ผู้เล่าเรื่อง : นางสาว สุจิตรา นภาคณาพร
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ
หลักสูตรฝึกอบรม : การพัฒนาศักยภาพข้าราชการบรรจุใหม่ของกรมบัญชีกลาง
หน่วยงานผู้จัด : สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการคลังและบัญชีภาครัฐ (สพบ.)
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1.เพื่อสร้างเสริมทัศนคติ จิตสำนึก และเห็นคุณค่าการนำความคิดและหลักการทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ไปใช้ในการปฏิบัติงาน
2.เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของข้าราชการให้ความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ยืดประชาชนที่เป็นศูนย์กลาง มีทัศนคติที่ดีต่อการให้บริการ มีพฤติกรรมสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการยุคใหม่
3.เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท ภารกิจของกรมบัญชีกลางในภาพรวม โครงสร้างผู้บริหาร ประเด็นยุทธศาสตร์ ตลอดจนค่านิยมและวัฒนธรรมขององค์กร เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ
4.เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีเครือข่ายข้าราชการรุ่นใหม่ อันจะส่งผลให้สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อย่างคล่องตัว
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการ
1. การลา
ประเภทการลา
• การลาป่วย
- ข้าราชการลาป่วยโดยได้รับเงินเดือน ปีละไม่เกิน 60 วัน
- ผู้บังคับบัยชาระดับสำนัก/กอง อนุญาตให้ลาได้ไม่เกิน 60 วัน
- อธิบดีอนุญาตให้ลาได้ไม่เกิน 120 วัน
• การลาคลอดบุตร
- ลาครั้งละไม่เกิน 90 วัน ไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์
- หากประสงค์จะลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงบุตรต่อให้ลาได้ไม่เกิน 150 วันทำการ
• การลากิจส่วนตัว
- ลาได้ไม่เกินปีละ 45 วันทำการ
- ปีแรกที่เข้ารับราชการลาได้ไม่เกิน 15 วันทำการ
• การลาเข้ารับการตรวจเลือก หรือเข้ารับการเตรียมพล
- การเข้ารับการตรวจเลือก การเข้าการตรวจเลือดเพื่อการรับราชการ
เป็นทหาร กองประจำการ
- การเข้ารับการเตรียมพล การเข้ารับการตรวจสอบเข้ารับการฝึกวิชาทหารหรือเข้ารับการทดลองความพรั่งพร้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
- แนวทางปฏิบัติ
ข้าราชการที่ได้รับการตรวจเลือก ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวันเข้ารับการตรวจเลือกไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง
ข้าราชการที่ได้รับหมายเรียกเข้ารับการเตรียมพล ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลารับหมายเรียก และรับเข้าการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพลตามวันเวลาในหมายเรียกนั้น โดยไม่ต้องรอรับคำสั่งอนุญาต
เมื่อพ้นจากการเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพลแล้ว ให้รายงานตัวกลับภายใน 7 วัน
กรณีจำเป็น ผู้บังคับบัญชาอาจขยายเวลาให้ได้ แต่รวมแล้วไม่เกิน 15 วัน
• การลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงาน
- ลาได้ไม่เกิน 4 ปี
- ผู้มีอำนาจอนุญาต อาจให้ลาได้มากกว่า 4 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 6 ปี
- ต้องกลับมารับราชการชดใช้เป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของเวลาที่ไป
- แนวทางปฏิบัติ
เสนอใบลาต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาอนุญาต
เมื่อได้รับอนุญาต ต้องทำสัญญากับส่วนราชการต้นสังกัด
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการลา ให้รับรายงานตัวเข้าปฏิบัติราชการและรายงานผลของภารกิจต่อผู้บังคับบัญชา
• การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ
ประเภทที่ 1 ประเทศไทยเป็นสมาชิกในองค์การระหว่างประเทศ และมีวาระที่จะต้องส่งไปปฏิบัติงาน หรือส่งไปปฏิบัติงานเพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศ
ประเภทที่ 2 การไปปฏิบัติงานนอกเหนือจากประเภทที่ 1
- เงื่อนไข
ประเภทที่ 1 ลาได้ไม่เกิน 4 ปี
ประเภทที่ 2 ลาได้ไม่เกิน 1 ปี ถ้าเกินต้องสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ
ไม่ได้รับเงินเดือนในระหว่างลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ ยกเว้นแต่เงินที่ได้รับจากองค์การฯ ต่ำกว่า เงินเดือนจากทางราชการ
การลาเฉพาะประเทที่ 2 ให้กลับมาปฏิบัติราชการเป็นระยะเวลา 1 เท่าของเวลาที่ลาไป หรือชดใช้เบี้ยปรับแก่ทางราชการ
- คุณสมบัติ
ปฏิบัติราชการมาแล้วเป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี ก่อนถึงวันได้รับอนุญาต เว้นแต่ผู้ปฏิบัติงานใน UN กำหนดเวลาให้เป็น 2 ปี
สำหรับผู้ที่เคยไปปฏิบัติงานฯ ประเภทที่ 2 มาแล้ว ต้องมีเวลาปฏิบัติราชการไม่น้อยกว่า 2 ปี
สำหรับผู้ที่ไปปฏิบัติงานฯ ประเภทที่ 2 ต้องมีอายุไม่เกิน 52 ปีบริบูรณ์นับถึงวันได้รับอนุญาต
มีความรู้ ความสามารถ เหมาะสม ไม่อยู่ระหว่างถูกสอบสวนว่ากระทำผิดทางวินัย
• การลาติดตามคู่สมรส
- ลาได้ไม่เกิน 2 ปี
- ผู้มีอำนาจอนุญาต อาจให้ลาได้อีก 2 ปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 4 ปี ถ้าเกินต้องลาออกจากราชการ
- ไม่ได้รับเงินระหว่างลา
• การลาไปช่วยภริยาคลอดบุตร
- ต้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย
- ลาได้ไม่เกิน 15 วันทำการ
• การลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ
- ข้าราชการได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยเพราะเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือถูกประทุษร้าย จนทำให้ตกเป็นผู้ทุพพลภาพหรือพิการ
- อธิบดีมีอำนาจให้ลาได้ไม่เกิน 6 เดือน
- ปลัดกระทรวงมีอำนาจให้ลาได้ไม่เกิน 12 เดือน
2. เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร
3. เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
4. เงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ
5. ค่าเข่าบ้าน
6. เครื่องราชอิสริยาภรณ์
7. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการชั่วคราว
- เบี้ยเลี้ยงเดินทาง
- ค่าเช่าที่พัก
- ค่าพาหนะ รวมถึงค่ายานพาหนะ ค่าเชื้อเพลิง ฯลฯ
- ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่ายเนื่องในการเดินทางไปราชการ
8. บำเหน็จบำนาญ
วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558
การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Desktop Author
ผู้เล่าเรื่อง : นางนันทริดา เฉลิมไทย
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : นิติกรชำนาญการ
หน่วยงาน : สำนักความรับผิดทางแพ่ง
หลักสูตรฝึกอบรม : การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Desktop Author
หน่วยงานผู้จัด : กระทรวงการคลัง
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้โปรแกรมสำหรับสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถนำมาเป็นสื่อการเรียน การสอน และการนำเสนอ ในรูปแบบของหนังสือแอนิเมชั่น ที่สามารถบันทึกเนื้อหารายละเอียด ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ ข้อความตัวอักษร รูปภาพ วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว แบบมัลติมีเดีย โดยรวบรวมคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำสื่อ ตั้งแต่การจัดหน้าเอกสาร การนำเข้ารูปภาพ ไฟล์เสียง วิดีโอ ตลอดจน องค์ประกอบต่างๆ ลงไปในอัลบั้มหนังสือ
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ :
1. โปรแกรม Desktop Author เป็นโปรแกรมสร้างหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ที่มีลักษณะคล้ายกับหนังสือจริง คือ มีหน้าปก สารบัญ ข้อความ รูปภาพ สามารถแทรกภาพเคลื่อนไหว ไฟล์วีดีโอ ไฟล์ Flash เพิ่มเสียงบรรยาย สร้างลิงค์ไปยังหน้าเว็บไซด์ต่าง ๆ ผลงานที่ได้มีขนาดไฟล์เล็ก ทำให้สามารถดาวน์โหลดผ่านเว็บ หรือ ส่งผ่านอีเมล์ และสามารถเผยแพร่ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้
2. ความสามารถของ Desktop Author คืออนุญาตให้ป้อนข้อความ หรือรูปภาพ รวมทั้งสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ ผลงานที่ได้เป็นทั้งสื่อ Offline ในรูปแบบไฟล์เป็น .exe สื่อออนไลน์ .html , .dnl ที่มีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการนำเสนอผ่านเว็บ แต่การเรียกดูจำเป็นต้องติดตั้ง DNL Reader ก่อน จึงจะแสดงผลได้ และ Screen Saver (.scr) สำหรับการรักษาอายุจอภาพคอมพิวเตอร์ด้วยสื่อที่สามารถสร้างสรรค์เอง
3. คุณสมบัติของ Desktop Author
3.1 ผลงานมีขนาดเล็ก แสดงผลได้ทั้ง offline/online
3.2 มีลักษณะคล้ายกับหนังสือซึ่งเป็นรูปแบบที่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย
3.3 ฟังก์ชั่น image popup ทำให้สามารถสร้างเนื้อหาโต้ตอบกับผู้ใช้
3.4 สามารถสั่งพิมพ์หน้าแต่ละหน้า หรือทั้งหมดของหนังสือได้
3.5 สามารถสร้างแบบทดสอบ และแบบสำรวจ ด้วย easy form ได้
3.6 เชื่อมโยงไปหาเว็บไซด์เพื่อดาวน์โหลด
3.7 ผู้ใช้สามารถส่งต่อได้ง่ายโดยการส่งผ่านอีเมล์ หรือระบบเครือข่าย
3.8 สามารถใช้ได้ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ PC และ Notebook
3.9 สามารถเผยแพร่ผ่านระบบเครือข่ายได้ง่ายและ Download ผ่านเว็บได้รวดเร็ว หรือสามารถส่งไฟล์ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ได้
วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
เจาะลึกรัฐบาลในอาเซียนกับโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทย
ผู้เล่าเรื่อง : นางธีรนุช ทองชิว
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาค่าตอบแทนและสวัสดิการ
หน่วยงาน : สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ
ชื่อโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร : เจาะลึกรัฐบาลในอาเซียนกับโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทย
หน่วยงานผู้จัด : สำนักสิริพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร
1) เพื่อวิเคราะห์บทบาทของรัฐบาลในการดำเนินงานทางด้านเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และประเทศสมาชิกอาเซียน อันจะช่วยคาดการณ์และวางแผนในการทำการค้าและการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ....
2) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของภาครัฐและภาคเอกชนให้สามารถเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ.....
3) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มและผลกระทบด้านเศรษฐกิจภายหลังการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตลอดจนวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย
ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : โอกาสทางการค้าการลงทุนของไทยในอาเซียน
2.1 ไทยได้อะไรจาก AEC
1) ลดอุปสรรคทางการค้า ด้านภาษีและที่มิใช่ภาษีระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งจะส่งผลให้มีการขยายการค้าในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ทั้งสิ้นค้าสำเร็จรูป สินค้าชั้นกลาง และวัตถุดิบ โดยมีสินค้าที่คาดว่าประเทศไทยจะได้เปรียบและส่งออกไปยังอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์หนัง อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ไม้ ปูนซีเมนต์สิ่งทอบางชนิด อุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิด
2) การลงทุน ตลาดอาเซียนกลายเป็นตลาดใหญ่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน จะทำให้อาเซียนรวมทั้งไทยกลายเป็นจุดดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่จะนำความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมาสู่ภูมิภาค
3) การเสริมสร้างสถานการณ์แข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ การนำเข้าวัตถุดิบในราคาต้นทุนต่ำ การขยายตลาด การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้รับจากการลงทุนจากต่างประเทศ จะทำให้อาเซียนสามารถผลิตสินค้าได้
ในราคาต้นทุนต่ำ ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างสถานะทางการแข่งขันการส่งออกของอาเซียน
4) การเสริมสร้างอำนาจการต่อรอง ในเวทีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
2.2 AEC จุดเปลี่ยนประเทศไทย
2.3 ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน ยกตัวอย่าง ดังนี้
1) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในกัมพูชา
- อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตร
- อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
- อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ
2) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในเมียนมาร์
- อุตสาหกรรมเกษตร ประมงและอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ
- อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
- อุตสาหกรรมพลังงาน
3) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในเวียดนาม
- อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังและรองเท้า
- อุตสาหกรรมก่อสร้างและผลิตวัสดุก่อสร้าง
- อุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี
4) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซีย
- อุตสาหกรรมเกษตร ประมงและอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์
- อุตสาหกรรมที่ก่อสร้างและผลิตวัสดุก่อสร้าง
- อุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
5) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในฟิลิปินส์
- อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน
- อุตสาหกรรมกิจการโรงพยาบาล
- อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากทรัพยากรธรรมชาติ
6) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในมาเลเซีย
- อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
- อุตสาหกรรมธุรกิจบริการ
7) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในบรูไน
- อุตสาหกรรมการประมง
2.4 ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนของไทย
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาค่าตอบแทนและสวัสดิการ
หน่วยงาน : สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ
ชื่อโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร : เจาะลึกรัฐบาลในอาเซียนกับโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทย
หน่วยงานผู้จัด : สำนักสิริพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร
1) เพื่อวิเคราะห์บทบาทของรัฐบาลในการดำเนินงานทางด้านเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และประเทศสมาชิกอาเซียน อันจะช่วยคาดการณ์และวางแผนในการทำการค้าและการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ....
2) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของภาครัฐและภาคเอกชนให้สามารถเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ.....
3) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มและผลกระทบด้านเศรษฐกิจภายหลังการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตลอดจนวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย
ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : โอกาสทางการค้าการลงทุนของไทยในอาเซียน
2.1 ไทยได้อะไรจาก AEC
1) ลดอุปสรรคทางการค้า ด้านภาษีและที่มิใช่ภาษีระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งจะส่งผลให้มีการขยายการค้าในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ทั้งสิ้นค้าสำเร็จรูป สินค้าชั้นกลาง และวัตถุดิบ โดยมีสินค้าที่คาดว่าประเทศไทยจะได้เปรียบและส่งออกไปยังอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์หนัง อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ไม้ ปูนซีเมนต์สิ่งทอบางชนิด อุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิด
2) การลงทุน ตลาดอาเซียนกลายเป็นตลาดใหญ่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน จะทำให้อาเซียนรวมทั้งไทยกลายเป็นจุดดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่จะนำความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมาสู่ภูมิภาค
3) การเสริมสร้างสถานการณ์แข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ การนำเข้าวัตถุดิบในราคาต้นทุนต่ำ การขยายตลาด การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้รับจากการลงทุนจากต่างประเทศ จะทำให้อาเซียนสามารถผลิตสินค้าได้
ในราคาต้นทุนต่ำ ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างสถานะทางการแข่งขันการส่งออกของอาเซียน
4) การเสริมสร้างอำนาจการต่อรอง ในเวทีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
2.2 AEC จุดเปลี่ยนประเทศไทย
2.3 ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน ยกตัวอย่าง ดังนี้
1) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในกัมพูชา
- อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตร
- อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
- อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ
2) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในเมียนมาร์
- อุตสาหกรรมเกษตร ประมงและอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ
- อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
- อุตสาหกรรมพลังงาน
3) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในเวียดนาม
- อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังและรองเท้า
- อุตสาหกรรมก่อสร้างและผลิตวัสดุก่อสร้าง
- อุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี
4) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซีย
- อุตสาหกรรมเกษตร ประมงและอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์
- อุตสาหกรรมที่ก่อสร้างและผลิตวัสดุก่อสร้าง
- อุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
5) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในฟิลิปินส์
- อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน
- อุตสาหกรรมกิจการโรงพยาบาล
- อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากทรัพยากรธรรมชาติ
6) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในมาเลเซีย
- อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป
- อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
- อุตสาหกรรมธุรกิจบริการ
7) ศักยภาพและโอกาสการลงทุนในบรูไน
- อุตสาหกรรมการประมง
2.4 ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนของไทย
การประชุมเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารการเงินของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : นักบัญชีชำนาญการพิเศษ
หน่วยงาน : สำนักกำกับและพัฒนาการตรวจสอบภาครัฐ
ชื่อโครงการ การประชุมเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารการเงินของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
หน่วยงานผู้จัด : สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร
เพื่อให้ระบบการบริหารการเงินของสถาบันอุดมศึกษามีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล
ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : การบริหารการเงินของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
1. ผู้เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารการเงินของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ประกอบด้วย
1.1 รองศาสตราจารย์ นายแพทย์กำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
1.2 นายพูลทรัพย์ ศรีเปล่ง ผู้แทนธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน)
1.3 อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
1.4 อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล
1.5 รักษาการแทนอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
2. ผู้เข้าร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารการเงินของหน่วยงาน ดังนี้
2.1 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มีการบริหารจัดการด้านการเงินแบบรวมศูนย์อยู่ที่กองคลังแห่งเดียว โดยเงินงบประมาณจะปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ เงินกองทุนบริหารจัดการโดยคณะกรรมการกองทุน เงินรายได้ของมหาวิทยาลัยจะปฏิบัติตามระเบียบของสถาบันฯ กรณีการทุจริตเกิดจากบุคลากรภายในสถาบันฯ ร่วมมือกับผู้จัดการธนาคารและบุคคลภายนอก
2.2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มีการบริหารจัดการด้านการเงินแบบรวมศูนย์อยู่ที่กองคลังแห่งเดียว โดยใช้เครื่องมือทางการบริหาร ได้แก่ การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน การตรวจสอบภายใน และการบริหารจัดการในรูปแบบของคณะกรรมการ รวมทั้งมีการปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด
2.3 มหาวิทยาลัยมหิดลมีการบริหารจัดการด้านการเงินแบบกระจายอำนาจให้แก่หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย โดยใช้เครื่องมือทางการบริหาร ได้แก่ การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน การตรวจสอบภายใน และการบริหารจัดการในรูปแบบของคณะกรรมการ รวมทั้งมีการใช้บริการ Cash Management และ Custodian ในการบริหารจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
2.4 ผู้แทนธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำเสนอการบริหารความเสี่ยงตามแนวทางของ COSO (The Committee of Sponsoring Organizations of the Tread way Commission) เป็นการนำเสนอตามทฤษฎีและหลักการทั่วไป
3. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาขอให้สถาบันอุดมศึกษาของรัฐทบทวนระบบ การบริหารจัดการด้านการเงินให้มีความเหมาะสมและรัดกุม และให้ความสำคัญในการใช้ผู้ตรวจสอบภายใน ช่วยตรวจสอบงานด้านการเงิน และถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย ขอให้เกิดจากภายในของสถาบันอุดมศึกษาไม่ใช่เกิดจากภายนอกที่เป็นหน่วยงานกลางที่ทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลง
4. ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ขอให้สถาบันอุดมศึกษาของรัฐพิจารณาทบทวนและควบคุมบัญชีเงินฝากธนาคารที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ว่ามีความเหมาะสมและเกินความจำเป็นหรือไม่ อย่างไร
สร้างความรู้ความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกด้านพลังงาน
ผู้เล่าเรื่อง : นางศิริมา เฟื่องดอกไม้.
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน
หน่วยงาน : สำนักงานคลังจังหวัดอุตรดิตถ์
หลักสูตรฝึกอบรม : สร้างความรู้ความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกด้านพลังงาน
หน่วยงานผู้จัด : สำนักงานพลังงานจังหวัดอุตรดิตถ์
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านทิศทางนโยบายและสถานการณ์พลังงานของประเทศ
2) เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
3) เพื่อให้บุคลากร องค์กร เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์พลังงาน
การอนุรักษ์พลังงาน คือ ความพยายามเพื่อลดการใช้พลังงานในระบบลง ซึ่งการอนุรักษ์พลังงานที่ดีจะเป็นการวางแผนในด้านการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานเพื่อการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการลดความต้องการใช้พลังงานลง ซึ่งการอนุรักษ์พลังงานนี้จะให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและอ้อม เช่น เพิ่มรายได้ของระบบ เพิ่มคุณภาพของสิ่งแวดล้อม เพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของชาติ
การอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า เป็นส่วนประกอบสำคัญของการวางแผนนโยบายพลังงานของทุกองค์กร โดยการวางแผนที่ดีจะสามารถลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการลงทุน ซึ่งทำให้ความต้องการพลังงานไม่สูงมากเกินเมื่อองค์กรขยายและมีการเติบโต ซึ่งสู่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่มีเหตุผลและสามารถลดความต้องการอุปกรณ์ใหม่เพื่อมารองรับพลังงานในระบบที่เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันมี อุปกรณ์สำนักงาน หลายประเภทที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานในสำนักงานต่าง ๆ เช่น…คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องโทรสาร เป็นต้น การทำงานของอุปกรณ์สำนักงานเหล่านี้ เมื่อมีการใช้งานจะมีช่วงเวลาในการอุ่นเครื่อง หรือบางครั้งจะอยู่ในสภาวะรอทำงาน ซึ่งล้วนแต่เป็นช่วงที่สูญเสียพลังงานโยไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ช่วงที่อุปกรณ์เหล่านี้ถูกเปิดใช้งาน จะมีการระบายความร้อนออกสู่ภายนอก ทำให้อุณหภูมิภายในห้องเพิ่มขึ้น หรือเป็นผลให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักสิ้นเปลืองไฟฟ้ามากขึ้นด้วย ดังนั้น เจ้าของสำนักงานและผู้ใช้อุปกรณ์ในสำนักงาน จึงควรร่วมมือกันใช้งานอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยกันประหยัดพลังงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับสำนักงานได้
การประหยัดไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบกิจการต่างๆ การผลิตพลังงานไฟฟ้าให้พอเพียงกับความต้องการใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ในแต่ละปีประเทศไทยได้สูญเสียเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมากในการจัดหาเชื้อ เพลิงและพลังงานมาทำการ ผลิตพลังงานไฟฟ้า แม้ว่าความพยายามในการลดสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังมีสัดส่วนที่สูงอยู่ ดังนั้นการประหยัดพลังงานจึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ทุกส่วนฝ่ายควรให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกิจการธุรกิจระดับต่างๆหรือผู้ใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนทั่วไป สำหรับการใช้ไฟฟ้าในบ้านอยู่อาศัยนั้น ส่วนใหญ่จะใช้เพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจากการประเมินศักยภาพในการประหยัดไฟฟ้าปรากฏว่าในส่วนของบ้านอยู่อาศัย เป็นส่วนที่มีโอกาสลดค่าใช้จ่าย ในการใช้ไฟฟ้าลงได้อีกมาก เพราะในปัจจุบัน มีการใช้ไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลืองในครัวเรือนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากขาดความรู้และไม่ทราบถึงวิธีการที่จะประหยัดการใช้
สรุปได้ว่า: พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จำเป็นต่อชีวิตมีผลต่อความเป็นอยู่ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับประเทศและทั่วโลก การประหยัดไฟฟ้าไม่ใช่เป็นเรื่องยาก เพียงแต่ขอให้มีความตั้งใจจริงบวกกับความอดทนบ้างเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเกิดความเคยชินในการปฏิบัติก็จะเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่ ครอบครัวรวมทั้งยังเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอีกด้วย
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน
หน่วยงาน : สำนักงานคลังจังหวัดอุตรดิตถ์
หลักสูตรฝึกอบรม : สร้างความรู้ความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกด้านพลังงาน
หน่วยงานผู้จัด : สำนักงานพลังงานจังหวัดอุตรดิตถ์
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านทิศทางนโยบายและสถานการณ์พลังงานของประเทศ
2) เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
3) เพื่อให้บุคลากร องค์กร เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์พลังงาน
การอนุรักษ์พลังงาน คือ ความพยายามเพื่อลดการใช้พลังงานในระบบลง ซึ่งการอนุรักษ์พลังงานที่ดีจะเป็นการวางแผนในด้านการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานเพื่อการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการลดความต้องการใช้พลังงานลง ซึ่งการอนุรักษ์พลังงานนี้จะให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและอ้อม เช่น เพิ่มรายได้ของระบบ เพิ่มคุณภาพของสิ่งแวดล้อม เพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของชาติ
การอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า เป็นส่วนประกอบสำคัญของการวางแผนนโยบายพลังงานของทุกองค์กร โดยการวางแผนที่ดีจะสามารถลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการลงทุน ซึ่งทำให้ความต้องการพลังงานไม่สูงมากเกินเมื่อองค์กรขยายและมีการเติบโต ซึ่งสู่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่มีเหตุผลและสามารถลดความต้องการอุปกรณ์ใหม่เพื่อมารองรับพลังงานในระบบที่เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันมี อุปกรณ์สำนักงาน หลายประเภทที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานในสำนักงานต่าง ๆ เช่น…คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องโทรสาร เป็นต้น การทำงานของอุปกรณ์สำนักงานเหล่านี้ เมื่อมีการใช้งานจะมีช่วงเวลาในการอุ่นเครื่อง หรือบางครั้งจะอยู่ในสภาวะรอทำงาน ซึ่งล้วนแต่เป็นช่วงที่สูญเสียพลังงานโยไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ช่วงที่อุปกรณ์เหล่านี้ถูกเปิดใช้งาน จะมีการระบายความร้อนออกสู่ภายนอก ทำให้อุณหภูมิภายในห้องเพิ่มขึ้น หรือเป็นผลให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักสิ้นเปลืองไฟฟ้ามากขึ้นด้วย ดังนั้น เจ้าของสำนักงานและผู้ใช้อุปกรณ์ในสำนักงาน จึงควรร่วมมือกันใช้งานอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยกันประหยัดพลังงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับสำนักงานได้
การประหยัดไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบกิจการต่างๆ การผลิตพลังงานไฟฟ้าให้พอเพียงกับความต้องการใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ในแต่ละปีประเทศไทยได้สูญเสียเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมากในการจัดหาเชื้อ เพลิงและพลังงานมาทำการ ผลิตพลังงานไฟฟ้า แม้ว่าความพยายามในการลดสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังมีสัดส่วนที่สูงอยู่ ดังนั้นการประหยัดพลังงานจึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ทุกส่วนฝ่ายควรให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกิจการธุรกิจระดับต่างๆหรือผู้ใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนทั่วไป สำหรับการใช้ไฟฟ้าในบ้านอยู่อาศัยนั้น ส่วนใหญ่จะใช้เพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจากการประเมินศักยภาพในการประหยัดไฟฟ้าปรากฏว่าในส่วนของบ้านอยู่อาศัย เป็นส่วนที่มีโอกาสลดค่าใช้จ่าย ในการใช้ไฟฟ้าลงได้อีกมาก เพราะในปัจจุบัน มีการใช้ไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลืองในครัวเรือนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากขาดความรู้และไม่ทราบถึงวิธีการที่จะประหยัดการใช้
สรุปได้ว่า: พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จำเป็นต่อชีวิตมีผลต่อความเป็นอยู่ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับประเทศและทั่วโลก การประหยัดไฟฟ้าไม่ใช่เป็นเรื่องยาก เพียงแต่ขอให้มีความตั้งใจจริงบวกกับความอดทนบ้างเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเกิดความเคยชินในการปฏิบัติก็จะเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่ ครอบครัวรวมทั้งยังเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอีกด้วย
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558
หลักสูตรนักทรัพยากรบุคคลมืออาชีพ
ผู้เล่าเรื่อง :
นางสาวพลอยวรัตม์ อินทชื่น
ตำแหน่ง นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ
นางสาวอริณรภัสฌา ขันธอุดม
ตำแหน่ง นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ
หน่วยงาน : กองการเจ้าหน้าที่
ชื่อโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร : หลักสูตรนักทรัพยากรบุคคลมืออาชีพ หมวดวิชาความรู้พื้นฐานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล
หน่วยงานผู้จัด : สำนักงาน ก.พ.วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร
1) เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการทำงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของนักทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพื่อเป็นพื้นฐานของการทำงานในระดับมืออาชีพต่อไป
2) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแผนการพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพให้กับนักทรัพยากรบุคคล
ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : ความรู้พื้นฐานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล
หลักการบริหารทรัพยากรบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
1. หลักคุณธรรม (Merit) ประกอบด้วย
1.1 ความเสมอภาคในโอกาส
1.2 ความรู้ความสามารถ
1.3 ความมั่นคง
1.4 ความเป็นกลางทางการเมือง
2. หลักสมรรถนะ (Competency)
3. หลักผลงาน (Performance)
4. คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality of worklife)
หลักการกำหนดตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
1. เป้าหมายขององค์การ จากการตอบคำถามเชิงนโยบาย ทิศทางขององค์การ แผนงาน
2. จัดโครงสร้างองค์การ โดยจะแบ่งงานออกเป็นกี่ฝ่ายที่สำคัญ
3. ออกแบบงาน ซึ่งแต่ละฝ่ายจะมีกี่แผนก แต่ละแผนกจะมีงานอะไรบ้าง
4. วิเคราะห์งาน ดูรายละเอียดเกี่ยวกับงานและต้องไตร่ตรองงานอย่างรอบคอบ แล้วนำไปกำหนดตำแหน่ง
5. ทบทวนการออกแบบงาน
6. กิจกรรมต่างๆ ในงาน เป็นการกำหนดรายละเอียด ขั้นตอนของงาน
โดยองค์ประกอบของตำแหน่งประกอบด้วย
1. ความรู้ ความสามารถ (Knowledge & Ability)
2. ความยุ่งยากและความรับผิดชอบของงาน (Difficulty & Complexity)
3. หน้าที่ความรับผิดชอบ (Duty & Responsibilty)
หลักการสรรหาและเลือกสรรข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
1. ความรู้ ความสามารถ
2. ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ประโยชน์ของทางราชการ
3. พฤติกรรมทางจริยธรรม
4. ระบบคุณธรรม
การสรรหา หมายความว่า การเสาะแสวงหาบุคคลที่พร้อมและสามารถจะทำงานได้เข้ามาสมัครเข้าทำงานตามที่ ส่วนราชการกำหนด
การเลือกสรร หมายความว่า การพิจารณาบุคคลที่ส่วนราชการได้ทำการสรรหามาทั้งหมด และทำการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานและส่วนราชการมากที่สุดไว้
โดยกระบวนการสรรหาและเลือกสรรบุคคล มีขั้นตอนดังนี้
1. การวางแผนการสรรหาและเลือกสรร
1.1 เตรียมการในกิจกรรมต่างๆ ของการจัดหาบุคคลที่เหมาะสมเพื่อเข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ
1.2 จัดทำแผนปฏิบัติงาน
1.3 ซึ่งการวางแผนที่ดีต้องอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับภาระหน้าที่ นโยบายและเป้าหมายของหน่วยงาน กำลังคนของหน่วยงานในปัจจุบันและสภาพการณ์ของตลาดแรงงาน ตลอดจนต้องครอบคลุมการดำเนินงานในทุกกิจกรรมของการสรรและเลือกสรร
2. การกำหนดคุณลักษณะของบุคคลที่ต้องการ
2.1 การวิเคราะห์งานจากข้อมูลเกี่ยวกับงาน (หน้าที่ ภารกิจ ขั้นตอนการทำงาน)
2.2 คุณสมบัติที่จำเป็น “KSAOs” เกี่ยวกับความรู้ ทักษะ ความสามารถ คุณลักษณะอื่นๆ
2.3 เครื่องมือในการสรรหาและเลือกสรร เช่น การมาสมัครด้วยตนเอง การประกาศผ่านสื่อ เป็นต้น
3. การสรรหา “เน้นให้มีผู้มีคุณสมบัติตามประกาศรับสมัครมาสมัครให้มากที่สุด” โดยเลือกสื่อที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้มีคุณสมบัติที่ส่วนราชการต้องการ หรือแพร่ข่าวโดยให้ข้อมูลตามความจำเป็นของตำแหน่ง
4. การเลือกสรร
4.1 พิจารณาความแตกต่างระหว่างบุคคลซึ่งสามารถทดสอบ/วัดได้
โดยมีข้อสมมติฐาน คือ ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรจะปฏิบัติงานได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการเลือกสรร”
4.2 และการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการสรรหาและเลือกสรรบุคคล
5. การติดตามประเมินผล ได้แก่
5.1 การประเมินผลกระบวนการสรรหาและเลือกสรร จากรายงานผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการ
5.2 การตรวจสอบคุณภาพ/ความสำเร็จของการสรรหาและเลือกสรร จากความเที่ยงตรง เป็นต้น
หลักการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 โดยมีปรัชญาของระบบพนักงานราชการ ดังนี้
1. ทางเลือกของการจ้างงานภาครัฐ
2. จ้างบุคลากรตามหลักสมรรถนะและหลักผลสัมฤทธิ์ของงาน
3. การเข้า – ออกตามสัญญาจ้าง
4. ไม่ใช่การจ้างงานตลอดชีพ มีระยะเวลาสิ้นสุดตามนโยบาย แผนงาน หรือโครงการ
5. มอบอำนาจให้ส่วนราชการดำเนินการบริหารจัดการเอง
การบรรจุ หมายความว่า การรับบุคคลที่ไม่ได้เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญด้วยวิธีการสอบแข่งขันหรือคัดเลือก โดยเป็นการทำให้มีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยข้าราชการพลเรือน
การแต่งตั้ง หมายความว่า เป็นการสั่งให้ข้าราชการมีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบงานในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง และมีสิทธิที่จะได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง
โดยหัวใจของการบรรจุแต่งตั้ง มี 5 ประการ ดังนี้
1. ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง ตามมาตรา 57
2. มีตำแหน่งในระดับที่จะแต่งตั้ง
3. คุณสมบัติ ประกอบด้วย
3.1 คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36
3.2 มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง (Spec) ตามมาตรา 63
3.3 อื่นๆ (ถ้ามี)
4. ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
5. การออกคำสั่งแต่งตั้งตามแต่กรณี
การย้าย หมายความว่า การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งอื่นในกรมเดียวกัน ซึ่งจะเป็นตำแหน่งประเภทเดียวกันหรือต่างประเภทกันก็ได้
การโอน หมายความว่า การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงหรือกรมหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงหรือกรมอื่น ซึ่งจะเป็นตำแหน่งประเภทเดียวกันหรือต่างประเภทกันก็ได้
การเลื่อนระดับ หมายความว่า การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทเดียวกันในระดับที่สูงกว่าเดิม
การบริหารผลการปฏิบัติราชการ หมายความว่า เครื่องมือทางการบริหารที่จะสร้างความเชื่อมโยงและความชัดเจนให้กับเป้าหมายการปฏิบัติงานของทุกระดับในองค์กร เพื่อให้คนทั้งองค์กรปฏิบัติงานมุ่งไปในทิศทางเดียวกันเพื่อผลักดันให้ผลการปฏิบัติราชการขององค์กรบรรลุเป้าหมาย
วัตถุประสงค์ของการบริหารผลการปฏิบัติราชการ
1. เพื่อเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการกำกับติดตามเพื่อให้ส่วนราชการและจังหวัดสามารถบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และคุ้มค่า
2. เพื่อให้ผู้บังคับบัญชานำผลการประเมินการปฏิบัติราชการไปใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน และการให้เงินรางวัลประจำปีแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญตามหลักการของระบบคุณธรรม
หลักการของระบบบริหารผลการปฏิบัติราชการ
1. ยืดหยุ่นในการเลือกวิธีการ ประกอบด้วย น้ำหนักองค์ประกอบ ระดับผลการประเมิน และแบบประเมิน
2. โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ประกอบด้วย การประกาศหลักเกณฑ์การประเมิน คณะกรรมการกลั่นกรองผลการประเมิน และการประกาศรายชื่อผู้ได้ดีเด่น ดีมาก
โดยมีกระบวนการบริหารผลงาน
1. การวางแผนการปฏิบัติงาน เป็นกระบวนการสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้บังคับบัญชาในเรื่องการกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจน ผลสำเร็จของงานที่ต้องการและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ
2. การติดตามผลการปฏิบัติงาน เป็นการให้ข้อมูลป้อนกลับถึงผลการดำเนินงานของผู้ปฏิบัติงานเพื่อชี้แจงให้ผู้ปฏิบัติงานรับรู้ถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานที่ทำได้จริง โดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานความสำเร็จของงานที่คาดหวังไว้ในขั้นตอนการวางแผนเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาผลงานและพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน
3. การพัฒนาผลการปฏิบัติงาน เป็นขั้นตอนของการพัฒนาผลการดำเนินงานของผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้ผลงานที่เกิดขึ้นจริงเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดขึ้นในช่วงต้นรอบการประเมิน ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะต้องทำหน้าที่ในการคิดหาเครื่องมือการพัฒนาความสามารถของผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้เป้าหมายหรือตัวชี้วัด (KPIs) บรรลุผลสำเร็จ
4. การประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็นการสรุปผลการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่ปฏิบัติได้จริงว่าใครมีผลงานดีมาก ดีน้อย แตกต่างกันอย่างไร โดยประเมินผลสัมฤทธิ์ของงานและพฤติกรรมการปฏิบัติราชการของผู้ปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นตลอดรอบการประเมินเปรียบเทียบกับมาตรฐานผลงานและเป้าหมายผลสำเร็จของงานตามแผนการปฏิบัติงานที่ได้กำหนดไว้เมื่อต้นรอบการประเมิน
5. การให้รางวัล เป็นการให้สิ่งตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่มีความมุ่งมั่น ความทุ่มเทในการทำงานและมีพฤติกรรมที่ดี ทำให้มีผลงานดีเด่นเกิดขึ้นในหน่วยงาน องค์กรบรรลุผลตามเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่กำหนด
ค่าตอบแทน หมายความว่า สิ่งที่องค์การให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในฐานะที่ปฏิบัติงานและเป็นสมาชิกขององค์การ หมายรวมถึงค่าตอบแทนทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน เพื่อตอบแทนการปฏิบัติงานตามหน้าที่เป็นรางวัลเพื่อจูงใจในการทำงาน ส่งเสริมขวัญกำลังใจและเสริมสร้างฐานะความเป็นอยู่ของผู้ปฏิบัติงานให้ดีขึ้น โดยหลักในการกำหนดค่าตอบแทนมีดังนี้
1. หลักความพอเพียง (Adequacy)
2. หลักความเป็นธรรม (Equity)
3. หลักความสมดุล (Balance)
4. หลักความมั่นคง (Security)
5. หลักการจูงใจ (Incentive)
6. หลักการควบคุม (Control)
ซึ่งค่าตอบแทนมี 4 ประเภท คือ เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง/เงินเพิ่ม เงินรางวัล สวัสดิการ/ประโยชน์เกื้อกูล
การพัฒนาทรัพยากรบุคคล หมายความว่า การพัฒนาและปลดปล่อยความเชี่ยวชาญ/ความสามารถของคนในองค์กรผ่านกระบวนการพัฒนาและฝึกอบรมและการพัฒนาองค์กรเพื่อปรับปรุงผลงานขององค์กรในภาพรวม ซึ่งในกระบวนการพัฒนา มีดังนี้
1. เป้าหมายการพัฒนา
2. วิเคราะห์ความต้องการขององค์กร กลุ่ม พนักงานรายบุคคล การทำงาน โดยการสำรวจ การสังเกตการณ์ เป็นต้น
3. ออกแบบการพัฒนา โดยเลือกวิธีการพัฒนาของการเรียนรู้ เช่น การสอนงาน (Coaching) การหมุนเวียนงาน (Rotation Practice) การมอบหมายงาน (Job Assignment) เป็นต้น
4. ดำเนินการพัฒนา
5. ประเมินผลการพัฒนา จากแนวคิดการประเมินผลการพัฒนา Kirkpatrick’s model + ROI ดังนี้
5.1 Reaction and Planned Action : ผู้เข้าอบรมมีปฏิกิริยาอย่างไร
5.2 Learning : ผู้เข้าอบรมมีการเปลี่ยนแปลงอะไร
5.3 Behavior : ผู้เข้าอบรมมีพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนอย่างไร
5.4 Results : การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กรอันเกิดจากการพัฒนาคืออะไร
5.5 ROI : ความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กร
การใช้ระบบสารสนเทศในการรายงานผลการเบิกจ่ายและผลการดำเนินงานโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก
ผู้เล่าเรื่อง : นายพงศธร ณ นคร
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : นักวิชาการคลังชำนาญการพิเศษ
ผู้เล่าเรื่อง : นายสุจิตร ชุมชัย
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สำนักกำกับและพัฒนาระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์
ชื่อโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร : การใช้ระบบสารสนเทศในการรายงานผลการเบิกจ่ายและผลการดำเนินงานโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก
หน่วยงานผู้จัด : สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร
เพื่อให้เจ้าของโครงการตามมาตรการฯ มีความเข้าใจการใช้งานระบบและวิธีการรายงานผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินผ่านระบบสารสนเทศได้
ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : การใช้ระบบสารสนเทศในการรายงานผลการเบิกจ่ายและผลการดำเนินงานโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 เห็นชอบโครงการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ
3 เดือนแรก วงเงิน 23,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินเหลือจ่ายโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 15,200 ล้านบาท และเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีรายการงบกลางกรณีฉุกเฉินและจำเป็น จำนวน 7,800 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณรายงานความก้าวหน้าโครงการดังกล่าว ซึ่งแนวทางการติดตาม การประเมินผล และรายงานผลการดำเนินโครงการดังกล่าวได้มีการจัดทำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อติดตาม และรายงานความก้าวหน้าของโครงการให้รัฐมนตรีทราบเป็นรายเดือน โดยเริ่มรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการดังกล่าวผ่านระบบสารสนเทศต่อคณะรัฐมนตรีในเดือนมกราคม 2558
การใช้ระบบสารสนเทศในการรายงานผลการเบิกจ่ายและผลการดำเนินงานโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย 3 ส่วน
1.1 การบันทึกข้อมูล Web-From
การบันทึกข้อมูล Web-From นั้น จะต้อง Login เข้าสู่ระบบงาน GFMIS Web Online ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบได้ 3 ช่องทาง ดังนี้
(1)ทาง Web online GFMIS Net work ผ่านเครื่อง Terminal GFMIS เข้าผ่าน URL http://webonline โดยใช้ User ID : XXXXXXXXXX10 (XXXXXXXXXX = รหัสหน่วยเบิกจ่าย, 10 = ผู้บันทึก)
(2)ทาง Web online Intranet เข้าผ่าน URL https://webonlineintra.gfmis.go.th โดยใช้ User ID : XXXXXXXXXX10 (XXXXXXXXXX = รหัสหน่วยเบิกจ่าย, 10 = ผู้บันทึก)
(3)ทาง Web online Internet เข้าผ่าน URL https://webonlineinter.gfmis.go.th โดยใช้ Token Key ของระบบ GFMIS Web Online
เมื่อ Login เข้าสู่หน้าจอหลักแล้วให้เลือกระบบงาน “ระบบติดตามและรายงานความก้าวหน้าโครงการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ 3 เดือนแรก” เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วให้ระบุหรือบันทึกรายการ ดังนี้
1)ใส่รหัสงบประมาณของโครงการที่ต้องการจะบันทึก หรือ Click “ค้นหาข้อมูลโครงการ”
2)หากระบบไม่ Default จังหวัดเบิกจ่าย ให้คลิกเลือกจังหวัดเบิกจ่าย
3)ระบุผู้รับผิดชอบโครงการ และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
4)เลือกจังหวัดดำเนินการหลัก อำเภอ และตำบล พร้อม Click ยืนยัน สถานที่ดำเนินโครงการ
5)กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโครงการ โดยได้รับความเห็นชอบจาก ครม. เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการกรอกข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลง และรอตรวจสอบจากทางสำนักงบประมาณ เพื่อทำการตรวจสอบและอนุมัติ
6)ระบุวันที่ลงนามในสัญญา
7)บันทึกวงเงินลงนามในสัญญา พร้อม Click ยืนยัน
8)แนบไฟล์เอกสารสัญญา (.zip ขนาดไม่เกิน 500kb)
9)บันทึกแผนการเบิกจ่ายเงินรวมสัญญา (หน่วย : ล้านบาท)
10)ระบุแผนการดำเนินโครงการรวมทุกสัญญา (% สะสม)
11)บันทึกระยะเวลาดำเนินโครงการ เริ่มต้น และสิ้นสุด
12)สถานะของโครงการ และ เปอร์เซ็นความสำเร็จของงาน
13)กรณีที่โครงการนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วให้ระบุวันที่ดำเนินการเสร็จ
14)แนบภาพถ่ายโครงการ พร้อมพิกัดของสถานที่ดำเนินโครงการ 2 รูป รูปที่ 1 ก่อนดำเนินโครงการ และรูปที่ 2 โครงการแล้วเสร็จ
1.2 การบันทึกข้อมูล e-From
1)Click ที่ปุ่ม e-From เพื่อเข้าสู่การกรอกรายละเอียดของโครงการ
2)ให้บันทึกวัตถุประสงค์และรายละเอียดในการดำเนินโครงการ โดยไม่เกิน 1,000 ตัวอักษร
3)Click ที่ปุ่มหน้าถัดไป เพื่อบันทึกข้อมูลของโครงการ หรือกดปุ่ม “บันทึกข้อมูล”
4)บันทึกรูปภาพของโครงการ พร้อมคำอธิบายใต้ภาพ ได้สูงสุด 4 ภาพ โดยรูปภาพไม่ต้องมีพิกัด ให้กดปุ่ม SAVE ก่อนที่จะทำการบันทึกรูปภาพถัดไป
5)บันทึกหลักการและเหตุผลของการดำเนินโครงการ
6)Click ที่ปุ่มหน้าถัดไป เพื่อบันทึกข้อมูลของโครงการ หรือกดปุ่ม “บันทึกข้อมูล”
7)บันทึกสถานะของการดำเนินโครงการ เป็นรายเดือน โดยเลือกเดือนและปี ที่ต้องการจะบันทึก
8)กดปุ่ม “จัดเก็บรายงานสรุปความก้าวหน้า”
9)กดปุ่ม “บันทึกข้อมูล”
10)Click ที่ปุ่ม PDF เพื่อแสดงหน้าสรุปรายงานการบันทึก หรือ กดปุ่ม “กลับไปหน้าค้นหาโครงการ”
2. ระบบติดตามความก้าวหน้าโครงการโดยผ่าน www.tyy2558.com
ระบบติดตามความก้าวหน้าโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก ให้เข้าใช้เว็บไซด์ www.tyy2558.com โดยเว็บไซด์จะแบ่งออกเป็น 8 ส่วนหลักๆ คือ
1)Header เป็นส่วนหัวของเวปไซด์ จะประกอบด้วยแบนเนอร์ของโครงการ
2)Menu จะประกอบด้วย สรุปผู้บริหาร และคู่มือเวปไซด์ ซึ่งสรุปผู้บริหารต้องทำการ Login ได้เฉพาะผู้บริหารของหน่วยงานเจ้าของโครงการเท่านั้น
3)Content แสดงภาพรวมของโครงการ
4)รายพื้นที่ จะแสดงโครงการรายพื้นที่ โดยโครงการของแต่ละจังหวัด ในแต่ละภาค ซึ่งประกอบด้วย ทั้งประเทศ, ส่วนกลาง (กทม.), ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคกลาง และภาคใต้
5)แผนที่ประเทศไทย จะแสดงโครงการของแต่ละจังหวัด
6)ภาพรวมทั้งประเทศ จะแสดงโครงการของทุกหน่วยงานที่ได้รับงบ
7)หน่วยงานดำเนินการ จะแสดงโครงการของแต่ละหน่วยงานที่ได้รับงบ
8)ข่าว/ประกาศ
3. ระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard)
ระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard) เป็นสรุปของผู้บริหาร จะต้องทำการ Login ซึ่งจะใช้งานได้เฉพาะผู้บริหารของหน่วยงานเจ้าของโครงการเท่านั้น
เมื่อเข้าสู่ระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard) ผู้บริหารสามารถเรียกดูข้อมูลได้ ดังนี้
1)แสดงโครงการของแต่ละภาค
2)แสดงโครงการที่มีการเปลี่ยนแปลง
3)แสดงสถานะของแต่ละภาค
4)แสดงข้อมูลรายกระทรวง
5)แสดงข้อมูลรายจังหวัด
6)แสดงภาพรวมของรายจังหวัด และรายหน่วยงาน
โดยระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard) จะมีระบบการแจ้งเตือนสำหรับโครงการที่ล่าช้าด้วย
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : นักวิชาการคลังชำนาญการพิเศษ
ผู้เล่าเรื่อง : นายสุจิตร ชุมชัย
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สำนักกำกับและพัฒนาระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์
ชื่อโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร : การใช้ระบบสารสนเทศในการรายงานผลการเบิกจ่ายและผลการดำเนินงานโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก
หน่วยงานผู้จัด : สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร
เพื่อให้เจ้าของโครงการตามมาตรการฯ มีความเข้าใจการใช้งานระบบและวิธีการรายงานผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินผ่านระบบสารสนเทศได้
ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : การใช้ระบบสารสนเทศในการรายงานผลการเบิกจ่ายและผลการดำเนินงานโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 เห็นชอบโครงการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ
3 เดือนแรก วงเงิน 23,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินเหลือจ่ายโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 15,200 ล้านบาท และเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีรายการงบกลางกรณีฉุกเฉินและจำเป็น จำนวน 7,800 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณรายงานความก้าวหน้าโครงการดังกล่าว ซึ่งแนวทางการติดตาม การประเมินผล และรายงานผลการดำเนินโครงการดังกล่าวได้มีการจัดทำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อติดตาม และรายงานความก้าวหน้าของโครงการให้รัฐมนตรีทราบเป็นรายเดือน โดยเริ่มรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการดังกล่าวผ่านระบบสารสนเทศต่อคณะรัฐมนตรีในเดือนมกราคม 2558
การใช้ระบบสารสนเทศในการรายงานผลการเบิกจ่ายและผลการดำเนินงานโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย 3 ส่วน
1) การบันทึกข้อมูล (Web-From และ e-From) ผ่านระบบ GFMIS Web Online
2) ระบบติดตามความก้าวหน้าโครงการโดยผ่าน www.tyy2558.com
3) ระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard)
1. การบันทึกข้อมูล (Web-From และ e-From) ผ่านระบบ GFMIS Web Online1.1 การบันทึกข้อมูล Web-From
การบันทึกข้อมูล Web-From นั้น จะต้อง Login เข้าสู่ระบบงาน GFMIS Web Online ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบได้ 3 ช่องทาง ดังนี้
(1)ทาง Web online GFMIS Net work ผ่านเครื่อง Terminal GFMIS เข้าผ่าน URL http://webonline โดยใช้ User ID : XXXXXXXXXX10 (XXXXXXXXXX = รหัสหน่วยเบิกจ่าย, 10 = ผู้บันทึก)
(2)ทาง Web online Intranet เข้าผ่าน URL https://webonlineintra.gfmis.go.th โดยใช้ User ID : XXXXXXXXXX10 (XXXXXXXXXX = รหัสหน่วยเบิกจ่าย, 10 = ผู้บันทึก)
(3)ทาง Web online Internet เข้าผ่าน URL https://webonlineinter.gfmis.go.th โดยใช้ Token Key ของระบบ GFMIS Web Online
เมื่อ Login เข้าสู่หน้าจอหลักแล้วให้เลือกระบบงาน “ระบบติดตามและรายงานความก้าวหน้าโครงการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ 3 เดือนแรก” เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วให้ระบุหรือบันทึกรายการ ดังนี้
1)ใส่รหัสงบประมาณของโครงการที่ต้องการจะบันทึก หรือ Click “ค้นหาข้อมูลโครงการ”
2)หากระบบไม่ Default จังหวัดเบิกจ่าย ให้คลิกเลือกจังหวัดเบิกจ่าย
3)ระบุผู้รับผิดชอบโครงการ และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
4)เลือกจังหวัดดำเนินการหลัก อำเภอ และตำบล พร้อม Click ยืนยัน สถานที่ดำเนินโครงการ
5)กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโครงการ โดยได้รับความเห็นชอบจาก ครม. เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการกรอกข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลง และรอตรวจสอบจากทางสำนักงบประมาณ เพื่อทำการตรวจสอบและอนุมัติ
6)ระบุวันที่ลงนามในสัญญา
7)บันทึกวงเงินลงนามในสัญญา พร้อม Click ยืนยัน
8)แนบไฟล์เอกสารสัญญา (.zip ขนาดไม่เกิน 500kb)
9)บันทึกแผนการเบิกจ่ายเงินรวมสัญญา (หน่วย : ล้านบาท)
10)ระบุแผนการดำเนินโครงการรวมทุกสัญญา (% สะสม)
11)บันทึกระยะเวลาดำเนินโครงการ เริ่มต้น และสิ้นสุด
12)สถานะของโครงการ และ เปอร์เซ็นความสำเร็จของงาน
13)กรณีที่โครงการนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วให้ระบุวันที่ดำเนินการเสร็จ
14)แนบภาพถ่ายโครงการ พร้อมพิกัดของสถานที่ดำเนินโครงการ 2 รูป รูปที่ 1 ก่อนดำเนินโครงการ และรูปที่ 2 โครงการแล้วเสร็จ
1.2 การบันทึกข้อมูล e-From
1)Click ที่ปุ่ม e-From เพื่อเข้าสู่การกรอกรายละเอียดของโครงการ
2)ให้บันทึกวัตถุประสงค์และรายละเอียดในการดำเนินโครงการ โดยไม่เกิน 1,000 ตัวอักษร
3)Click ที่ปุ่มหน้าถัดไป เพื่อบันทึกข้อมูลของโครงการ หรือกดปุ่ม “บันทึกข้อมูล”
4)บันทึกรูปภาพของโครงการ พร้อมคำอธิบายใต้ภาพ ได้สูงสุด 4 ภาพ โดยรูปภาพไม่ต้องมีพิกัด ให้กดปุ่ม SAVE ก่อนที่จะทำการบันทึกรูปภาพถัดไป
5)บันทึกหลักการและเหตุผลของการดำเนินโครงการ
6)Click ที่ปุ่มหน้าถัดไป เพื่อบันทึกข้อมูลของโครงการ หรือกดปุ่ม “บันทึกข้อมูล”
7)บันทึกสถานะของการดำเนินโครงการ เป็นรายเดือน โดยเลือกเดือนและปี ที่ต้องการจะบันทึก
8)กดปุ่ม “จัดเก็บรายงานสรุปความก้าวหน้า”
9)กดปุ่ม “บันทึกข้อมูล”
10)Click ที่ปุ่ม PDF เพื่อแสดงหน้าสรุปรายงานการบันทึก หรือ กดปุ่ม “กลับไปหน้าค้นหาโครงการ”
2. ระบบติดตามความก้าวหน้าโครงการโดยผ่าน www.tyy2558.com
ระบบติดตามความก้าวหน้าโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก ให้เข้าใช้เว็บไซด์ www.tyy2558.com โดยเว็บไซด์จะแบ่งออกเป็น 8 ส่วนหลักๆ คือ
1)Header เป็นส่วนหัวของเวปไซด์ จะประกอบด้วยแบนเนอร์ของโครงการ
2)Menu จะประกอบด้วย สรุปผู้บริหาร และคู่มือเวปไซด์ ซึ่งสรุปผู้บริหารต้องทำการ Login ได้เฉพาะผู้บริหารของหน่วยงานเจ้าของโครงการเท่านั้น
3)Content แสดงภาพรวมของโครงการ
4)รายพื้นที่ จะแสดงโครงการรายพื้นที่ โดยโครงการของแต่ละจังหวัด ในแต่ละภาค ซึ่งประกอบด้วย ทั้งประเทศ, ส่วนกลาง (กทม.), ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคกลาง และภาคใต้
5)แผนที่ประเทศไทย จะแสดงโครงการของแต่ละจังหวัด
6)ภาพรวมทั้งประเทศ จะแสดงโครงการของทุกหน่วยงานที่ได้รับงบ
7)หน่วยงานดำเนินการ จะแสดงโครงการของแต่ละหน่วยงานที่ได้รับงบ
8)ข่าว/ประกาศ
3. ระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard)
ระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard) เป็นสรุปของผู้บริหาร จะต้องทำการ Login ซึ่งจะใช้งานได้เฉพาะผู้บริหารของหน่วยงานเจ้าของโครงการเท่านั้น
เมื่อเข้าสู่ระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard) ผู้บริหารสามารถเรียกดูข้อมูลได้ ดังนี้
1)แสดงโครงการของแต่ละภาค
2)แสดงโครงการที่มีการเปลี่ยนแปลง
3)แสดงสถานะของแต่ละภาค
4)แสดงข้อมูลรายกระทรวง
5)แสดงข้อมูลรายจังหวัด
6)แสดงภาพรวมของรายจังหวัด และรายหน่วยงาน
โดยระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard) จะมีระบบการแจ้งเตือนสำหรับโครงการที่ล่าช้าด้วย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








