วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การใช้งานโปรแกรม office ด้วย Google Drive (Google Docs)

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวทิพวรรณ สุธีกุล
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  เจ้าพนักงานการคลังชำนาญงาน
หน่วยงาน :  กรมบัญชีกลาง  สำนักบริหารการรับ-จ่ายเงินภาครัฐ  ส่วน 1
หลักสูตรฝึกอบรม  : การใช้งานโปรแกรม office ด้วย Google Drive (Google Docs)
หน่วยงานผู้จัด  :  กระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1) .เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ ระบบ Google Drive ซึ่งทำงานเหมือน Microsoft Office แต่ทุกอย่างจะทำงานอยู่บนเว็บ สามารถทำงานได้ทันทีที่มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต หรือเป็นบริการการเก็บข้อมูลบนกลุ่มเมฆ
(Cloud Storage Service)
2) .ให้บริการเก็บข้อมูลที่หลายหลาย  เช่น การจัดเก็บ การแชร์ และการเชื่อมข้อมูลต่าง  ๆรวมถึงโปรแกรม Word Processor, Presentation , Spreadsheet สามารถใช้งานหรือแก้ไขข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา
และสามารถทำงานบนเอกสารเดียวกันได้หลายครั้งและหลายคนพร้อม ๆ กัน

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ :  การใช้งานโปรแกรม Office ด้วย Google Drive (Google Docs)

1. เทคนิคการใช้ Google ในการค้นหาข้อมูลจะทำให้การค้นหาได้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น
- การค้นหาทั้งวลี คือการค้นหาทั้งกลุ่มคำ โดยให้ใช้เครื่องหมาย “.........” เช่น จะค้นหาเฉพาะ โดยการ    พิมพ์คำว่า “การใช้Internet” ในช่องค้นหาจะทำให้ผลการแสดงจำนวนข้อมูลนั้นน้อยลงยิ่งขึ้น
- หาไฟล์โดยระบุ  filetype : นามสกุลไฟล์ เช่น เทคนิคการใช้ Google filetype:pdf
Google จะแสดงผลของไฟล์ pdf ให้เท่านั้น
- ค้นหาเว็บที่จำเพาะเจาะจงได้ เช่นต้องการค้นหา หัวหินในเว็บ sanook  ให้ค้นหาโดยพิมพ์ว่า
หัวหิน site:www.sanook.com
- การค้นหาคำว่า internet เท่านั้นโดยไม่ให้มีคำว่า computer ติดมาด้วย ให้ใช้เครื่องหมาย – (ลบ)
เช่น internet-computer
- Google ยังสามารถแปลค่าเงินหรือค่าต่าง ๆ ให้ได้อีกด้วย เช่น 1 us to baht กด enter
หรือ  1 m to cen
2. การสร้างเอกสาร Google Drive  สามารถทำได้เหมือนการใช้งานบน MS Office แต่เมื่อสร้างเอกสารเสร็จแล้ว สามรถกำหนดสิทธิ์ให้ใช้งานร่วมกันได้ สามารถสร้างเอกสารขึ้นมาใหม่บน Google Drive หรือ
อัพโหลดเอกสารที่มีอยู่แล้วที่สร้างมาจาก MS Office ขึ้นไปใช้งานบน Google Drive ได้ ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของ Google Drive
3. Google docuuments  หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า Google docs เป็นบริการออนไลน์ที่ให้เราสามารถจัดการเอกสารได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เพียงแค่มีอีเมลของ Gmail และเชื่อมต่ออินเทอร์เนต เพราะ Google docs ได้เตรียมไว้ให้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เอกสาร การทำสไลด์เพื่อนำเสนองาน หรือจัดการเอกสาร spreadsheet  เหมือน  Excel ก็สามารถทำได้
เพิ่มเติม การส่งเอกสารโดยใช้งาน Cc และ Bcc
การเพิ่ม E-mail ในช่อง Cc ผู้รับจะได้รับข้อความเหมือนในช่อง To แต่ผู้รับไม่จำเป็นต้องตอบกลับเพราะเป็นข้อความที่ถูกสำเนาเพื่อให้ทราบ
การเพิ่ม E-mail ในช่อง Bcc ผู้รับจะได้รับข้อความเหมือนในช่อง To และ Cc แต่ผู้รับในช่อง To และ
Cc จะไม่เห็นว่าผู้ส่งข้อความให้ E–mail ในช่อง Bcc
4. Google Form คือการสร้างแบบสอบถาม มีรูปแบบการสร้างฟอร์ม 7 แบบคือ
Drop-down lists with optiona คือ การเลือกตอบจาก list ที่มีอยู่
Single line text box   คือ การกรอกข้อความสั้น
Multiple choice   คือ การตั้งคำถามที่มีหลายตัวเลือก แต่เลือกตอบ
Scale   คือ การตอบเลือกระดับคุณภาพ เลือกได้ตั้งแต่ 0.1 - 10
Checkboxes คือ การตั้งคำถามโดยเลือกจาก checkbox
Paragraph text คือ การกรอกข้อความที่มีขนาดตั้งแต่ 1 ย่อหน้าเป็นต้นไป
Grid คือ การกำหนดหลายคำถาม และกำหนดข้อ
5. Google calendar คือบริการปฏิทินออนไลน์ของ Google ที่ทำให้การบริหารจัดการเวลาหรือปฏิทินต่าง ๆ รวบรวมไว้ในที่เดียวกัน
คุณลักษณะเด่นของ Google calendar
Gmail Integration เป็นส่วนหนึ่งของ Gmail สามารถเรียกใช้ ได้จาก Tasks จะไปปรากฏบนปฏิทิน
โดยอัตโนมัติ
Invitation สามารถสร้างกิจกรรมหรือนัดหมาย และเชิญชวนให้คนอื่น ๆ เข้ามาร่วมในกิจกรรมหรือนัดหมายได้ โดยการส่ง e-mail ผู้ที่ได้รับคำเชิญ จะเข้าร่วมกิจกรรมหรือนัดหมายนั้นหรือไม่
Quick Add คลิกที่ตำแหน่งของปฏิทิน แล้วพิมพ์ข้อความ เช่น “นัดเชิญประชุม” จากนั้น กิจกรรมหรือนัดหมายจะปรากฏที่ปฏิทิน
Sharing สามารถแบ่งปันปฏิทินร่วมกับผู้อื่น และสามารถกำหนดสิทธิการใช้งาน ปฏิทินให้กับผู้ใช้งานได้หลายแบบ นี่เป็นจุดเด่น ของ Google calendar
Notification สามารถกำหนดการแจ้งเตือนกิจกรรม ได้หลายลักษณะ เช่น แจ้งก่อนถึงกำหนด แจ้งเมื่อกำหนดการเปลี่ยน แจ้งเมื่อยกเลิกกิจกรรม เป็นต้น โดยสามารถกำหนดได้เองว่าจะรับการแจ้งเตือน ด้วยวิธีใด เช่น e-mail หรือ ทาง sms เป็นต้น


เศรษฐกิจการคลังไทย : ความท้าทาย การปฏิรูป และความยั่งยืน

ผู้เล่าเรื่อง  :  นายกิตติวัฒน์ พัฒนวงศ์งาม
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  กลุ่มงานอนุมัติพิเศษ สำนักกฎหมาย
หลักสูตรฝึกอบรม  :  เศรษฐกิจการคลังไทย : ความท้าทาย การปฏิรูป และความยั่งยืน
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1) เพื่อนำเสนอผลงานวิชาการดีเด่นในรอบปีของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
2) เพื่อระดมความคิดในการแก้ไขและปฏิรูประบบการคลังของประเทศไทย

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : เศรษฐกิจการคลังไทย : ความท้าทาย การปฏิรูป และความยั่งยืน
การนำเสนอผลงานวิชาการ 3 หัวข้อ ดังนี้
  - International Headquarters เพื่อผลักดันการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
  ด้วยประเทศไทยมีระบบภาษีที่ซับซ้อนและมีอัตราภาษีที่สูงกว่าหลายๆ ประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ทำให้สำนักงานใหญ่ของหลายๆ บริษัทเลือกที่จะเปิดสำนักงานในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย มากกว่าที่จะเลือกมาเปิดสำนักงานในประเทศไทย ดังเห็นได้จากสถิติที่ระบุว่า มีการเปิดสำนักงานในกรณีข้างต้นที่ประเทศสิงคโปร์ สูงถึงประมาณ 1,200 แห่ง และในมาเลเซียประมาณ 800 แห่ง ในขณะที่ไทยมีการเปิดสำนักงานแค่ประมาณ 120 แห่งเท่านั้น ซึ่งทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น เงินภาษี การฝึกอบรมคนไทยให้เกิดความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ เป็นต้น
  ผู้นำเสนองานวิจัย จึงเสนอให้ประเทศไทยสร้างแรงจูงใจ เช่น การปรับลดภาษี เพื่อดึงดูดให้สำนักงานใหญ่ของแต่ละบริษัท เลือกที่จะมาเปิดสำนักงานในไทยเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิได้มีการเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ผู้นำเสนองานวิจัยควรโฟกัสไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เหมาะกับประเทศไทย เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรม เป็นต้น
- เงินโอน แก้จน คนขยัน ( Negative Income Tax )
  เนื่องจากลักษณะของการใช้จ่ายเงินในโครงการแก้ไขความยากจนของรัฐบาล มีลักษณะเป็นแบบ Universal คือ มีผู้ได้รับประโยชน์เป็นวงกว้าง ไม่ได้มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ทำให้เมื่อมีการดำเนินนโยบายจริง จึงพบว่าคนที่ใช้บริการหรือได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนยากจนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยมีสถิติชี้ว่า สัดส่วนของคนยากจนที่ใช้งานหรือได้รับประโยชน์จากโครงการแก้ไขความยากจนของรัฐบาล คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 25 ของคนทั้งหมดที่ใช้บริการหรือได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว
  เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณตรงตามกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะถือเป็นการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ และลดภาระทางการคลังของประเทศ ประกอบกับเพื่อสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องแก่คนยากจน ผู้นำเสนองานวิจัยจึงเสนอโมเดล “เงินโอน แก้จน คนขยัน “ โดยกำหนดให้คนที่ได้เงินไม่ถึง 300 บาทต่อวัน หรือไม่ถึง 80,000 บาทต่อปี และยังทำงานอยู่ จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิได้มีการเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ผู้นำเสนองานวิจัยควรศึกษาเพิ่มเติมถึงแนวคิดและเงื่อนไขของ Negative Income Tax ที่ใช้อยู่ในแต่ละประเทศ เพื่อปรับปรุงโมเดลที่จะใช้ในประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์และรัดกุมมากยิ่งขึ้น
- การเงินยุคใหม่ เข้าถึง เข้าใจ คุ้มครองผู้ใช้บริการ
  เนื่องจากในยุคสมัยปัจจุบัน ผู้คนย่อมไม่อาจหลีกหนีจากโลกการเงินได้อีกต่อไป แต่ทางผู้ทำวิจัยพบว่าคนไทยมีปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโลกการเงินอยู่ 3 ประการ คือ 1. ปัญหาการเข้าถึงบริการทางการเงิน
2. ปัญหาการขาดความรู้ทางด้านการเงิน และ 3. ปัญหาการขาดการคุ้มครองผู้บริโภค
  เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น ผู้ทำวิจัยจึงเสนอวิธีการแก้ไขดังนี้
  1. ปัญหาการเข้าถึงบริการทางการเงิน – แก้ไข : ให้เพิ่มบทบาท SFIs ( สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ) และเพิ่มผู้ให้บริการสินเชื่อด้วยการจัดให้มี Nano-Finance
2. ปัญหาการขาดความรู้ทางด้านการเงินและปัญหาการขาดการคุ้มครองผู้บริโภค : สนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน และออกกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน เพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลภาคการเงินทั้งระบบ ( ธนาคาร , บริษัทหลีกทรัพย์ , ธุรกิจประกัน ) และมีหน้าที่ในการให้ความรู้ทางการเงิน และคุ้มครองผู้บริโภคด้วย 1) กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและระงับข้อพิพาท และ 2) ออกหลักเกณฑ์ Business Conduct

การเสวนาภายใต้หัวข้อ “ เศรษฐกิจการคลังไทย : ความท้าทาย การปฏิรูป และความยั่งยืน
  ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. อัมมาร สยามวาลา :
  ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีระบบการคลังและกระบวนการงบประมาณที่ดีและเข้มแข็ง แต่ในปัจจุบันเริ่มมีช่องโหว่ในส่วนของการที่รัฐบาลใช้เงินนอกงบประมาณผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อนำไปใช้ในโครงการประชานิยมต่าง ๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน ทำให้วินับการคลังของประเทศมีปัญหา ตนจึงเสนอให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นผู้ปิดช่องโหว่ดังกล่าว ด้วยการทำให้การกู้ยืมเงินผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทำได้ยากยิ่งขึ้น
  การแก้ไขกฎหมายภาษีเป็นเรื่องที่ยาก เพราะมีผลกระทบกับหลายคน จึงเห็นควรให้มีการจัดทำภาษีทรัพย์สิน/ที่ดิน เป็นประเด็นหลักในการการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น
  ดร. สถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์ :
  ความท้าทายของนโยบายการคลัง คือ ต้องมี fiscal space ( พื้นที่การคลัง = รายได้ – รายจ่าย ) ที่มากพอจะนำไปใช้พัฒนาประเทศและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวยลงมา 2 เท่า ( จากส่วนต่าง 12 เท่า ให้เหลือส่วนต่าง 6 เท่า ) ได้ ซึ่งตนได้ตั้งเป้าหมาย fiscal space ไว้ที่ 25 %
  ตนเสนอให้มีการจัดเก็บ ( จำนวน ) ภาษีให้สูงกว่าเดิม ( เดิมเก็บได้ 17 % ของ GDP ) โดยต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีให้มากขึ้น ทั้งในส่วนของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล นอกจากนี้ ตนมองว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีสมควรปรับลดให้สอดคล้องกับอัตราภาษีนิติบุคคลที่ปรับลดแล้วด้วย และตนได้เสนอให้มีการผลักดันภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรม และกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจและเงินที่ใช้ในการบริหารตัวเองมากขึ้น
  นอกจากนี้ ตนมองว่ารัฐควรมี พ.ร.บ. การเงินการคลังภาครัฐ เพื่อควบคุมรายจ่ายงบประมาณให้อยู่ในกรอบ และดึงเงินนอกงบประมาณให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบงบประมาณ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตนเห็นควรให้มีการจัดตั้งองค์กรจัดเก็บภาษีขึ้นมา ตามพิมพ์เขียวทบวงภาษีที่มีอยู่แล้ว ซึ่งโมเดลดังกล่าวเป็นโมเดลที่เอามาจากอังกฤษอีกที
  นายบัณฑูร ล่ำซำ :
  เหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคธนาคาร และภาคการเงิน ( ธนาคารแห่งประเทศไทย )  มีความระมัดระวังตัวและมีความเข้มแข็งในระดับที่สูงมาก ซึ่งต่างกับภาคราชการที่อยู่ในภาวะล่อแหลม เพราะถูกผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง
  สิ่งที่ภาคเอกชนอยากได้จริง ๆ คือ สภาพแวดล้อมที่มีความสงบเรียบร้อยที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และโครงสร้างต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น ความชัดเจนทางด้านกฎหมาย ภาษี และโครงสร้างทางการศึกษาที่จะสามารถสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ
  ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ :
  การร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรมีมาตรามากเกินไป และควรเอารายละเอียดมาทำเป็นพระราชบัญญัติแทน เพื่อความคล่องตัวในการออกและแก้ไขกฎหมาย
  นอกจากนี้ ตนเสนอให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายภาษีโดยด่วน โดยให้ภาครัฐและเอกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าว ในการออกระเบียบให้คนไทยทุกคนเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อเพิ่มการเก็บภาษีเข้ารัฐ และเป็นเครื่องมือในการต่อต้านการคอรัปชัน แต่ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายทีผลบังคับใช้แล้ว ก็ต้องระวังไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจมากเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาระหว่างรัฐกับเอกชนในอนาคต
  นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ :
  สำนักงานเศรษฐกิจการคลังมีความท้าทายในการทำให้ระบบการคลังเกิดความยั่งยืน ตามกรอบวิสัยทัศน์ปี 2020 ซึ่งมีแผนจะทำให้ประเทศไทยมีรายได้เพิ่งสูงขึ้น และยกขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้กลายเป็นผู้นำภูมิภาค และยังเน้นการส่งเสริมให้เกิดโอกาสทางรายได้ และส่งเสริมวินัยทางการเงินการคลัง
  ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังมีแผนจะผลักดันนโยบายเดิมที่ยังคั่งค้างอยู่ เช่น พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ หรือกองทุนการออมแห่งชาติ ภายใต้ข้อเสนอแนะบนหลักการที่เป็นไปได้

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Desktop Author

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางนันทริดา เฉลิมไทย
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นิติกรชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนักความรับผิดทางแพ่ง

หลักสูตรฝึกอบรม  :  การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Desktop Author
หน่วยงานผู้จัด  :  กระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้โปรแกรมสำหรับสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถนำมาเป็นสื่อการเรียน การสอน และการนำเสนอ ในรูปแบบของหนังสือแอนิเมชั่น ที่สามารถบันทึกเนื้อหารายละเอียด ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ข้อความตัวอักษร รูปภาพ วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว แบบมัลติมีเดีย โดยรวบรวมคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำสื่อ ตั้งแต่การจัดหน้าเอกสาร การนำเข้ารูปภาพ ไฟล์เสียง วิดีโอ ตลอดจน องค์ประกอบต่างๆ ลงไปในอัลบั้มหนังสือ

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ :
๑. โปรแกรม Desktop Author เป็นโปรแกรมสร้างหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ที่มีลักษณะคล้ายกับหนังสือจริง คือ มีหน้าปก สารบัญ ข้อความ รูปภาพ สามารถแทรกภาพเคลื่อนไหว ไฟล์วีดีโอ ไฟล์ Flash เพิ่มเสียงบรรยาย สร้างลิงค์ไปยังหน้าเว็บไซด์ต่าง ๆ ผลงานที่ได้มีขนาดไฟล์เล็ก ทำให้สามารถดาวน์โหลดผ่านเว็บ หรือ ส่งผ่านอีเมล์ และสามารถเผยแพร่ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้
๒. ความสามารถของ Desktop Author คืออนุญาตให้ป้อนข้อความ หรือรูปภาพ รวมทั้งสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ ผลงานที่ได้เป็นทั้งสื่อ Offline ในรูปแบบไฟล์เป็น .exe สื่อออนไลน์ .html , .dnl ที่มีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการนำเสนอผ่านเว็บ แต่การเรียกดูจำเป็นต้องติดตั้ง DNL Reader ก่อน จึงจะแสดงผลได้ และ Screen Saver (.scr) สำหรับการรักษาอายุจอภาพคอมพิวเตอร์ด้วยสื่อที่สามารถสร้างสรรค์เอง
๓. คุณสมบัติของ Desktop Author
๓.๑ ผลงานมีขนาดเล็ก แสดงผลได้ทั้ง offline/online
๓.๒ มีลักษณะคล้ายกับหนังสือซึ่งเป็นรูปแบบที่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย
๓.๓ ฟังก์ชั่น image popup ทำให้สามารถสร้างเนื้อหาโต้ตอบกับผู้ใช้
๓.๔ สามารถสั่งพิมพ์หน้าแต่ละหน้า หรือทั้งหมดของหนังสือได้
๓.๕ สามารถสร้างแบบทดสอบ และแบบสำรวจ ด้วย easy form ได้
๓.๖ เชื่อมโยงไปหาเว็บไซด์เพื่อดาวน์โหลด
๓.๗ ผู้ใช้สามารถส่งต่อได้ง่ายโดยการส่งผ่านอีเมล์ หรือระบบเครือข่าย
๓.๘ สามารถใช้ได้ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ PC และ Notebook
๓.๙ สามารถเผยแพร่ผ่านระบบเครือข่ายได้ง่ายและ Download ผ่านเว็บได้รวดเร็ว หรือสามารถส่งไฟล์ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ได้

การใช้โปรแกรม Microsoft Project

ผู้เล่าเรื่อง : นางสาวชลพรรณ สิงห์สาคร
ปัจจุบันดารงตาแหน่ง : นักวิชาการเงินและบัญชีชานาญการ
หน่วยงาน : สานักงานเลขานุการกรม
หลักสูตรฝึกอบรม : การใช้โปรแกรม Microsoft Project
หน่วยงานผู้จัด : กระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารโครงการ โดยใช้โปรแกรม Microsoft Project ซึ่งเป็นโปรแกรมเพื่อการบริหารจัดการโครงการ ทรัพยากร โดยเริ่มตั้งแต่การป้อนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ ปฏิทินพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงเวลาทางานในปฏิทิน การป้อนข้อมูลเกี่ยวกับงาน ประเภทความสัมพันธ์ของงาน การกาหนดรูปแบบความสัมพันธ์ของงาน การจัดการกับทรัพยากร ปัญหาการเรียกใช้ทรัพยากรซ้าซ้อน การติดตามงาน การพิมพ์รายละเอียดของโครงการออกทางเครื่องพิมพ์ รวมทั้งการจัดรูปแบบรายงานแบบต่าง ๆ ของโครงการ

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : การบริหารโครงการด้วย Microsoft Project
1. ลักษณะเด่นของโครงการ
1.1 ประกอบไปด้วยงานย่อย
1.2 มีวันเริ่มวันจบแน่นอน
1.3 มีข้อบังคับทางด้านขอบเขตของงานและคุณภาพ ระยะเวลา และค่าใช้จ่าย
2. วัตถุประสงค์ของการบริหารโครงการ
2.1 สามารถดาเนินโครงการให้สาเร็จตามแผนที่กาหนดไว้
2.2 ใช้ทรัพยากรในการดาเนินโครงการน้อยที่สุด ทั้งในแง่ของเวลาและค่าใช้จ่าย
3. แนวความคิดในการบริหารโครงการ
3.1 PERT (Program Evaluation Research Technique)
สาหรับนักบริหารโครงการที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทาโครงการมาก่อน โดยเป็นการประเมินเวลา (เวทเวลา) ที่เหมาะสมจากระยะเวลา 3 ค่า ดังนี้
- Optimistic Duration ใช้เวลาดาเนินโครงการสั้นที่สุด นักบริหารโครงการจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี เช่น การสร้าง SkyWalk จะสามารถสาเร็จภายในเวลาประมาณ 1 เดือน โดยไม่มีปัญหาและอุปสรรคใด ๆ
- Pessimistic Duration ใช้เวลาดาเนินโครงการนานที่สุด นักบริหารโครงการจะเป็นคนมองโลกในแง่ลบ เช่น การสร้าง SkyWalk จะสามารถสาเร็จได้ต้องใช้เวลานานเป็นปี เนื่องจากอาจต้องมีการเวนคืนที่ดิน เป็นต้น
- Expected Duration ใช้เวลาดาเนินโครงการปานกลาง นักบริหารโครงการจะเป็นคนมองโลกแบบกลาง ๆ
น้าหนักที่ใช้ประเมินคือ 1:4:1 (นาระยะเวลา 3 ค่ามากาหนดเป็นสูตร โดย 4 คือ Expected)
3.2 CPM (Critical Path Method)
สาหรับนักบริหารโครงการที่เคยมีประสบการณ์ในการทาโครงการมาก่อน เช่น เคยบริหารโครงการจัดฝึกอบรมมาก่อน ซึ่งโปรแกรม Microsoft Project ใช้แนวคิดนี้ในการคานวณและบริหารโครงการ
4. ขั้นตอนสาคัญของการบริหารโครงการ
4.1 วางแผน (Plan)
4.1.1 แจกแจงงานและระบุความสัมพันธ์
4.1.2 กาหนดทรัพยากรที่ต้องใช้
4.1.3. สร้างชาร์ทแสดงโครงการ
4.1.4 คิดคานวณระยะเวลาของโครงการ
4.1.5 คิดคานวณค่าใช้จ่าย
4.1.6 ปรับปรุงโครงการ
4.2 ดาเนินโครงการ (Operate)
4.3 ประเมินผลโครงการ (Evaluate)
5. การให้ข้อมูลสาหรับการบริหารโครงการ
Microsoft Project ใช้สาหรับอัพเดทโครงการได้ โดยช่วงเวลาอัพเดทไม่สาคัญเท่ากับข้อมูลที่ป้อนให้กับ Microsoft Project เช่น ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อโครงการ (น้าท่วม แผ่นดินไหว คนงานสไตร์ค) หรือปัจจัยภายในที่มีผลกระทบต่อโครงการ (การวางแผนระยะสั้นเกินจริง) โดยข้อมูลสาหรับการบริหารโครงการประกอบด้วย
5.1 ข้อมูลทั่วไปสาหรับโครงการ (Project Information)
5.1.1 วิธีวางแผนโครงการ (Schedule From)
- จากวันเริ่มต้นโครงการ (Project Start Date: PSD) เช่น จะจัดกิจกรรมส่งเสริมวินัยการคลัง โดยจัดบอร์ดที่ศูนย์ประชุมสิริกิตติ์ มีการวางแผนตั้งแต่เริ่มงาน ให้ประธานตัดริบบิ้น กล่าวเปิด จนกระทั่งสิ้นสุดการจัดกิจกรรม (เริ่มตั้งแต่ 0-10)
- จากวันสิ้นสุดโครงการ (Project Finish Date: PFD) โดยคานวณว่าควรเริ่มต้นโครงการเมื่อใด เพื่อให้โครงการสิ้นสุดตามที่ต้องการ
5.1.2 ปฏิทินการทางาน (Calendar) โดยใช้ Base Calendar ซึ่งเป็นเครื่องมือสาหรับกาหนดเวลา การทางาน (Working Time) กับเวลาไม่ทางาน (Nonworking Time) โดย Microsoft Project ทาแม่แบบพื้นฐานไว้ 3 แบบ คือ
1) Standard ทางานวันจันทร์-วันศุกร์ วันละ 8 ชม. โดยทางานระหว่างเวลา 08.00-12.00 น. และ 13.00-17.00 หยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์ (ไม่รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์)
2) 24 Hour ทางานทุกวันต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่มีเวลาหยุด เช่น การทางานของร้าน 7-11 การทางานของเครื่องจักร เป็นต้น
3) Night Shift คือ การทางานเป็นกะ โดยอยู่บนพื้นฐานของการทางานแบบ 40 ชม./อาทิตย์ เช่น ทางานผลัดกลางคืนระหว่างเวลา 23.00-03.00 น.และ 04.00-08.00 น. เป็นต้น
5.2 ข้อมูลของงาน (Task Information) เป็นการให้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับงาน
5.2.1 ชื่องาน (Task Name)
1) Task คือ งานทั่วไป
2) Summary Task คือ งานสรุป หรืองานรวม
3) Sub Task คือ งานย่อย
4) Milestone คือ งานที่มีระยะเวลาเท่ากับศูนย์ ใช้สาหรับบอกความก้าวหน้าของโครงการ
5.2.2 ระยะเวลา (Duration)
1) เวลาทางาน ประกอบด้วย d (day), w (weeks), h (hour), m (minute), mo (month)
2) เวลาต่อเนื่อง (Elapsed Time) ประกอบด้วย ed (E-Day), ew (e-weeks), eh (e-hour), em (e-minute), emo (e-month)
5.2.3 ความสัมพันธ์ (Relationship) เป็นการระบุความสาคัญของงานว่า งานใดมีความสาคัญลาดับแรก (Predecessor) งานใดมีความสาคัญลาดับถัดไป (Successor) ซึ่งความสัมพันธ์ของงานแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1) Finish to Start (FS) ทางาน Successor ให้เสร็จก่อน จึงจะทางาน Predecessor เช่น จ่ายค่าจอดรถก่อนนารถเข้าไปจอด เป็นต้น
2) Start to Start (SS) งาน Predecessor และSuccessor เริ่มพร้อม ๆ กัน
3) Finish to Finish (FF) งาน Predecessor และSuccessor เสร็จสิ้นพร้อมกัน เช่น การรับจัดงานแต่งงาน โดยงานทุกอย่างต้องเสร็จเมื่องานแต่งเริ่ม เป็นต้น
4) Start to Finish (SF) งาน Predecessor เริ่มต้นเมื่อ Successor เสร็จสิ้น เช่น งาน Successor ของผู้จัดฝึกอบรม (สป.กค.) คือ การรวบรวมรายชื่อ ติดต่อวิทยากร เตรียมเอกสารอบรมฯ ซึ่งทั้งหมดต้องเรียบร้อยก่อน จึงจะเริ่มฝึกอบรม/การเรียนการสอน เป็นต้น
5.2.4 ข้อจากัด (Constrain) หมายถึง ข้อมูลที่เป็นเงื่อนไข หรือข้อจากัด เช่น โครงต้องเริ่ม/จบ ณ วันใด ๆ หรือโครงการห้ามช้าไปกว่าวันใด ๆ โดยสามารถแบ่งข้อจากัดได้ออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้
1) As Soon As Possible (ASAP) เร็วที่สุดเท่าที่จะทาได้
2) As Late As Possible (ALAP) ช้าที่สุดเท่าที่จะทาได้
3) Must Start On (MSO) ต้องเริ่มในวันที่
4) Must Finish On (MFO) ต้องจบในวันที่
5) Start No Later Than (SNLT) ต้องเริ่มไม่ช้าไปกว่าวันที่
6) Finish No Later Than (FNLT) ต้องจบไม่ช้าไปกว่าวันที่
7) Start No Earlier Than (SNET) ต้องเริ่มไม่เร็วไปกว่าวันที่
8) Finish No Earlier Than (FNET) ต้องจบไม่เร็วไปกว่าวันที่
5.3 ข้อมูลทั่วไปสาหรับทรัพยากร (Resource Information) สาหรับกาหนดข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากร ดังนี้
5.3.1 กาหนดรายละเอียดทรัพยากร ที่มุมมอง Resource Sheet หรือ Resource Information
5.3.2 เรียกใช้ทรัพยากร (Assign Resource)
- ควรมีการมอบหมายงานที่เหมาะสม
- ช่วยเตือนเรื่องทรัพยากรที่อาจ Over Load หรือการมอบหมายงานซ้าซ้อน
- มีการมอบหมายงานที่ชัดเจน

การประชุมเชิงปฏิบัติการ โครงการเผยแพร่ความรู้ด้านการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ (รุ่นที่ ๑)

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาววันวิสาข์ ศิริเจริญจรรยา
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นิติกรปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักกฎหมาย

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1. เพื่อพัฒนาการดำเนินคดีปกครองทั้งในด้านขั้นตอน วิธีการ การปฏิบัติงาน รวบรวมข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ตรวจสอบสำนวน ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี อันจะส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินคดีตามภารกิจในศาลให้มากขึ้น
2. นิติกรและผู้ประสานงานในคดีภายนอกองค์กรสามารถพัฒนาความรู้ความเข้าใจระบบการดำเนิน คดีปกครองและมีความเข้าใจกระบวนการที่สำคัญได้ง่ายขึ้น สามารถสรุปข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานส่งเรื่องให้พนักงานอัยการได้ถูกต้อง ครบถ้วนและทันเวลา ทำให้เกิดแนวทางร่วมกันที่ดีและความร่วมมือระหว่างองค์กร

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ :   การรวบรวมเอกสารหลักฐานในคดี
๑.  เอกสารที่ต้องมีการจัดทำสำหรับคดีทุกเรื่อง
โดยที่การดำเนินคดีของศาลปกครองใช้ระบบไต่สวน ซึ่งการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลปกครอง มีการไต่สวนพยานบุคคลน้อยมาก พยานเอกสารจึงมีความสำคัญยิ่ง เมื่อหน่วยงานตัวความส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นกรณีว่าต่างหรือแก้ต่าง การรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานของหน่วยงาน หากตัวความสามารถรวบรวมเอกสารหลักฐานได้ครบถ้วนและรวดเร็ว พนักงานอัยการก็สามารถดำเนินคดีได้รวดเร็ว สามารถแก้ต่างคดีได้ครบถ้วนในทุกประเด็นส่งผลดีต่อการดำเนินคดีในชั้นศาล เพื่อประโยชน์ของทางราชการ จึงควรจัดเตรียมเอกสารดังนี้
(๑)จัดทำบันทึกสรุปข้อเท็จจริงความเป็นมาในคดีให้ครบถ้วนคือเกี่ยวกับฐานะทางกฎหมายของหน่วยงานตัวความเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น เหตุที่ทำให้เกิดอำนาจฟ้อง เหตุที่ถูกฟ้องเหตุแห่งการต่อสู้คดี กฎหมาย ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี การระบุข้อสัญญาที่คู่กรณีปฏิบัติไม่ถูกต้องให้ชัดเจน
(๒)เอกสารหลักฐานในคดีที่ส่งให้พนักงานอัยการต้องทำการรับรองสำเนาถูกต้องทุกหน้าทุกแผ่นสำเนาเอกสารที่ปิดอากรแสตมป์ต้องถ่ายให้ปรากฏอากรแสตมป์ที่ขีดฆ่าไว้ด้วยรวมถึงกรณีที่เป็นสำเนาเอกสารมหาชนจะต้องรับรองความถูกต้องโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจทำและออกเอกสารโดยปกติจัดชุดได้แก่ เอกสารสำหรับพนักงานอัยการติดสำนวน ๑ ชุด แนบท้ายคำฟ้องหรือท้ายคำให้การ ๑ ชุด และสำหรับคู่ความซึ่งเป็นคู่กรณี คนละ ๑ ชุด ตามจำนวนผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดี
(๓)ในกรณีที่เป็นหน่วยงานที่ไม่ได้รับการยกเว้นตามประมวลรัษฎากรต้องจัดให้มีการปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนพร้อมขีดฆ่าให้เรียบร้อย
(๔) ดำเนินการตรวจสอบสถานภาพการล้มละลายของคู่กรณี
(๕)เอกสารที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดี เช่น หนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดี คำสั่งมอบอำนาจ คำสั่งแต่งตั้งการดำรงตำแหน่งของผู้มอบอำนาจและของผู้รับมอบอำนาจหลักฐานบัตรประจำตัวของผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจในกรณีผู้มอบอำนาจเป็นคณะบุคคลไม่ได้จัดส่งมติที่ประชุมของคณะบุคคลดังกล่าว
(๖)จัดทำบัญชีระบุเอกสารที่นำส่งพนักงานอัยการ
(๗) แบบรับรองการทะเบียนราษฎร์ หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ฉบับที่เจ้าหน้าที่/นายทะเบียนออกให้ไม่เกิน ๑ เดือน นับแต่วันออกหนังสือจนถึงวันยื่นฟ้องต่อศาล
๒. พยานหลักฐานและเอกสารที่ต้องรวบรวมส่งพนักงานอัยการในการดำเนินคดีแต่ละประเภท
๒.๑  คดีว่าต่างและแก้ต่างกรณีผิดสัญญาทางปกครอง
(๑)การจัดส่งคำแปลพร้อมมีผู้รับรองคำแปล กรณีสัญญาพิพาทเป็นภาษาต่างประเทศ
(๒)หนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้อง หรือหนังสือรับสภาพหนี้ที่คู่กรณีซึ่งจะถูกฟ้องคดี และทำไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงิน
(๓) เอกสารที่เกี่ยวด้วยเหตุที่ผิดสัญญา เช่น คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ หรือการตรวจจ้าง หนังสือแจ้งสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับ กรณีเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๑ หนังสือแจ้งเลิกสัญญา หนังสือโต้ตอบคู่กรณีทุกฉบับ พร้อมหลักฐานการรับหนังสือ/ใบตอบรับทางไปรษณีย์
(๔) เอกสารเกี่ยวกับจำนวนเงินที่เรียกให้ชดใช้ค่าทดแทนและค่าเสียหาย หลักฐานซึ่งแสดงที่มาของการคำนวณเงินต่าง ๆ เช่น ประกาศอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ยื่นฟ้อง โดยคำนวณค่าเสียหายหรือจำนวนเงินที่เรียกร้องเป็นเงินสกุลบาท เพื่อระบุจำนวนทุนทรัพย์
(๕) หลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าหน่วยงานตัวความได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของคู่สัญญาอย่างไร เนื่องจากในกรณีที่หน่วยงานตัวความฟ้องเรียกค่าปรับ จะต้องพิสูจน์ความเสียหายให้ปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลว่าจำนวนค่าปรับที่เรียกเหมาะสมกับความเสียหาย
๒.๒  คดีว่าต่างและแก้ต่างกรณีละเมิดทางปกครอง
(๑) เอกสารเกี่ยวกับเนื้อหาคดีซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ เช่น รายงานการสอบข้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิด ความเห็นของหน่วยงาน ฯลฯ
(๒)เอกสารแสดงความเสียหาย เช่น หลักฐานเกี่ยวกับค่าเสียหายที่เป็นตัวเงิน กรณีที่ค่าเสียหายไม่แน่นอน ต้องชี้แจงว่าจำนวนเงินที่ขอให้เรียกร้องนั้นอ้างอิงจากค่ามาตรฐานหรือราคากลางตามเอกสารใด รายงานเกี่ยวกับอุบัติเหตุและความเสียหาย ฯลฯ
(๓)แจ้งผลการดำเนินคดีอาญาพร้อมส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องในคดีอาญาทั้งหมด เช่น สำเนาคำให้การชั้นสอบสวน สำเนาสรุปข้อเท็จจริงและความเห็นของพนักงานสอบสวน สำเนาคำพิพากษา โดยผู้ประสานคดีต้องติดตามและรายงานผลการดำเนินคดีอาญาต่อพนักงานอัยการจนกว่าคดีอาญาจะถึงที่สุด
๒.๓  คดีฟ้องขับไล่ เรียกค่าเสียหาย (กรณีไม่มีสัญญาเช่าแต่อยู่โดยบุกรุก และอยู่โดยละเมิด)
(๑)   หลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สิน และหลักฐานที่แสดงว่าหน่วยงานตัวความนั้นมีอำนาจฟ้องขับไล่
(๒)   เอกสารแสดงการได้มาซึ่งที่ดิน
(๓)   หลักฐานการส่ง –รับขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ หรือหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง
(๔)   หลักฐานแสดงแนวเขตที่ชัดเจนของที่ดินส่วนที่บุกรุก จำนวนเนื้อที่ดินถูกบุกรุก
(๕)   หลักฐานแสดงการบุกรุกหรือการใช้พื้นที่
(๖)   เอกสารหรือหลักฐานแสดงราคาประเมินทรัพย์สินว่ามีราคาเท่าใด และส่วนที่บุกรุก มีราคาประเมินเท่าใด หากนำออกให้เช่าอาจให้เช่าได้ในราคาเท่าใด
(๗)   สำเนาหนังสือแจ้งให้ผู้บุกรุกพร้อมบริวารออกจากพื้นที่ และหลักฐานการรับหนังสือ/ ใบตอบรับทางไปรษณีย์
(๘)   หลักฐานที่แสดงว่าขณะยื่นฟ้อง ผู้บุกรุกและบริวารยังคงยึดถือครอบครองทรัพย์สินอยู่
(๙)   การคิดคำนวณค่าเสียหาย พร้อมหลักเกณฑ์ที่นำมาใช้ในการคำนวณ
(๑๐) หากมีการดำเนินคดีอาญา ให้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญา ผลคดี คำพิพากษาคดีอาญา
๒.๔  การดำเนินคดีเกี่ยวกับที่ดิน
(๑)   เอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการแสดงสิทธิในที่ดิน โดยให้ถ่ายเอกสารจากต้นฉบับเต็มทุกหน้า โดยเฉพาะสารบัญหน้าสุดท้ายที่มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รายล่าสุด และให้ถ่ายติด วัน เดือน ปี ที่ทำนิติกรรม
(๒)   หลักฐานเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ
(๓)   หลักฐานเกี่ยวกับการทำนิติกรรม
(๔)   หลักฐานเกี่ยวกับสภาพที่ตั้งของที่ดิน
(๕)   หลักฐานเกี่ยวกับราคาที่ดิน
(๖)   กรณีเป็นที่ราชพัสดุ ไม่จัดส่งหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจากกระทรวงการคลัง
(๗)   หลักฐานอื่น ๆ เช่น สำเนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องในคดี


วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โครงการฝึกอบรมด้านคอมพิวเตอร์ หลักสูตร เทคนิคการสารอง และกู้คืนข้อมูล

ผู้เล่าเรื่อง : นางเอมอร ยอดหมั่นเพียร
ปัจจุบันดารงตาแหน่ง : นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สานักงานเลขานุการกรม
หลักสูตรฝึกอบรม : โครงการฝึกอบรมด้านคอมพิวเตอร์ หลักสูตร เทคนิคการสารอง และกู้คืนข้อมูล
หน่วยงานผู้จัด : กระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อเพิ่มพูนและพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรของกระทรวงการคลังให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
๒) บุคลากรของกระทรวงการคลังสามารถนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปใช้ในการปฏิบัติงาน
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : เทคนิคการกู้คืนข้อมูล (Data Restoration)
1. ความหมายของข้อมูล (Data)
ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น คน สถานที่ สิ่งของต่างๆ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมเอาไว้ และสามารถนาไปประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้สามารถเรียกเอามาใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง โดยข้อมูลอาจเป็นตัวเลข สัญลักษณ์ ตัวอักษร เสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น
2. ประเภทของข้อมูล
ข้อมูลตัวเลข (Numeric Data) ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นจานวนตัวเลข สามารถนาไปคานวณได้ เช่น จานวนเงินเดือน ราคาสินค้า
ข้อมูลตัวอักษร (Text Data) ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นตัวอักษร และสัญลักษณ์ เช่น ชื่อ สกุล ที่อยู่
ข้อมูลเสียง (Audio Data) ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นเสียงต่างๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงพูด
ข้อมูลภาพ (Images Data) ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นจุดสีต่างๆ เมื่อนามาเรียงต่อกันแล้วเกิดรูปภาพขึ้น เช่น ภาพถ่าย ภาพลายเส้น เป็นต้น
ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว (Video Data) ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น ภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายด้วยกล้องวิดีโอ หรือภาพที่ทาจากโปรแกรมต่างๆ เป็นต้น
3. ข้อมูลกับความสาคัญของสารสนเทศ
ฮาร์ดแวร์ เป็นองค์ประกอบสาคัญ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รอบข้าง เช่น หน้าจอ เมาส์ คีย์บอร์ด เคส ฯลฯ
ซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นชุดคาสั่งที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทางาน เช่น โปรแกรมพิมพ์เอกสาร โปรแกรมบัญชี โปรแกรมท่องเว็บไซต์ ฯลฯ
ข้อมูล เป็นส่วนที่จะนาไปจัดเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง ฯลฯ
บุคลากร เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานคอมพิวเตอร์ เช่น ผู้ป้อนข้อมูล ผู้พิมพ์งาน ฯลฯ
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน เป็นสิ่งที่จะต้องเข้าใจเพื่อให้ทางานได้ถูกต้องเป็นระบบ
ข้อมูลไม่ว่าจะเป็นคาแรกเตอร์ รูปภาพ เสียง หรือข้อมูลในรูปแบบต่างๆ จะต้องสามารถนาเข้าสู่คอมพิวเตอร์ และแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมด้วยอุปกรณ์อินพุตที่ให้คอมพิวเตอร์สามารถดาเนินการ จัดเก็บ หรือนาไปใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ได้
4. สื่อสาหรับบันทึกข้อมูล
• ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) / SSD
• ฮาร์ดดิสก์แบบเชื่อมต่อภายนอก (External Hard Disk)
• แฟลชไดรว์ (Flash Drive หรือ Thumb Drive)
• แผ่น CD (Compact Disc) / DVD / Blu-Ray Disc
• การ์ดหน่วยความจาต่างๆ เช่น SD Card, Micro SD Card หรือ Compact Flash Card
5. ขั้นตอนการทางานของคอมพิวเตอร์
ข้อมูลทางานร่วมกับคอมพิวเตอร์ มีทั้งสิ้น 3 ขั้นตอนหลัก คือ การรับข้อมูลเข้า หรืออินพุต (Input) การดาเนินการ (Process) และการนาข้อมูลออก หรือเอาต์พุต (Output)
6. ความแตกต่างระหว่างการจัดเก็บข้อมูล และการทาสาเนาข้อมูล
• การจัดเก็บข้อมูล (Save) คือ การป้อนข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์รวมถึงการบันทึกข้อมูลไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสารอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ แฟลชไดร์ฟ เป็นต้น
• การทาสาเนาข้อมูล (Backup) คือ การคัดลอกข้อมูลจากแฟ้มต้นฉบับและบันทึกไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสารอง เช่น ซีดีรอม เพื่อใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์เสียหาย ซึ่งอาจทาให้มีข้อมูลสูญหายไปได้
7. ข้อควรรู้เมื่อจะต้องกู้คืนข้อมูล
• ห้ามทาอะไรกับอุปกรณ์ที่ต้องการกู้ข้อมูล เมื่อรู้ว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ เกิดความเสียหายขึ้น เพื่อป้องกันความเสียหายลุกลามในวงกว้าง
• ควรตรวจสอบประเภทของไฟล์ที่ต้องการกู้คืนข้อมูลให้แน่ใจ เพื่อความสะดวก รวดเร็วในการกู้ข้อมูล เช่น ไฟล์รูปภาพ (jpg/bmp), ไฟล์เอกสาร (doc/xls/ppt/pdf), ไฟล์เพลง (mp3) เป็นต้น
• ควรตรวจสอบตาแหน่งที่จัดเก็บไฟล์หรือข้อมูลสาคัญต่างๆ ก่อนที่เกิดปัญหาขึ้น เช่น ไดรว์ C:, ไดรว์ D:, ฮาร์ดดิสก์ลูกไหน หรือแฟลชไดรว์ตัวใด
8. เตรียมตัวกู้คืนข้อมูลต่างๆ
• โปรแกรมที่ต้องการใช้กู้คืนข้อมูลต่างๆ เช่น Easy Recovery Pro, Recover My Files หรือ Recuva เป็นต้น
• เตรียมอุปกรณ์สาหรับรองรับการกู้คืนข้อมูลให้พร้อม เช่น แฟลชไดรว์ ฮาร์ดดิสก์แบบเชื่อมต่อภายนอก หรือแผ่น CD/DVD
• เผื่อเวลาในการกู้คืนข้อมูล ซึ่งความเร็วในการกู้ข้อมูล ขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ ขนาดพื้นที่เป้าหมาย และความเสียหายของข้อมูล
9. สิ่งที่ควรทาหลังกู้คืนข้อมูลเสร็จสิ้น
• ตรวจสอบความเสียหายจากไฟล์หรือข้อมูลเป้าหมายต่างๆ ว่าสามารถเปิดใช้งานได้หรือไม่ หรือมีการแสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนหรือไม่
• ย้ายข้อมูลที่กู้คืนได้ ไปจัดเก็บในแหล่งที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูลจากความเสียหายทางฮาร์ดแวร์
• แบ็คอัพข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม ด้วยโปรแกรมหรือเทคนิคต่างๆ เช่น ใช้โปรแกรม Windows Backup and Restore หรือ Acronis True Image
10. ความแตกต่างระหว่างการทาไฟล์อิมเมจ และการโคลนฮาร์ดดิสก์
ไฟล์อิมเมจ
• เหมาะสาหรับอุปกรณ์เครื่องเดียว ใช้เป็นการส่วนตัว
• รองรับการแบ็คอัพข้อมูลเพิ่มเติมได้เรื่อยๆ
• สามารถบีบอัดข้อมูลต่างๆ ให้เหมาะกับอุปกรณ์ในการแบ็คอัพได้
• ช่วยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทันที
โคลนฮาร์ดดิสก์
• เหมาะสาหรับการติดตั้งบนอุปกรณ์หลายๆ ชิ้น เช่น ติดตั้ง Windows ให้คอมพิวเตอร์ 10 เครื่องขึ้นไป
• ไม่เหมาะกับการเพิ่มข้อมูลใดๆ หลังทาการโคลนฮาร์ดดิสก์เรียบร้อยแล้ว
• ต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดเท่ากับฮาร์ดดิสก์ต้นฉบับ

อบรมให้ความรู้ เรื่องวินัยข้าราชการพลเรือนสามัญและความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

ผู้เล่าเรื่อง  :  นายอนุพงค์  บุญเจือ
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักงานคลังจังหวัดชัยนาท
หลักสูตรฝึกอบรม  :  อบรมให้ความรู้ เรื่องวินัยข้าราชการพลเรือนสามัญและความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานจังหวัดชัยนาท
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1)  เพื่อให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจเรื่องวินัยข้าราชการพลเรือน และความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ไม่ฝ่าฝืน
2)  เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาให้ข้าราชการมีวินัยและป้องกันมิให้ข้าราชการกระทำผิดวินัยข้าราชการและความรับผิดทางละเมิด
3)  เพื่อเพิ่มสมรรถนะของบุคลากรให้มีความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

สำหรับการอบรมช่วงเช้าเป็นวิชาวินัยข้าราชการพลเรือน โดยวิทยากรจาก สำนักงาน ก.พ. เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 สรุปใจความสำคัญได้ว่า วินัยข้าราชการพลเรือนสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 หมวดที่สำคัญ คือ
1. หมวดวินัยต่อตนเอง คือ ข้าราชการจำเป็นต้องรักษาชื่อเสียงของตนเอง รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่มิให้เสื่อมเสีย (ม.82(10) ห้ามประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง (ม.85(4) แนวทางการพิจารณาเรื่องประพฤติชั่ว ข้าราชการห้ามกระทำการใดที่ทำให้เสียเกียรติของตำแหน่งหน้าที่การงาน ทำให้สังคมรังเกียจ กระทำการโดยเจตนา สำหรับกรณีประพฤติชั่วเรื่องการดื่มสุรา มติครม.ได้กำหนดไว้ว่า ข้าราชดื่มสุราในขณะปฏิบัติงาน เมาสุราจนเสียงานราชการ และเมาสุราในที่สาธารณะทำให้เสียเกียรติ ถ้ากระทำการข้อใดข้อหนึ่งผิดวินัยร้ายแรงต้องปลดออกเท่านั้น
2. หมวดวินัยต่อเพื่อนร่วมงาน คือ ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี ช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการ (ม.82(7) ต้องไม่กลั่นแกล้ง กดขี่ ข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ (ม.83(7) ต้องไม่กระทำการล่วงละเมิด คุกคามทางเพศตามที่กำหนดไว้ในกฎ ก.พ. (ม.83(8)
3. หมวดวินัยต่อประชาชน คือ ให้การต้อนรับให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม ให้การสงเคราะห์ ต่อประชาชนผู้ติดต่อราชการที่เกี่ยวกับหน้าที่ของตน (ม.83(9) ต้องไม่ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการ (ม.85(5)
4. หมวดวินัยต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ คือ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยสุจริตเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้
5. หมวดต่อประเทศชาติ คือ ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ทางราชการ ไม่ละทิ้งหน้าที่ราชการ หรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ หากข้าราชการคนใดละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการส่งผลให้ทางราชการเกิดความเสียหายร้ายแรง ข้าราชการผู้นั้นมีความผิดร้ายแรงต้องไล่ออกเท่านั้น
6. หมวดวินัยต่อผู้บังคับบัญชา คือ ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่รายงานเท็จ ไม่กระทำข้ามผู้บังคับบัญชา การปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา (ม.82(4) กำหนดไว้ว่าต้องมีคำสั่งผู้บังคับบัญชา เป็นผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย สั่งในหน้าที่ราชการ และเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
สำหรับโทษทางวินัยแก่ข้าราชการพลเรือนที่ทำผิดวินัย มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่
1. โทษสำหรับความผิดอย่างไม่ร้ายแรง ได้แก่ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน และลดเงินเดือน
2. โทษสำหรับความผิดอย่างร้ายแรง ได้แก่ ปลดออก และ ไล่ออก
สำหรับการอบรมช่วงบ่ายจะเป็นวิชาเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐโดยวิทยากรจากกรมบัญชีกลาง คุณรวิภา ด้วงแดงโชติ ขอบเขตของเนื้อได้แก่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 คำนิยามที่สำคัญ ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เป็นต้น
นิยามที่สำคัญ ของพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539 มาตรา 4
เจ้าหน้าที่ หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่น
หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบความเสียหายในผลแห่งความละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
มาตรา 6 ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การปฏิบัติในหน้าที่ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องรับผิดชอบโดยตรง
มาตรา 7 ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานรัฐ ถ้าหน่วยงานรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบหรือรับผิดชอบร่วม หรือคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบหรือต้องร่วมรับผิด หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีสิทธิขอให้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นอยู่เรียกเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐแล้วแต่กรณี เข้ามาเป็นคู่ความในคดี
มาตรา 8 ในกรณีที่หน่วยงานภาครัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายจากการละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ให้หน่วยงานรัฐมีสิทธิสามารถเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทะละเมิดชดใช้ค่าสินไหนทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่กระทำการไปโดยการจงใจ ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง
มาตรา 9 ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะให้อีกฝ่ายชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย
มาตรา 10 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐที่ผู้นั้นอาศัยอยู่หรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาอนุโลมบังคับใช้
มาตรา 11 ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบตามมาตรา 5 ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนก็ได้ในการนี้หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักฐานและพิจารณาคำขอนั้นโดยไม่ชักช้า เมื่อหน่วยงานของรับมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐก็มีสิทธิ์ให้ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย
มาตรา 12 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามมาตรา 8 หรือกรรีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลากำหนด
มาตรา 13 ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้ระเบียบเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดตามมาตรา 8 และมาตรา 10 สามารถผ่อนชำระเงินที่จะต้องรับผิดนั้นได้โดยคำนึงถึงรายได้ ฐานะ ครอบครัวและความรับผิดชอบ และพฤติการณ์แห่งกรณีประกอบด้วย
มาตรา 14 เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา 11 ให้ถือเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง