่ายตามต้องการ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มทรัพยากรต่างๆ ได้แก่ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล  การจัดการข้อมูล  แอพพลิเคชั่นบริการ  ซึ่งผู้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงแค่เชื่อมต่อกับระบบเน็ตเวิร์ค Cloud Computing  จึงเป็นที่ยอมรับและมีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในวงการอุตสาหกรรมไอที มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2009  เช่น Google , Amazon , Yahoo , IBM , Microsoft  รวมถึงผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตอื่นๆ ก็มีการนำระบบนี้มาใช้กันเป็นจำนวนมาก
เข้าใจง่ายๆ ก็คือ Cloud Computing หรือ Cloud Service คือเราเข้าอินเตอร์เน็ตให้ได้ และเราก็จะใช้งานโปรแกรมอะไรก็ตามแต่ ผู้ให้บริการบนโลกอินเตอร์เน็ต เขาก็จะเตรียมไว้ให้เราแล้ว
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : โลกของ Cloud Computing

เทคโนโลยี Cloud Computing  เป็นนวัตกรรมหนึ่งในโลกสารสนเทศ ซึ่งในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมและได้รับความสนใจจากบริษัทที่ให้บริการต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  ประกอบกับปัจจุบันเรื่องของการสร้างเครือข่าย รวมถึงการเชื่อมต่อด้วยความเร็วสูงสำหรับรองรับข้อมูลมัลติมีเดียและสื่อดิจิทัลต่างๆ  ยิ่งทำให้ธุรกิจ Cloud Computing  ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น  หลายหน่วยงานเล็งเห็นความสำคัญในด้านการสำรองข้อมูล และการให้บริการ ดังนั้นการทำความเข้าในถึงเทคโนโลยี Cloud Computing  จึงเป็นเรื่องที่ถือว่ามีความจำเป็นมากในปัจจุบัน

ระบบการทำงานของ Cloud Computing  นั้น สามารถแบ่งออกเป็นประเภทได้หลายประเภท โดยแบ่งตามกลุ่มผู้ใช้ การให้บริการ และประเภทของเทคโนโลยี ดังนี้
1. แยกตามกลุ่มผู้ใช้
1.1 Cloud  ระดับองค์กร เช่น Cloud Library
1.2 Cloud  ระดับบุคคล/บริการ เช่น Gmail
1.3 Cloud  ผสมผสาน เช่น Dropbox

2. แยกตามการให้บริการ
2.1 Public Cloud  การให้บริการเข้าถึงข้อมูลรูปแบบต่างๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
2.2 Private Cloud  การใช้งานภายในองค์กร
2.3 Hybrid Cloud  เป็นการผสมผสานระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud  เลือกแบ่งการทำงานเป็นส่วนๆ ได้
3. แยกตามประเภทของเทคโนโลยี
3.1 SaaS (Software as a Service)  เป็นรูปแบบการให้บริการใช้ซอฟต์เวร์หรือแอพพลิชั่นบน Cloud
3.1.1 Google Document  ให้บริการโปรแกรมใช้งานในออฟฟิศต่างๆ

3.1.2 ระบบการรับ-ส่งอีเมล์ และบริการซอฟตแวร์ เช่น Hotmail , Yahoo
3.2 IaaS (Infrastructure as a Service) เป็นการให้บริการเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานของระบบ
3.3 PaaS (Platform as a Service ) บริการแพลทฟอร์ม คือ ให้บริการนักพัฒนาในการพัฒนาโปรแกรม โดยผู้รับบริการสามารถพัฒนาโปรแกรมระบบ
ข้อดีและข้อจำกัดของ Cloud Computing  กับการนำมาประยุกต์ใช้กับห้องสมุดดิจิทัล
คำว่า Cloud  ของ Cloud Computing  มาจากสัญลักษณ์รูปเมฆที่ใช้แทนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เมื่อผู้ใช้เริ่มใช้อินเตอร์เน็ต จะสามารถเข้าถึงหรือทำการสืบค้นสารสนเทศได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด  ดังนั้น Cloud  เทียบได้กับเมฆปกคลุมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และผู้ใช้จำนวนมหาศาล

Cloud Computing  มีลักษณะเด่นและก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย ได้แก่
1. ลดค่าใช้จ่ายในองค์กร  ประหยัดการลงทุนเรื่องทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เพราะเปลี่ยนมาเป็นการเช่าระบบแทน การเสียค่าใช้จ่ายจะคิดตามส่วนที่เปิดใช้งานเท่านั้น ใช้เยอะจ่ายเยอะ ใช้น้อยจ่ายน้อย ถือเป็นจุดแข็งของ Cloud
2. สามารถสร้างระบบและขยายขนาดจัดเก็บได้ตามความต้องการและรวดเร็ว สามารถสร้างระบบใหม่ขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว ระบบจะทำการตั้งค่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยระบบอัตโนมัติ
3. บริการสารสนเทศ (Information) ทำได้ง่ายขึ้น สามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลา เพียงมีอินเตอร์เน็ตสำหรับเชื่อมต่อ
4. ขจัดปัญหาเรื่องการดูแลระบบทรัพยากรสารสนเทศ เป็นการลดจำนวนบุคลากรที่ต้องจ้างมาเพื่อดูแลระบบ
5. มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ ในการใช้บริการ Cloud Computing  จะได้รับการบริการเสริม มีระบบรักษาปลอดภัย มาตรการป้องกันระบบล่ม เพื่อให้ระบบพร้อมให้บริการตลอดเวลา สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ประโยชน์ของ Cloud Computing  ยังเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อน ซึ่งมีเครื่องมือหลากหลายประเภทที่ให้บริการเพื่อลดภาวะโลกร้อน ได้แก่
1. ประเภท Sync&Share เช่น Live Mesh, Yousendit , Dropbox
2. ประเภท Post&&Publish เช่น Word Press , Slideshare , Flickr
3. ประเภท Collaborate&Create เช่น Wetpaint , PBWorks , Google Docs
4. ประเภท Connect&Convere เช่น Facebook , Google Talk , Meebo

ข้อจำกัดบางประการสำหรับผู้ใช้บริการต้องคำนึงถึง ได้แก่
1. บริษัทผู้ใช้บริการต้องสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา
2. มีการกำหนดราคาที่แตกต่างกันในแต่ละผู้ให้บริการ และมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างซับซ้อน
3. การขาดมาตรฐานเปิด (Open Standard) ระหว่าง Cloud Computing  ผู้ให้บริการซึ่งต่างคนต่างมี Application Programming Interfaces (API) เป็นของตนเอง ซึ่งนำไปสู่การผูกขาด
4. ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เมื่อข้อมูลและแอพพลิเคชั่นถูกส่งไปยังกลุ่ม Cloud ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

5. ความน่าเชื่อถือของบริษัท เช่น  บริษัทผู้ให้บริการ Cloud  ยังคงให้บริการต่อไปได้อีกนานหรือไม่  ควรมีความระมัดระวังในการเลือกผู้ให้บริการ

จากข้อดีและข้อเสียดังกล่าว ห้องสมุดดิจิทัลสามารถนำ Cloud Computing  มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เนื่องจากห้องสมุดดิจิทัลมีลักษณะที่สำคัญคือ การนำเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเครือข่ายมาใช้ ในปัจจุบันรูปแบบของหนังสือเริ่มเปลี่ยนไปเป็นการอ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบไร้สายระหว่างอุปกรณ์ปลายทางและต้นทาง สามารถเชื่อมต่อได้ตลอดเวลา เป็นการลดพื้นที่ในการจัดเก็บให้มีขนาดเล็กลง ช่วยลดการใช้พลังงาน และลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง สามารถรองรับการขยายตัวของทรัพยากรและจำนวนผู้ใช้ที่เข้าใช้บริการ
Cloud Computing  สนับสนุนระบบการสืบค้นข้อมูลและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเพิ่มความสามารถในการแชร์ข้อมูลข่าวสารรวมถึงแหล่งที่มาของทรัพยากรได้อย่างมีศักยภาพ

บทสรุป
หลังจากที่ได้ศึกษาเรื่องเทคโนโลยี Cloud Computing  มีแนวโน้มว่าห้องสมุดดิจิทัลจะนำประโยชน์ของ Cloud Computing มาช่วยเสริมในเรื่องการให้บริการแก่ผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเก็บข้อมูลที่เป็นดิจิทัล แล้วนำไปเก็บไว้ใน Cloud  ซึ่งมีพื้นที่คลังจัดเก็บและการประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานได้ตามความต้องการของผู้ใช้ สามารถรองรับการเข้าใช้งานได้จำนวนมาก ยังสามารถนำมาใช้ในบริการสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ บริการยืมระหว่างห้องสมุด เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก เพียงแค่มีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตก็สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศได้
การนำ Cloud Computing  มาใช้กับงานห้องสมุดดิจิทัล มีทั้งประโยชน์ที่จะช่วยสนับสนุนระบบงานของห้องสมุดดิจิทัล ทำให้ลดต้นทุนการผลิต ลดงบประมาณ ลดการใช้พื้นที่ มีการประกันความเสี่ยง ประหยัดพลังงานไฟฟ้า ลดภาวะโลกร้อน ลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และข้อมูลที่ถูกแปลงเป็นดิจิทัลมีการใช้งานอย่างคุ้มค่า ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน Cloud Computing  ก็ยังมีข้อกำจัดบางประการและสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบคือ การเลือกใช้บริการจาก Cloud Computing  ต้องพิจารณาผู้ให้บริการให้ดี เพื่อป้องกันความเสี่ยงของข้อมูลที่อาจถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การใช้งานโปรแกรม office ด้วย Google Drive (Google Docs)

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวทิพวรรณ สุธีกุล
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  เจ้าพนักงานการคลังชำนาญงาน
หน่วยงาน :  กรมบัญชีกลาง  สำนักบริหารการรับ-จ่ายเงินภาครัฐ  ส่วน 1
หลักสูตรฝึกอบรม  : การใช้งานโปรแกรม office ด้วย Google Drive (Google Docs)
หน่วยงานผู้จัด  :  กระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1) .เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ ระบบ Google Drive ซึ่งทำงานเหมือน Microsoft Office แต่ทุกอย่างจะทำงานอยู่บนเว็บ สามารถทำงานได้ทันทีที่มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต หรือเป็นบริการการเก็บข้อมูลบนกลุ่มเมฆ
(Cloud Storage Service)
2) .ให้บริการเก็บข้อมูลที่หลายหลาย  เช่น การจัดเก็บ การแชร์ และการเชื่อมข้อมูลต่าง  ๆรวมถึงโปรแกรม Word Processor, Presentation , Spreadsheet สามารถใช้งานหรือแก้ไขข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา
และสามารถทำงานบนเอกสารเดียวกันได้หลายครั้งและหลายคนพร้อม ๆ กัน

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ :  การใช้งานโปรแกรม Office ด้วย Google Drive (Google Docs)

1. เทคนิคการใช้ Google ในการค้นหาข้อมูลจะทำให้การค้นหาได้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น
- การค้นหาทั้งวลี คือการค้นหาทั้งกลุ่มคำ โดยให้ใช้เครื่องหมาย “.........” เช่น จะค้นหาเฉพาะ โดยการ    พิมพ์คำว่า “การใช้Internet” ในช่องค้นหาจะทำให้ผลการแสดงจำนวนข้อมูลนั้นน้อยลงยิ่งขึ้น
- หาไฟล์โดยระบุ  filetype : นามสกุลไฟล์ เช่น เทคนิคการใช้ Google filetype:pdf
Google จะแสดงผลของไฟล์ pdf ให้เท่านั้น
- ค้นหาเว็บที่จำเพาะเจาะจงได้ เช่นต้องการค้นหา หัวหินในเว็บ sanook  ให้ค้นหาโดยพิมพ์ว่า
หัวหิน site:www.sanook.com
- การค้นหาคำว่า internet เท่านั้นโดยไม่ให้มีคำว่า computer ติดมาด้วย ให้ใช้เครื่องหมาย – (ลบ)
เช่น internet-computer
- Google ยังสามารถแปลค่าเงินหรือค่าต่าง ๆ ให้ได้อีกด้วย เช่น 1 us to baht กด enter
หรือ  1 m to cen
2. การสร้างเอกสาร Google Drive  สามารถทำได้เหมือนการใช้งานบน MS Office แต่เมื่อสร้างเอกสารเสร็จแล้ว สามรถกำหนดสิทธิ์ให้ใช้งานร่วมกันได้ สามารถสร้างเอกสารขึ้นมาใหม่บน Google Drive หรือ
อัพโหลดเอกสารที่มีอยู่แล้วที่สร้างมาจาก MS Office ขึ้นไปใช้งานบน Google Drive ได้ ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของ Google Drive
3. Google docuuments  หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า Google docs เป็นบริการออนไลน์ที่ให้เราสามารถจัดการเอกสารได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เพียงแค่มีอีเมลของ Gmail และเชื่อมต่ออินเทอร์เนต เพราะ Google docs ได้เตรียมไว้ให้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เอกสาร การทำสไลด์เพื่อนำเสนองาน หรือจัดการเอกสาร spreadsheet  เหมือน  Excel ก็สามารถทำได้
เพิ่มเติม การส่งเอกสารโดยใช้งาน Cc และ Bcc
การเพิ่ม E-mail ในช่อง Cc ผู้รับจะได้รับข้อความเหมือนในช่อง To แต่ผู้รับไม่จำเป็นต้องตอบกลับเพราะเป็นข้อความที่ถูกสำเนาเพื่อให้ทราบ
การเพิ่ม E-mail ในช่อง Bcc ผู้รับจะได้รับข้อความเหมือนในช่อง To และ Cc แต่ผู้รับในช่อง To และ
Cc จะไม่เห็นว่าผู้ส่งข้อความให้ E–mail ในช่อง Bcc
4. Google Form คือการสร้างแบบสอบถาม มีรูปแบบการสร้างฟอร์ม 7 แบบคือ
Drop-down lists with optiona คือ การเลือกตอบจาก list ที่มีอยู่
Single line text box   คือ การกรอกข้อความสั้น
Multiple choice   คือ การตั้งคำถามที่มีหลายตัวเลือก แต่เลือกตอบ
Scale   คือ การตอบเลือกระดับคุณภาพ เลือกได้ตั้งแต่ 0.1 - 10
Checkboxes คือ การตั้งคำถามโดยเลือกจาก checkbox
Paragraph text คือ การกรอกข้อความที่มีขนาดตั้งแต่ 1 ย่อหน้าเป็นต้นไป
Grid คือ การกำหนดหลายคำถาม และกำหนดข้อ
5. Google calendar คือบริการปฏิทินออนไลน์ของ Google ที่ทำให้การบริหารจัดการเวลาหรือปฏิทินต่าง ๆ รวบรวมไว้ในที่เดียวกัน
คุณลักษณะเด่นของ Google calendar
Gmail Integration เป็นส่วนหนึ่งของ Gmail สามารถเรียกใช้ ได้จาก Tasks จะไปปรากฏบนปฏิทิน
โดยอัตโนมัติ
Invitation สามารถสร้างกิจกรรมหรือนัดหมาย และเชิญชวนให้คนอื่น ๆ เข้ามาร่วมในกิจกรรมหรือนัดหมายได้ โดยการส่ง e-mail ผู้ที่ได้รับคำเชิญ จะเข้าร่วมกิจกรรมหรือนัดหมายนั้นหรือไม่
Quick Add คลิกที่ตำแหน่งของปฏิทิน แล้วพิมพ์ข้อความ เช่น “นัดเชิญประชุม” จากนั้น กิจกรรมหรือนัดหมายจะปรากฏที่ปฏิทิน
Sharing สามารถแบ่งปันปฏิทินร่วมกับผู้อื่น และสามารถกำหนดสิทธิการใช้งาน ปฏิทินให้กับผู้ใช้งานได้หลายแบบ นี่เป็นจุดเด่น ของ Google calendar
Notification สามารถกำหนดการแจ้งเตือนกิจกรรม ได้หลายลักษณะ เช่น แจ้งก่อนถึงกำหนด แจ้งเมื่อกำหนดการเปลี่ยน แจ้งเมื่อยกเลิกกิจกรรม เป็นต้น โดยสามารถกำหนดได้เองว่าจะรับการแจ้งเตือน ด้วยวิธีใด เช่น e-mail หรือ ทาง sms เป็นต้น


เศรษฐกิจการคลังไทย : ความท้าทาย การปฏิรูป และความยั่งยืน

ผู้เล่าเรื่อง  :  นายกิตติวัฒน์ พัฒนวงศ์งาม
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  กลุ่มงานอนุมัติพิเศษ สำนักกฎหมาย
หลักสูตรฝึกอบรม  :  เศรษฐกิจการคลังไทย : ความท้าทาย การปฏิรูป และความยั่งยืน
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1) เพื่อนำเสนอผลงานวิชาการดีเด่นในรอบปีของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
2) เพื่อระดมความคิดในการแก้ไขและปฏิรูประบบการคลังของประเทศไทย

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : เศรษฐกิจการคลังไทย : ความท้าทาย การปฏิรูป และความยั่งยืน
การนำเสนอผลงานวิชาการ 3 หัวข้อ ดังนี้
  - International Headquarters เพื่อผลักดันการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
  ด้วยประเทศไทยมีระบบภาษีที่ซับซ้อนและมีอัตราภาษีที่สูงกว่าหลายๆ ประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ทำให้สำนักงานใหญ่ของหลายๆ บริษัทเลือกที่จะเปิดสำนักงานในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย มากกว่าที่จะเลือกมาเปิดสำนักงานในประเทศไทย ดังเห็นได้จากสถิติที่ระบุว่า มีการเปิดสำนักงานในกรณีข้างต้นที่ประเทศสิงคโปร์ สูงถึงประมาณ 1,200 แห่ง และในมาเลเซียประมาณ 800 แห่ง ในขณะที่ไทยมีการเปิดสำนักงานแค่ประมาณ 120 แห่งเท่านั้น ซึ่งทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น เงินภาษี การฝึกอบรมคนไทยให้เกิดความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ เป็นต้น
  ผู้นำเสนองานวิจัย จึงเสนอให้ประเทศไทยสร้างแรงจูงใจ เช่น การปรับลดภาษี เพื่อดึงดูดให้สำนักงานใหญ่ของแต่ละบริษัท เลือกที่จะมาเปิดสำนักงานในไทยเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิได้มีการเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ผู้นำเสนองานวิจัยควรโฟกัสไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เหมาะกับประเทศไทย เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรม เป็นต้น
- เงินโอน แก้จน คนขยัน ( Negative Income Tax )
  เนื่องจากลักษณะของการใช้จ่ายเงินในโครงการแก้ไขความยากจนของรัฐบาล มีลักษณะเป็นแบบ Universal คือ มีผู้ได้รับประโยชน์เป็นวงกว้าง ไม่ได้มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ทำให้เมื่อมีการดำเนินนโยบายจริง จึงพบว่าคนที่ใช้บริการหรือได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนยากจนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยมีสถิติชี้ว่า สัดส่วนของคนยากจนที่ใช้งานหรือได้รับประโยชน์จากโครงการแก้ไขความยากจนของรัฐบาล คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 25 ของคนทั้งหมดที่ใช้บริการหรือได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว
  เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณตรงตามกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะถือเป็นการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ และลดภาระทางการคลังของประเทศ ประกอบกับเพื่อสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องแก่คนยากจน ผู้นำเสนองานวิจัยจึงเสนอโมเดล “เงินโอน แก้จน คนขยัน “ โดยกำหนดให้คนที่ได้เงินไม่ถึง 300 บาทต่อวัน หรือไม่ถึง 80,000 บาทต่อปี และยังทำงานอยู่ จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิได้มีการเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ผู้นำเสนองานวิจัยควรศึกษาเพิ่มเติมถึงแนวคิดและเงื่อนไขของ Negative Income Tax ที่ใช้อยู่ในแต่ละประเทศ เพื่อปรับปรุงโมเดลที่จะใช้ในประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์และรัดกุมมากยิ่งขึ้น
- การเงินยุคใหม่ เข้าถึง เข้าใจ คุ้มครองผู้ใช้บริการ
  เนื่องจากในยุคสมัยปัจจุบัน ผู้คนย่อมไม่อาจหลีกหนีจากโลกการเงินได้อีกต่อไป แต่ทางผู้ทำวิจัยพบว่าคนไทยมีปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโลกการเงินอยู่ 3 ประการ คือ 1. ปัญหาการเข้าถึงบริการทางการเงิน
2. ปัญหาการขาดความรู้ทางด้านการเงิน และ 3. ปัญหาการขาดการคุ้มครองผู้บริโภค
  เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น ผู้ทำวิจัยจึงเสนอวิธีการแก้ไขดังนี้
  1. ปัญหาการเข้าถึงบริการทางการเงิน – แก้ไข : ให้เพิ่มบทบาท SFIs ( สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ) และเพิ่มผู้ให้บริการสินเชื่อด้วยการจัดให้มี Nano-Finance
2. ปัญหาการขาดความรู้ทางด้านการเงินและปัญหาการขาดการคุ้มครองผู้บริโภค : สนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน และออกกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน เพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลภาคการเงินทั้งระบบ ( ธนาคาร , บริษัทหลีกทรัพย์ , ธุรกิจประกัน ) และมีหน้าที่ในการให้ความรู้ทางการเงิน และคุ้มครองผู้บริโภคด้วย 1) กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและระงับข้อพิพาท และ 2) ออกหลักเกณฑ์ Business Conduct

การเสวนาภายใต้หัวข้อ “ เศรษฐกิจการคลังไทย : ความท้าทาย การปฏิรูป และความยั่งยืน
  ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. อัมมาร สยามวาลา :
  ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีระบบการคลังและกระบวนการงบประมาณที่ดีและเข้มแข็ง แต่ในปัจจุบันเริ่มมีช่องโหว่ในส่วนของการที่รัฐบาลใช้เงินนอกงบประมาณผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อนำไปใช้ในโครงการประชานิยมต่าง ๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน ทำให้วินับการคลังของประเทศมีปัญหา ตนจึงเสนอให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นผู้ปิดช่องโหว่ดังกล่าว ด้วยการทำให้การกู้ยืมเงินผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทำได้ยากยิ่งขึ้น
  การแก้ไขกฎหมายภาษีเป็นเรื่องที่ยาก เพราะมีผลกระทบกับหลายคน จึงเห็นควรให้มีการจัดทำภาษีทรัพย์สิน/ที่ดิน เป็นประเด็นหลักในการการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น
  ดร. สถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์ :
  ความท้าทายของนโยบายการคลัง คือ ต้องมี fiscal space ( พื้นที่การคลัง = รายได้ – รายจ่าย ) ที่มากพอจะนำไปใช้พัฒนาประเทศและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวยลงมา 2 เท่า ( จากส่วนต่าง 12 เท่า ให้เหลือส่วนต่าง 6 เท่า ) ได้ ซึ่งตนได้ตั้งเป้าหมาย fiscal space ไว้ที่ 25 %
  ตนเสนอให้มีการจัดเก็บ ( จำนวน ) ภาษีให้สูงกว่าเดิม ( เดิมเก็บได้ 17 % ของ GDP ) โดยต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีให้มากขึ้น ทั้งในส่วนของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล นอกจากนี้ ตนมองว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีสมควรปรับลดให้สอดคล้องกับอัตราภาษีนิติบุคคลที่ปรับลดแล้วด้วย และตนได้เสนอให้มีการผลักดันภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรม และกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจและเงินที่ใช้ในการบริหารตัวเองมากขึ้น
  นอกจากนี้ ตนมองว่ารัฐควรมี พ.ร.บ. การเงินการคลังภาครัฐ เพื่อควบคุมรายจ่ายงบประมาณให้อยู่ในกรอบ และดึงเงินนอกงบประมาณให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบงบประมาณ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตนเห็นควรให้มีการจัดตั้งองค์กรจัดเก็บภาษีขึ้นมา ตามพิมพ์เขียวทบวงภาษีที่มีอยู่แล้ว ซึ่งโมเดลดังกล่าวเป็นโมเดลที่เอามาจากอังกฤษอีกที
  นายบัณฑูร ล่ำซำ :
  เหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคธนาคาร และภาคการเงิน ( ธนาคารแห่งประเทศไทย )  มีความระมัดระวังตัวและมีความเข้มแข็งในระดับที่สูงมาก ซึ่งต่างกับภาคราชการที่อยู่ในภาวะล่อแหลม เพราะถูกผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง
  สิ่งที่ภาคเอกชนอยากได้จริง ๆ คือ สภาพแวดล้อมที่มีความสงบเรียบร้อยที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และโครงสร้างต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น ความชัดเจนทางด้านกฎหมาย ภาษี และโครงสร้างทางการศึกษาที่จะสามารถสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ
  ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ :
  การร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรมีมาตรามากเกินไป และควรเอารายละเอียดมาทำเป็นพระราชบัญญัติแทน เพื่อความคล่องตัวในการออกและแก้ไขกฎหมาย
  นอกจากนี้ ตนเสนอให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายภาษีโดยด่วน โดยให้ภาครัฐและเอกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าว ในการออกระเบียบให้คนไทยทุกคนเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อเพิ่มการเก็บภาษีเข้ารัฐ และเป็นเครื่องมือในการต่อต้านการคอรัปชัน แต่ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายทีผลบังคับใช้แล้ว ก็ต้องระวังไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจมากเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาระหว่างรัฐกับเอกชนในอนาคต
  นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ :
  สำนักงานเศรษฐกิจการคลังมีความท้าทายในการทำให้ระบบการคลังเกิดความยั่งยืน ตามกรอบวิสัยทัศน์ปี 2020 ซึ่งมีแผนจะทำให้ประเทศไทยมีรายได้เพิ่งสูงขึ้น และยกขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้กลายเป็นผู้นำภูมิภาค และยังเน้นการส่งเสริมให้เกิดโอกาสทางรายได้ และส่งเสริมวินัยทางการเงินการคลัง
  ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังมีแผนจะผลักดันนโยบายเดิมที่ยังคั่งค้างอยู่ เช่น พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ หรือกองทุนการออมแห่งชาติ ภายใต้ข้อเสนอแนะบนหลักการที่เป็นไปได้

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Desktop Author

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางนันทริดา เฉลิมไทย
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นิติกรชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนักความรับผิดทางแพ่ง

หลักสูตรฝึกอบรม  :  การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Desktop Author
หน่วยงานผู้จัด  :  กระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้โปรแกรมสำหรับสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถนำมาเป็นสื่อการเรียน การสอน และการนำเสนอ ในรูปแบบของหนังสือแอนิเมชั่น ที่สามารถบันทึกเนื้อหารายละเอียด ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ข้อความตัวอักษร รูปภาพ วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว แบบมัลติมีเดีย โดยรวบรวมคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำสื่อ ตั้งแต่การจัดหน้าเอกสาร การนำเข้ารูปภาพ ไฟล์เสียง วิดีโอ ตลอดจน องค์ประกอบต่างๆ ลงไปในอัลบั้มหนังสือ

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ :
๑. โปรแกรม Desktop Author เป็นโปรแกรมสร้างหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ที่มีลักษณะคล้ายกับหนังสือจริง คือ มีหน้าปก สารบัญ ข้อความ รูปภาพ สามารถแทรกภาพเคลื่อนไหว ไฟล์วีดีโอ ไฟล์ Flash เพิ่มเสียงบรรยาย สร้างลิงค์ไปยังหน้าเว็บไซด์ต่าง ๆ ผลงานที่ได้มีขนาดไฟล์เล็ก ทำให้สามารถดาวน์โหลดผ่านเว็บ หรือ ส่งผ่านอีเมล์ และสามารถเผยแพร่ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้
๒. ความสามารถของ Desktop Author คืออนุญาตให้ป้อนข้อความ หรือรูปภาพ รวมทั้งสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ ผลงานที่ได้เป็นทั้งสื่อ Offline ในรูปแบบไฟล์เป็น .exe สื่อออนไลน์ .html , .dnl ที่มีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการนำเสนอผ่านเว็บ แต่การเรียกดูจำเป็นต้องติดตั้ง DNL Reader ก่อน จึงจะแสดงผลได้ และ Screen Saver (.scr) สำหรับการรักษาอายุจอภาพคอมพิวเตอร์ด้วยสื่อที่สามารถสร้างสรรค์เอง
๓. คุณสมบัติของ Desktop Author
๓.๑ ผลงานมีขนาดเล็ก แสดงผลได้ทั้ง offline/online
๓.๒ มีลักษณะคล้ายกับหนังสือซึ่งเป็นรูปแบบที่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย
๓.๓ ฟังก์ชั่น image popup ทำให้สามารถสร้างเนื้อหาโต้ตอบกับผู้ใช้
๓.๔ สามารถสั่งพิมพ์หน้าแต่ละหน้า หรือทั้งหมดของหนังสือได้
๓.๕ สามารถสร้างแบบทดสอบ และแบบสำรวจ ด้วย easy form ได้
๓.๖ เชื่อมโยงไปหาเว็บไซด์เพื่อดาวน์โหลด
๓.๗ ผู้ใช้สามารถส่งต่อได้ง่ายโดยการส่งผ่านอีเมล์ หรือระบบเครือข่าย
๓.๘ สามารถใช้ได้ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ PC และ Notebook
๓.๙ สามารถเผยแพร่ผ่านระบบเครือข่ายได้ง่ายและ Download ผ่านเว็บได้รวดเร็ว หรือสามารถส่งไฟล์ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ได้

การใช้โปรแกรม Microsoft Project

ผู้เล่าเรื่อง : นางสาวชลพรรณ สิงห์สาคร
ปัจจุบันดารงตาแหน่ง : นักวิชาการเงินและบัญชีชานาญการ
หน่วยงาน : สานักงานเลขานุการกรม
หลักสูตรฝึกอบรม : การใช้โปรแกรม Microsoft Project
หน่วยงานผู้จัด : กระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารโครงการ โดยใช้โปรแกรม Microsoft Project ซึ่งเป็นโปรแกรมเพื่อการบริหารจัดการโครงการ ทรัพยากร โดยเริ่มตั้งแต่การป้อนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ ปฏิทินพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงเวลาทางานในปฏิทิน การป้อนข้อมูลเกี่ยวกับงาน ประเภทความสัมพันธ์ของงาน การกาหนดรูปแบบความสัมพันธ์ของงาน การจัดการกับทรัพยากร ปัญหาการเรียกใช้ทรัพยากรซ้าซ้อน การติดตามงาน การพิมพ์รายละเอียดของโครงการออกทางเครื่องพิมพ์ รวมทั้งการจัดรูปแบบรายงานแบบต่าง ๆ ของโครงการ

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : การบริหารโครงการด้วย Microsoft Project
1. ลักษณะเด่นของโครงการ
1.1 ประกอบไปด้วยงานย่อย
1.2 มีวันเริ่มวันจบแน่นอน
1.3 มีข้อบังคับทางด้านขอบเขตของงานและคุณภาพ ระยะเวลา และค่าใช้จ่าย
2. วัตถุประสงค์ของการบริหารโครงการ
2.1 สามารถดาเนินโครงการให้สาเร็จตามแผนที่กาหนดไว้
2.2 ใช้ทรัพยากรในการดาเนินโครงการน้อยที่สุด ทั้งในแง่ของเวลาและค่าใช้จ่าย
3. แนวความคิดในการบริหารโครงการ
3.1 PERT (Program Evaluation Research Technique)
สาหรับนักบริหารโครงการที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทาโครงการมาก่อน โดยเป็นการประเมินเวลา (เวทเวลา) ที่เหมาะสมจากระยะเวลา 3 ค่า ดังนี้
- Optimistic Duration ใช้เวลาดาเนินโครงการสั้นที่สุด นักบริหารโครงการจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี เช่น การสร้าง SkyWalk จะสามารถสาเร็จภายในเวลาประมาณ 1 เดือน โดยไม่มีปัญหาและอุปสรรคใด ๆ
- Pessimistic Duration ใช้เวลาดาเนินโครงการนานที่สุด นักบริหารโครงการจะเป็นคนมองโลกในแง่ลบ เช่น การสร้าง SkyWalk จะสามารถสาเร็จได้ต้องใช้เวลานานเป็นปี เนื่องจากอาจต้องมีการเวนคืนที่ดิน เป็นต้น
- Expected Duration ใช้เวลาดาเนินโครงการปานกลาง นักบริหารโครงการจะเป็นคนมองโลกแบบกลาง ๆ
น้าหนักที่ใช้ประเมินคือ 1:4:1 (นาระยะเวลา 3 ค่ามากาหนดเป็นสูตร โดย 4 คือ Expected)
3.2 CPM (Critical Path Method)
สาหรับนักบริหารโครงการที่เคยมีประสบการณ์ในการทาโครงการมาก่อน เช่น เคยบริหารโครงการจัดฝึกอบรมมาก่อน ซึ่งโปรแกรม Microsoft Project ใช้แนวคิดนี้ในการคานวณและบริหารโครงการ
4. ขั้นตอนสาคัญของการบริหารโครงการ
4.1 วางแผน (Plan)
4.1.1 แจกแจงงานและระบุความสัมพันธ์
4.1.2 กาหนดทรัพยากรที่ต้องใช้
4.1.3. สร้างชาร์ทแสดงโครงการ
4.1.4 คิดคานวณระยะเวลาของโครงการ
4.1.5 คิดคานวณค่าใช้จ่าย
4.1.6 ปรับปรุงโครงการ
4.2 ดาเนินโครงการ (Operate)
4.3 ประเมินผลโครงการ (Evaluate)
5. การให้ข้อมูลสาหรับการบริหารโครงการ
Microsoft Project ใช้สาหรับอัพเดทโครงการได้ โดยช่วงเวลาอัพเดทไม่สาคัญเท่ากับข้อมูลที่ป้อนให้กับ Microsoft Project เช่น ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อโครงการ (น้าท่วม แผ่นดินไหว คนงานสไตร์ค) หรือปัจจัยภายในที่มีผลกระทบต่อโครงการ (การวางแผนระยะสั้นเกินจริง) โดยข้อมูลสาหรับการบริหารโครงการประกอบด้วย
5.1 ข้อมูลทั่วไปสาหรับโครงการ (Project Information)
5.1.1 วิธีวางแผนโครงการ (Schedule From)
- จากวันเริ่มต้นโครงการ (Project Start Date: PSD) เช่น จะจัดกิจกรรมส่งเสริมวินัยการคลัง โดยจัดบอร์ดที่ศูนย์ประชุมสิริกิตติ์ มีการวางแผนตั้งแต่เริ่มงาน ให้ประธานตัดริบบิ้น กล่าวเปิด จนกระทั่งสิ้นสุดการจัดกิจกรรม (เริ่มตั้งแต่ 0-10)
- จากวันสิ้นสุดโครงการ (Project Finish Date: PFD) โดยคานวณว่าควรเริ่มต้นโครงการเมื่อใด เพื่อให้โครงการสิ้นสุดตามที่ต้องการ
5.1.2 ปฏิทินการทางาน (Calendar) โดยใช้ Base Calendar ซึ่งเป็นเครื่องมือสาหรับกาหนดเวลา การทางาน (Working Time) กับเวลาไม่ทางาน (Nonworking Time) โดย Microsoft Project ทาแม่แบบพื้นฐานไว้ 3 แบบ คือ
1) Standard ทางานวันจันทร์-วันศุกร์ วันละ 8 ชม. โดยทางานระหว่างเวลา 08.00-12.00 น. และ 13.00-17.00 หยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์ (ไม่รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์)
2) 24 Hour ทางานทุกวันต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่มีเวลาหยุด เช่น การทางานของร้าน 7-11 การทางานของเครื่องจักร เป็นต้น
3) Night Shift คือ การทางานเป็นกะ โดยอยู่บนพื้นฐานของการทางานแบบ 40 ชม./อาทิตย์ เช่น ทางานผลัดกลางคืนระหว่างเวลา 23.00-03.00 น.และ 04.00-08.00 น. เป็นต้น
5.2 ข้อมูลของงาน (Task Information) เป็นการให้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับงาน
5.2.1 ชื่องาน (Task Name)
1) Task คือ งานทั่วไป
2) Summary Task คือ งานสรุป หรืองานรวม
3) Sub Task คือ งานย่อย
4) Milestone คือ งานที่มีระยะเวลาเท่ากับศูนย์ ใช้สาหรับบอกความก้าวหน้าของโครงการ
5.2.2 ระยะเวลา (Duration)
1) เวลาทางาน ประกอบด้วย d (day), w (weeks), h (hour), m (minute), mo (month)
2) เวลาต่อเนื่อง (Elapsed Time) ประกอบด้วย ed (E-Day), ew (e-weeks), eh (e-hour), em (e-minute), emo (e-month)
5.2.3 ความสัมพันธ์ (Relationship) เป็นการระบุความสาคัญของงานว่า งานใดมีความสาคัญลาดับแรก (Predecessor) งานใดมีความสาคัญลาดับถัดไป (Successor) ซึ่งความสัมพันธ์ของงานแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1) Finish to Start (FS) ทางาน Successor ให้เสร็จก่อน จึงจะทางาน Predecessor เช่น จ่ายค่าจอดรถก่อนนารถเข้าไปจอด เป็นต้น
2) Start to Start (SS) งาน Predecessor และSuccessor เริ่มพร้อม ๆ กัน
3) Finish to Finish (FF) งาน Predecessor และSuccessor เสร็จสิ้นพร้อมกัน เช่น การรับจัดงานแต่งงาน โดยงานทุกอย่างต้องเสร็จเมื่องานแต่งเริ่ม เป็นต้น
4) Start to Finish (SF) งาน Predecessor เริ่มต้นเมื่อ Successor เสร็จสิ้น เช่น งาน Successor ของผู้จัดฝึกอบรม (สป.กค.) คือ การรวบรวมรายชื่อ ติดต่อวิทยากร เตรียมเอกสารอบรมฯ ซึ่งทั้งหมดต้องเรียบร้อยก่อน จึงจะเริ่มฝึกอบรม/การเรียนการสอน เป็นต้น
5.2.4 ข้อจากัด (Constrain) หมายถึง ข้อมูลที่เป็นเงื่อนไข หรือข้อจากัด เช่น โครงต้องเริ่ม/จบ ณ วันใด ๆ หรือโครงการห้ามช้าไปกว่าวันใด ๆ โดยสามารถแบ่งข้อจากัดได้ออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้
1) As Soon As Possible (ASAP) เร็วที่สุดเท่าที่จะทาได้
2) As Late As Possible (ALAP) ช้าที่สุดเท่าที่จะทาได้
3) Must Start On (MSO) ต้องเริ่มในวันที่
4) Must Finish On (MFO) ต้องจบในวันที่
5) Start No Later Than (SNLT) ต้องเริ่มไม่ช้าไปกว่าวันที่
6) Finish No Later Than (FNLT) ต้องจบไม่ช้าไปกว่าวันที่
7) Start No Earlier Than (SNET) ต้องเริ่มไม่เร็วไปกว่าวันที่
8) Finish No Earlier Than (FNET) ต้องจบไม่เร็วไปกว่าวันที่
5.3 ข้อมูลทั่วไปสาหรับทรัพยากร (Resource Information) สาหรับกาหนดข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากร ดังนี้
5.3.1 กาหนดรายละเอียดทรัพยากร ที่มุมมอง Resource Sheet หรือ Resource Information
5.3.2 เรียกใช้ทรัพยากร (Assign Resource)
- ควรมีการมอบหมายงานที่เหมาะสม
- ช่วยเตือนเรื่องทรัพยากรที่อาจ Over Load หรือการมอบหมายงานซ้าซ้อน
- มีการมอบหมายงานที่ชัดเจน