วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

หลักสูตรนักทรัพยากรบุคคลมืออาชีพ

ผู้เล่าเรื่อง  :  
นางสาวพลอยวรัตม์  อินทชื่น  
ตำแหน่ง นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ
นางสาวอริณรภัสฌา  ขันธอุดม  
ตำแหน่ง นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  กองการเจ้าหน้าที่
ชื่อโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร  :  หลักสูตรนักทรัพยากรบุคคลมืออาชีพ หมวดวิชาความรู้พื้นฐานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงาน ก.พ.

วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร  
1) เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการทำงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของนักทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพื่อเป็นพื้นฐานของการทำงานในระดับมืออาชีพต่อไป
2) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแผนการพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพให้กับนักทรัพยากรบุคคล

ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : ความรู้พื้นฐานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล
หลักการบริหารทรัพยากรบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
1. หลักคุณธรรม (Merit) ประกอบด้วย
       1.1 ความเสมอภาคในโอกาส
       1.2 ความรู้ความสามารถ
       1.3 ความมั่นคง
       1.4 ความเป็นกลางทางการเมือง
2. หลักสมรรถนะ (Competency)
3. หลักผลงาน (Performance)
4. คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality of worklife)
หลักการกำหนดตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
1. เป้าหมายขององค์การ จากการตอบคำถามเชิงนโยบาย ทิศทางขององค์การ แผนงาน
2. จัดโครงสร้างองค์การ โดยจะแบ่งงานออกเป็นกี่ฝ่ายที่สำคัญ
3. ออกแบบงาน ซึ่งแต่ละฝ่ายจะมีกี่แผนก แต่ละแผนกจะมีงานอะไรบ้าง
4. วิเคราะห์งาน ดูรายละเอียดเกี่ยวกับงานและต้องไตร่ตรองงานอย่างรอบคอบ แล้วนำไปกำหนดตำแหน่ง
5. ทบทวนการออกแบบงาน
6. กิจกรรมต่างๆ ในงาน เป็นการกำหนดรายละเอียด ขั้นตอนของงาน
โดยองค์ประกอบของตำแหน่งประกอบด้วย
   1. ความรู้ ความสามารถ (Knowledge & Ability)
   2. ความยุ่งยากและความรับผิดชอบของงาน (Difficulty & Complexity)
   3. หน้าที่ความรับผิดชอบ (Duty & Responsibilty)
หลักการสรรหาและเลือกสรรข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
1. ความรู้ ความสามารถ
2. ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ประโยชน์ของทางราชการ
3. พฤติกรรมทางจริยธรรม
4. ระบบคุณธรรม
การสรรหา หมายความว่า การเสาะแสวงหาบุคคลที่พร้อมและสามารถจะทำงานได้เข้ามาสมัครเข้าทำงานตามที่  ส่วนราชการกำหนด
การเลือกสรร หมายความว่า การพิจารณาบุคคลที่ส่วนราชการได้ทำการสรรหามาทั้งหมด และทำการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานและส่วนราชการมากที่สุดไว้
โดยกระบวนการสรรหาและเลือกสรรบุคคล มีขั้นตอนดังนี้
1. การวางแผนการสรรหาและเลือกสรร
       1.1 เตรียมการในกิจกรรมต่างๆ ของการจัดหาบุคคลที่เหมาะสมเพื่อเข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ
       1.2 จัดทำแผนปฏิบัติงาน
       1.3 ซึ่งการวางแผนที่ดีต้องอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับภาระหน้าที่ นโยบายและเป้าหมายของหน่วยงาน กำลังคนของหน่วยงานในปัจจุบันและสภาพการณ์ของตลาดแรงงาน ตลอดจนต้องครอบคลุมการดำเนินงานในทุกกิจกรรมของการสรรและเลือกสรร
2. การกำหนดคุณลักษณะของบุคคลที่ต้องการ
       2.1 การวิเคราะห์งานจากข้อมูลเกี่ยวกับงาน (หน้าที่ ภารกิจ ขั้นตอนการทำงาน)
       2.2 คุณสมบัติที่จำเป็น “KSAOs” เกี่ยวกับความรู้ ทักษะ ความสามารถ คุณลักษณะอื่นๆ
       2.3 เครื่องมือในการสรรหาและเลือกสรร เช่น การมาสมัครด้วยตนเอง การประกาศผ่านสื่อ เป็นต้น
3. การสรรหา “เน้นให้มีผู้มีคุณสมบัติตามประกาศรับสมัครมาสมัครให้มากที่สุด” โดยเลือกสื่อที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้มีคุณสมบัติที่ส่วนราชการต้องการ หรือแพร่ข่าวโดยให้ข้อมูลตามความจำเป็นของตำแหน่ง
4. การเลือกสรร
       4.1 พิจารณาความแตกต่างระหว่างบุคคลซึ่งสามารถทดสอบ/วัดได้
          โดยมีข้อสมมติฐาน คือ ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรจะปฏิบัติงานได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการเลือกสรร”
       4.2 และการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการสรรหาและเลือกสรรบุคคล
5. การติดตามประเมินผล ได้แก่
       5.1 การประเมินผลกระบวนการสรรหาและเลือกสรร จากรายงานผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการ
       5.2 การตรวจสอบคุณภาพ/ความสำเร็จของการสรรหาและเลือกสรร จากความเที่ยงตรง เป็นต้น
หลักการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 โดยมีปรัชญาของระบบพนักงานราชการ ดังนี้
1. ทางเลือกของการจ้างงานภาครัฐ
2. จ้างบุคลากรตามหลักสมรรถนะและหลักผลสัมฤทธิ์ของงาน
3. การเข้า – ออกตามสัญญาจ้าง
4. ไม่ใช่การจ้างงานตลอดชีพ มีระยะเวลาสิ้นสุดตามนโยบาย แผนงาน หรือโครงการ
5. มอบอำนาจให้ส่วนราชการดำเนินการบริหารจัดการเอง
การบรรจุ หมายความว่า การรับบุคคลที่ไม่ได้เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญด้วยวิธีการสอบแข่งขันหรือคัดเลือก โดยเป็นการทำให้มีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยข้าราชการพลเรือน
การแต่งตั้ง หมายความว่า เป็นการสั่งให้ข้าราชการมีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบงานในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง และมีสิทธิที่จะได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง
โดยหัวใจของการบรรจุแต่งตั้ง มี 5 ประการ ดังนี้
1. ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง ตามมาตรา 57
2. มีตำแหน่งในระดับที่จะแต่งตั้ง
3. คุณสมบัติ ประกอบด้วย
   3.1 คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36
   3.2 มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง (Spec) ตามมาตรา 63
   3.3 อื่นๆ (ถ้ามี)
4. ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
5. การออกคำสั่งแต่งตั้งตามแต่กรณี
การย้าย หมายความว่า การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งอื่นในกรมเดียวกัน ซึ่งจะเป็นตำแหน่งประเภทเดียวกันหรือต่างประเภทกันก็ได้
การโอน หมายความว่า การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงหรือกรมหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงหรือกรมอื่น ซึ่งจะเป็นตำแหน่งประเภทเดียวกันหรือต่างประเภทกันก็ได้
การเลื่อนระดับ หมายความว่า การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทเดียวกันในระดับที่สูงกว่าเดิม
การบริหารผลการปฏิบัติราชการ หมายความว่า เครื่องมือทางการบริหารที่จะสร้างความเชื่อมโยงและความชัดเจนให้กับเป้าหมายการปฏิบัติงานของทุกระดับในองค์กร เพื่อให้คนทั้งองค์กรปฏิบัติงานมุ่งไปในทิศทางเดียวกันเพื่อผลักดันให้ผลการปฏิบัติราชการขององค์กรบรรลุเป้าหมาย
วัตถุประสงค์ของการบริหารผลการปฏิบัติราชการ
1. เพื่อเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการกำกับติดตามเพื่อให้ส่วนราชการและจังหวัดสามารถบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และคุ้มค่า
2. เพื่อให้ผู้บังคับบัญชานำผลการประเมินการปฏิบัติราชการไปใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน และการให้เงินรางวัลประจำปีแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญตามหลักการของระบบคุณธรรม
หลักการของระบบบริหารผลการปฏิบัติราชการ
1. ยืดหยุ่นในการเลือกวิธีการ ประกอบด้วย น้ำหนักองค์ประกอบ ระดับผลการประเมิน และแบบประเมิน
2. โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ประกอบด้วย การประกาศหลักเกณฑ์การประเมิน คณะกรรมการกลั่นกรองผลการประเมิน และการประกาศรายชื่อผู้ได้ดีเด่น ดีมาก
โดยมีกระบวนการบริหารผลงาน
1. การวางแผนการปฏิบัติงาน เป็นกระบวนการสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้บังคับบัญชาในเรื่องการกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจน ผลสำเร็จของงานที่ต้องการและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ
2. การติดตามผลการปฏิบัติงาน เป็นการให้ข้อมูลป้อนกลับถึงผลการดำเนินงานของผู้ปฏิบัติงานเพื่อชี้แจงให้ผู้ปฏิบัติงานรับรู้ถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานที่ทำได้จริง โดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานความสำเร็จของงานที่คาดหวังไว้ในขั้นตอนการวางแผนเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาผลงานและพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน
3. การพัฒนาผลการปฏิบัติงาน เป็นขั้นตอนของการพัฒนาผลการดำเนินงานของผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้ผลงานที่เกิดขึ้นจริงเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดขึ้นในช่วงต้นรอบการประเมิน ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะต้องทำหน้าที่ในการคิดหาเครื่องมือการพัฒนาความสามารถของผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้เป้าหมายหรือตัวชี้วัด (KPIs) บรรลุผลสำเร็จ
4. การประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็นการสรุปผลการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่ปฏิบัติได้จริงว่าใครมีผลงานดีมาก ดีน้อย แตกต่างกันอย่างไร โดยประเมินผลสัมฤทธิ์ของงานและพฤติกรรมการปฏิบัติราชการของผู้ปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นตลอดรอบการประเมินเปรียบเทียบกับมาตรฐานผลงานและเป้าหมายผลสำเร็จของงานตามแผนการปฏิบัติงานที่ได้กำหนดไว้เมื่อต้นรอบการประเมิน
5. การให้รางวัล เป็นการให้สิ่งตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่มีความมุ่งมั่น ความทุ่มเทในการทำงานและมีพฤติกรรมที่ดี ทำให้มีผลงานดีเด่นเกิดขึ้นในหน่วยงาน องค์กรบรรลุผลตามเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่กำหนด
ค่าตอบแทน หมายความว่า สิ่งที่องค์การให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในฐานะที่ปฏิบัติงานและเป็นสมาชิกขององค์การ หมายรวมถึงค่าตอบแทนทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน เพื่อตอบแทนการปฏิบัติงานตามหน้าที่เป็นรางวัลเพื่อจูงใจในการทำงาน ส่งเสริมขวัญกำลังใจและเสริมสร้างฐานะความเป็นอยู่ของผู้ปฏิบัติงานให้ดีขึ้น โดยหลักในการกำหนดค่าตอบแทนมีดังนี้
1. หลักความพอเพียง (Adequacy)
2. หลักความเป็นธรรม (Equity)
3. หลักความสมดุล (Balance)
4. หลักความมั่นคง (Security)
5. หลักการจูงใจ (Incentive)
6. หลักการควบคุม (Control)
ซึ่งค่าตอบแทนมี 4 ประเภท คือ เงินเดือน  เงินประจำตำแหน่ง/เงินเพิ่ม  เงินรางวัล  สวัสดิการ/ประโยชน์เกื้อกูล
การพัฒนาทรัพยากรบุคคล หมายความว่า การพัฒนาและปลดปล่อยความเชี่ยวชาญ/ความสามารถของคนในองค์กรผ่านกระบวนการพัฒนาและฝึกอบรมและการพัฒนาองค์กรเพื่อปรับปรุงผลงานขององค์กรในภาพรวม ซึ่งในกระบวนการพัฒนา มีดังนี้
1. เป้าหมายการพัฒนา
2. วิเคราะห์ความต้องการขององค์กร กลุ่ม พนักงานรายบุคคล การทำงาน โดยการสำรวจ การสังเกตการณ์ เป็นต้น
3. ออกแบบการพัฒนา โดยเลือกวิธีการพัฒนาของการเรียนรู้ เช่น การสอนงาน (Coaching) การหมุนเวียนงาน (Rotation Practice) การมอบหมายงาน (Job Assignment) เป็นต้น
4. ดำเนินการพัฒนา
5. ประเมินผลการพัฒนา จากแนวคิดการประเมินผลการพัฒนา Kirkpatrick’s model + ROI ดังนี้
   5.1 Reaction and Planned Action : ผู้เข้าอบรมมีปฏิกิริยาอย่างไร
   5.2 Learning : ผู้เข้าอบรมมีการเปลี่ยนแปลงอะไร
   5.3 Behavior : ผู้เข้าอบรมมีพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนอย่างไร
   5.4 Results : การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กรอันเกิดจากการพัฒนาคืออะไร
   5.5 ROI : ความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กร

การใช้ระบบสารสนเทศในการรายงานผลการเบิกจ่ายและผลการดำเนินงานโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก

ผู้เล่าเรื่อง  :  นายพงศธร  ณ นคร
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังชำนาญการพิเศษ
ผู้เล่าเรื่อง  :  นายสุจิตร  ชุมชัย
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักกำกับและพัฒนาระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์
ชื่อโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร  :  การใช้ระบบสารสนเทศในการรายงานผลการเบิกจ่ายและผลการดำเนินงานโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร  
เพื่อให้เจ้าของโครงการตามมาตรการฯ มีความเข้าใจการใช้งานระบบและวิธีการรายงานผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินผ่านระบบสารสนเทศได้
ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : การใช้ระบบสารสนเทศในการรายงานผลการเบิกจ่ายและผลการดำเนินงานโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 เห็นชอบโครงการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ 
3 เดือนแรก วงเงิน 23,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินเหลือจ่ายโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 15,200 ล้านบาท และเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีรายการงบกลางกรณีฉุกเฉินและจำเป็น จำนวน 7,800 ล้านบาท  โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณรายงานความก้าวหน้าโครงการดังกล่าว ซึ่งแนวทางการติดตาม การประเมินผล และรายงานผลการดำเนินโครงการดังกล่าวได้มีการจัดทำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อติดตาม และรายงานความก้าวหน้าของโครงการให้รัฐมนตรีทราบเป็นรายเดือน โดยเริ่มรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการดังกล่าวผ่านระบบสารสนเทศต่อคณะรัฐมนตรีในเดือนมกราคม 2558 
การใช้ระบบสารสนเทศในการรายงานผลการเบิกจ่ายและผลการดำเนินงานโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย 3 ส่วน
1) การบันทึกข้อมูล (Web-From และ e-From) ผ่านระบบ GFMIS Web Online 
2) ระบบติดตามความก้าวหน้าโครงการโดยผ่าน www.tyy2558.com 
3) ระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard)
1. การบันทึกข้อมูล (Web-From และ e-From) ผ่านระบบ GFMIS Web Online
1.1 การบันทึกข้อมูล Web-From
การบันทึกข้อมูล Web-From นั้น จะต้อง Login เข้าสู่ระบบงาน GFMIS Web Online ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบได้ 3 ช่องทาง ดังนี้
(1)ทาง Web online GFMIS Net work ผ่านเครื่อง Terminal GFMIS เข้าผ่าน URL http://webonline  โดยใช้ User ID : XXXXXXXXXX10 (XXXXXXXXXX = รหัสหน่วยเบิกจ่าย, 10 = ผู้บันทึก)
(2)ทาง Web online Intranet เข้าผ่าน URL https://webonlineintra.gfmis.go.th  โดยใช้ User ID : XXXXXXXXXX10 (XXXXXXXXXX = รหัสหน่วยเบิกจ่าย, 10 = ผู้บันทึก)
(3)ทาง Web online Internet เข้าผ่าน URL https://webonlineinter.gfmis.go.th  โดยใช้ Token Key ของระบบ GFMIS Web Online
เมื่อ Login เข้าสู่หน้าจอหลักแล้วให้เลือกระบบงาน “ระบบติดตามและรายงานความก้าวหน้าโครงการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ 3 เดือนแรก” เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วให้ระบุหรือบันทึกรายการ ดังนี้
1)ใส่รหัสงบประมาณของโครงการที่ต้องการจะบันทึก หรือ Click “ค้นหาข้อมูลโครงการ”
2)หากระบบไม่ Default จังหวัดเบิกจ่าย ให้คลิกเลือกจังหวัดเบิกจ่าย
3)ระบุผู้รับผิดชอบโครงการ และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
4)เลือกจังหวัดดำเนินการหลัก อำเภอ และตำบล พร้อม Click ยืนยัน สถานที่ดำเนินโครงการ
5)กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโครงการ โดยได้รับความเห็นชอบจาก ครม. เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการกรอกข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลง และรอตรวจสอบจากทางสำนักงบประมาณ เพื่อทำการตรวจสอบและอนุมัติ
6)ระบุวันที่ลงนามในสัญญา
7)บันทึกวงเงินลงนามในสัญญา พร้อม Click ยืนยัน
8)แนบไฟล์เอกสารสัญญา (.zip ขนาดไม่เกิน 500kb)
9)บันทึกแผนการเบิกจ่ายเงินรวมสัญญา (หน่วย : ล้านบาท)
10)ระบุแผนการดำเนินโครงการรวมทุกสัญญา (% สะสม)
11)บันทึกระยะเวลาดำเนินโครงการ เริ่มต้น และสิ้นสุด
12)สถานะของโครงการ และ เปอร์เซ็นความสำเร็จของงาน
13)กรณีที่โครงการนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วให้ระบุวันที่ดำเนินการเสร็จ
14)แนบภาพถ่ายโครงการ พร้อมพิกัดของสถานที่ดำเนินโครงการ 2 รูป รูปที่ 1 ก่อนดำเนินโครงการ และรูปที่ 2 โครงการแล้วเสร็จ
1.2 การบันทึกข้อมูล e-From
1)Click ที่ปุ่ม e-From เพื่อเข้าสู่การกรอกรายละเอียดของโครงการ
2)ให้บันทึกวัตถุประสงค์และรายละเอียดในการดำเนินโครงการ โดยไม่เกิน 1,000 ตัวอักษร
3)Click ที่ปุ่มหน้าถัดไป เพื่อบันทึกข้อมูลของโครงการ หรือกดปุ่ม “บันทึกข้อมูล” 
4)บันทึกรูปภาพของโครงการ พร้อมคำอธิบายใต้ภาพ ได้สูงสุด 4 ภาพ โดยรูปภาพไม่ต้องมีพิกัด ให้กดปุ่ม SAVE ก่อนที่จะทำการบันทึกรูปภาพถัดไป
5)บันทึกหลักการและเหตุผลของการดำเนินโครงการ
6)Click ที่ปุ่มหน้าถัดไป เพื่อบันทึกข้อมูลของโครงการ หรือกดปุ่ม “บันทึกข้อมูล”
7)บันทึกสถานะของการดำเนินโครงการ เป็นรายเดือน โดยเลือกเดือนและปี ที่ต้องการจะบันทึก
8)กดปุ่ม “จัดเก็บรายงานสรุปความก้าวหน้า”
9)กดปุ่ม “บันทึกข้อมูล”
10)Click ที่ปุ่ม PDF เพื่อแสดงหน้าสรุปรายงานการบันทึก หรือ กดปุ่ม “กลับไปหน้าค้นหาโครงการ”
2. ระบบติดตามความก้าวหน้าโครงการโดยผ่าน www.tyy2558.com 
ระบบติดตามความก้าวหน้าโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก ให้เข้าใช้เว็บไซด์ www.tyy2558.com โดยเว็บไซด์จะแบ่งออกเป็น 8 ส่วนหลักๆ คือ


 

  1)Header เป็นส่วนหัวของเวปไซด์ จะประกอบด้วยแบนเนอร์ของโครงการ
2)Menu จะประกอบด้วย สรุปผู้บริหาร และคู่มือเวปไซด์ ซึ่งสรุปผู้บริหารต้องทำการ Login ได้เฉพาะผู้บริหารของหน่วยงานเจ้าของโครงการเท่านั้น
3)Content แสดงภาพรวมของโครงการ
4)รายพื้นที่ จะแสดงโครงการรายพื้นที่ โดยโครงการของแต่ละจังหวัด ในแต่ละภาค ซึ่งประกอบด้วย ทั้งประเทศ, ส่วนกลาง (กทม.), ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคกลาง และภาคใต้
5)แผนที่ประเทศไทย จะแสดงโครงการของแต่ละจังหวัด
6)ภาพรวมทั้งประเทศ จะแสดงโครงการของทุกหน่วยงานที่ได้รับงบ
7)หน่วยงานดำเนินการ จะแสดงโครงการของแต่ละหน่วยงานที่ได้รับงบ
8)ข่าว/ประกาศ
3. ระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard)
ระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard) เป็นสรุปของผู้บริหาร จะต้องทำการ Login ซึ่งจะใช้งานได้เฉพาะผู้บริหารของหน่วยงานเจ้าของโครงการเท่านั้น 


 

 เมื่อเข้าสู่ระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard) ผู้บริหารสามารถเรียกดูข้อมูลได้ ดังนี้
1)แสดงโครงการของแต่ละภาค
2)แสดงโครงการที่มีการเปลี่ยนแปลง
3)แสดงสถานะของแต่ละภาค
4)แสดงข้อมูลรายกระทรวง
5)แสดงข้อมูลรายจังหวัด
6)แสดงภาพรวมของรายจังหวัด และรายหน่วยงาน
โดยระบบรายงานความก้าวหน้าสำหรับผู้บริหาร (EIS Dashboard) จะมีระบบการแจ้งเตือนสำหรับโครงการที่ล่าช้าด้วย

ข้อมูลสำคัญพึงทราบ หลักคิดสำคัญประกอบการตัดสินใจ สำหรับข้าราชการ และผู้รับบำนาญ

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวพยุง จันทร์งามดี
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนักบริหารการรับ – จ่ายเงินภาครัฐ ส่วนบริหารการจ่ายเงิน 1
ชื่อโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร  :  บรรยายเรื่องการกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญ
ตามพระราชบัญญํติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 (พ.ร.บ.UNDO)
หน่วยงานผู้จัด  :  กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร
1) ช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่องการกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตาม พรบ.2494
2) สามารถนำความรู้ความเข้าใจที่ได้รับไปใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญได้อย่างถูกต้อง

ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง :  ข้อมูลสำคัญพึงทราบ หลักคิดสำคัญประกอบการตัดสินใจ สำหรับข้าราชการ และผู้รับบำนาญ

ข้อมูลสำคัญพึงทราบ การขอกลับไปใช้สิทธิใน พรบ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 (Undo) คือการเปิดโอกาสให้สมาชิก กบข.ภาคสมัครใจ หมายถึง ข้าราชการ หรือผู้รับบำนาญที่รับราชการก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540 และสมัครใจเป็นสมาชิก กบข. สามารถกลับไปใช้สิทธิรับบำนาญสูตรเก่า (สูตร พ.ศ.2494) ได้ตั้งแต่เกษียณ (กรณีผู้รับบำนาญ
อยู่ปัจจุบัน) หรือเมื่อเกษียณ (กรณีข้าราชการที่ยังไม่เกษียณ) ผลสืบเนื่องตามมาคือ การยุติการเป็นสมาชิก กบข. ซึ่งจะ
มีผลเกี่ยวข้องกับผู้ประสงค์ใช้สิทธิ Undo ดังนี้
กรณีผู้รับบำนาญ (ปัจจุบันรับเงินบำนาญสูตรสมาชิก กบข.)  หากประสงค์ใช้สิทธิ Undo พึงทราบข้อมูลต่อไปนี้
1.ต้องนำเงินรัฐที่รับจาก กบข. ไปแล้ว หมายถึง เงินประเดิม เงินชดเชย เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินทั้ง 3 ก้อน หรือเรียกว่าเงินต้องคืนรัฐ มาหักกลบลบกันกับบำนาญส่วนเพิ่ม (หมายถึงส่วนต่างของบำนาญสูตรเก่า ลบ บำนาญสูตร กบข. คูณ จำนวนเดือนตั้งแต่ เกษียณถึง 30 กันยายน 2558 หรือ เรียกว่าเงินรัฐต้องคืน)
2.กรณีหักกลบลบกันแล้ว ได้เงินคืนจากรัฐ รัฐจะจ่ายคืนให้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป
3.กรณีหักกลบลบกันแล้ว ต้องคืนเงินรัฐ ผู้รับบำนาญต้องคืนเงินเหล่านั้นให้รัฐ (โดยคืนที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญ) ภายในวันที่ 30 กันยายน 2558 โดยสามารถจ่ายครั้งเดียวเป็นเงินก้อนทั้งจำนวน ภายใน 30 มิถุนายน  หรือแบ่งชำระเป็นส่วน ๆ ส่วนละเท่า ๆ กันได้ตั้งแต่  1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2558
4.สามารถยื่นเรื่องใช้สิทธิ ได้ที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2557 – 30 มิถุนายน 2558
5.เอกสารประกอบในการยื่นเรื่องใช้สิทธิ Undo คือ
-สำเนาบัตรประชาชนพร้อมสำเนาถูกต้อง
-แบบแสดงความประสงค์ขอใช้สิทธิรับบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 (แบบ บ.1)

หลักคิดในการตัดสินใจ กรณีผู้รับบำนาญ
ถ้าได้เงินคืน...............ควร Undo
ถ้าต้องคืนเงิน............ควรประเมินระยะเวลารอคอยว่าจะต้องรอเก็บบำนาญที่ได้เพิ่มกี่ปี จึงจะเท่ากับเงิน
ที่คืนรัฐไป เมื่อทราบระยะเวลารอคอยแล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะ Undo ดีหรือไม่

กรณีข้าราชการ (เข้ารับราชการก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540 และสมัครเป็นสมาชิก กบข.) หากประสงค์ใช้สิทธิ Undo พึงทราบข้อมูลต่อไปนี้
1.เงินสะสมของท่าน
-ท่านจะยุติการส่งเงินสะสมตามกฎหมาย 3% และเงินสะสมว่วนเพิ่มตามความสมัครใจ 1-12% (ถ้ามี) เข้าบัญชีของท่านใน กบข. ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป
-กบข. จะคืนเงินสะสมของท่านที่ส่งสะสมตั้งแต่มีนาคม 2540 – กันยายน 2558 พร้อมผลประโยชน์
ที่ผ่านมาที่ กบข.บริหารให้ของเงินส่วนนี้ ด้วยวิธีการโอนเข้าบัญชีของท่าน ตั้งแต่ 20 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป
2.เงินสะสมของรัฐ
-รัฐยุติการส่ง “เงินสมทบ 3% และเงินชดเชย 2%” เข้าบัญชีของท่านตั้งแต่ 1 ตุลาคม  เป็นต้นไป
-ท่าน ไม่มีสทิธิได้รับ เงินของรัฐทั้งหมด เงินประเดิม เงินชดเชย เงินสมทบ ที่รัฐเคยส่งสะสมให้ในบัญชี กบข. ของท่าน พร้อมผลประโยชน์ที่ผ่านมาที่ กบข.บริหารให้ รัฐกำหนดให้มีการโอนเงินเหล่านี้เข้า บัญชีเงินสำรองของรัฐ และมอบหมายให้ กบข. บริหารต่อไป เหตุที่ท่านไม่ได้รับเงินเหล่านี้เพราะเงินเหล่านี้คือ เงินสำหรับผู้เป็นสมาชิก กบข. เพื่อชดเชยบำนาญที่ลดลง ในเมื่อท่านประสงค์ใช้สิทธิ Undo (บำนาญไม่ลดลง) รัฐจึงระบุใน พรบ.Undo ว่าท่านไม่มีสิทธิรับเงินเหล่านี้เมื่อเกษียณ
-ผู้ประสงค์ใช้สิทธิ สามารถยื่นเรื่องใช้สิทฺธิ ได้ที่หน่วยงานต้นสังกัด ได้ตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2557 – 30 มิถุนายน 2558
-เอกสารประกอบในการยื่นเรื่องใช้สิทธิ Undo คือ
  1.สำเนาบัตรประชาชนหร้อมรับรอบสำเนาถูกต้อง
  2.สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทสะสะ เผื่อเรียก และออมทรัพย์ (ยกเว้นบัญชีฝากประจำ)
  3.แบบแสดงความประสงค์ขอกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 สำหรับข้าราชการ (แบบ ข.1)
หลักคิดสำคัญประกอบการตัดสินใจ สำหรับข้าราชการ ต้องประเมินให้ได้ว่า หาก Undo
1.จะได้บำนาญเพิ่มเท่าไหร่ (คำนวณจาก บำนาญสูตรเก่า – บำนาญสูตรสมาชิก กบข.)
2.จะทิ้ง “เงินรัฐ + ผลประโยชน์ที่ กบข. บริหาร” เท่าไหร่ (เงินรัฐ หมายถึง เงินประเดิม เงินสมทบ และเงินชดเชย ที่รัฐส่งให้ตั้งแต่ มีนาคม 2540 จนถึงเกษียณ  ผลประโยชน์ กบข. บริหาร หมายถึง ผลตอบแทนการลงทุนสำหรับเงินรัฐทั้งหมดตั้งแต่ 2540 จนถึงเกษียณ)
3.จะทิ้ง “เงินก้อนทั้งหมด” ที่ควรได้เมื่อเกษียณเท่าไหร่ (เงินสะสมของตัวเอง + เงินรัฐสะสมให้ + ผลประโยชน์ที่ กบข. บริหารให้)
4.ระยะเวลารอคอย ในการรอรับ “บำนาญส่วนเพิ่ม” ให้เท่ากับ “เงินรัฐที่ทิ้งไป” คือกี่ปี กี่เดือน และระยะเวลารอคอยนั้น “คุ้มค่า” กับการทิ้งเงินรัฐ และเงินก้อนหรือไม่
5.อย่าลืมว่าสำหรับข้าราชการเป็น การคำนวณตัวเลขในอนาคตเท่านั้น ซึ่งมีตัวแปรทั้งอัตราเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นต่อปี และประมาณการผลตอบแทนการลงทุน กบข. ต่อปี สมาชิกเป็นผู้กำหนดเอง


วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การใช้ Microsoft PowerPoint 2010

ผู้เล่าเรื่อง  : นาย เอกรัตน์  อัครปรัชญานันท์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ
หลักสูตรฝึกอบรม  : การใช้ Microsoft PowerPoint 2010
หน่วยงานผู้จัด  : สำนักปลัดกระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1. ผู้อบรมสามารถบอกความสามารถและหน้าที่ของ Microsoft PowerPoint 2010 ได้
2. ผู้อบรมสามารถสร้าง/จัดรูปแบบ งานนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ได้
3. ผู้อบรมสามารถทำแอนนิเมชั่นให้กับงานนำเสนอได้
4. ผู้อบรมสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ และใช้เทคนิคต่างๆ ช่วยในการนำเสนอได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคปัจจุบันการนำเสนองานด้วยพรีเซนเทชั่นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูง ซึ่งจะเห็นว่าการประชุม สัมมนา ของหน่วยงานราชการ บริษัทเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษา จึงต้องมีการสร้างสรรค์ข้อมูลที่จะนำเสนอให้น่าสนใจมากขึ้น อาจจะต้องมีทั้งภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว หรือวิดีโอ เพื่อให้การนำเสนอเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโปรแกรมที่ใช้สำหรับสร้างภาพพรีเซนเทชั่นที่นิยมกันมาที่สุดคือ โปรแกรม Microsoft PowerPoint

ตั้งแต่ PowerPoint 2007 จนมาถึง PowerPoint 2010 การสร้างพรีเซนเทชั่นดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น เพราะความสามารถใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามามากมาย เริ่มตั้งแต่การทำงานเบื้องต้นที่ใช้ระบบ Ribbon เข้ามาแทนที่ Menu และ Toolbar แบบเดิม แถมยังปรับเมนู File ให้เป็นการทำงานแบบ BackStage View ที่ให้คุณทำงานและจัดการกับไพล์ในที่เดียว เช่น สร้าง แชร์ จัดเก็บ สั่งพิมพ์ รวมถึงการแปลงสไลด์เป็นไฟล์ Video นอกจากนี้ยังเพิ่มเอฟเฟ็คต์แบบใหม่ในแท็บ Transition ให้คุณเปลี่ยนแผ่นสไลด์ให้ดูน่าสนใจได้จากรอบทิศทาง รวมถึงการสร้าง Animation ให้กับออบเจ็คได้แบบตื่นตาตื่นใจทำให้ภาพเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวามากขึ้น การใส่ภาพวิดีโอคลิป (Video) ที่ทำได้ง่ายแถมยังปรับแต่งตัดต่อ ใส่เอ็ฟเฟ็คต์ให้วิดีโอได้อีกด้วย และที่สำคัญคือสามารถดึงวิดีโอจาก Youtube มาแสดงบนหน้าสไลด์ได้แบบอินเทรนด์

ส่วนประกอบของโปรแกรม PowerPoint 2010
พื้นที่การทำงานหลักของ PowerPoint 2010 จะมีองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้
• แถบ Quick Access Toolbar แถบคำสั่งด่วน เก็บปุ่มคำสั่งที่ใช้งานบ่อยๆ เอาไว้
• แถบ Title bar แสดงชื่อโปรแกรมและชื่อไฟล์งานนำเสนอที่ทำงานอยู่
• แท็บ Contextual tabs แท็บคำสั่งพิเศษที่จะแสดงเมื่อมีการใช้คำสั่งบางอย่าง เช่น แทรกภาพ แทรกตาราง สร้างกราฟ หรือใส่ SmartArt เป็นต้น
• แถบ Status bar แถบแสดงสถานการณ์ทำงานต่างๆ เช่น จำนวนสไลด์ ชื่อเทมเพลต ภาษาของแป้นพิมพ์ ปุ่มเปลี่ยนมุมมองสไลด์ และเปอร์เซ็นต์การปรับย่อ – ขยายมุมมอง เป็นต้น
• พื้นที่ว่างที่อยู่รอบๆ สไลด์สามารถใช้เป็นที่พักวางข้อความหรือออบเจ็คที่ยังไม่ใช้ในสไลด์ได้ซึ่งจะไม่ปรากฏเมื่อสไลด์โชว์หรือสั่งพิมพ์
• แท็บสลับมุมมอง ใช้สลับการแสดงตัวอย่างสไลด์แบบย่อและแสดงข้อความเค้าร่างในสไลด์แต่ละแผ่น

แถบ Ribbon เป็นกลุ่มของคำสั่งที่ถูกออกแบบมาแทนที่ Menu และ Toolbar แบบเดิม โดยการนำเอาคำสั่งที่ใช้งานมาแบ่งออกเป็น แท็บ(Tab) ต่างๆ เช่น แท็บ Home, Insert, Design, Animations และอื่นๆ ในแต่ละแท็บนั่นจะเก็บคำสั่งที่ใช้งานในลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น แท็บ Insert ก็จะมีคำสั่งที่ใช้สำหรับแทรกองค์ประกอบต่างๆ ลงไปในเอกสาร และจะแบ่งกลุ่มคำสั่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ 


BackStage View ทำงานและจัดการกับไพล์ในที่เดียว เช่น สร้าง แชร์ จัดเก็บ สั่งพิมพ์ รวมถึงการแปลงสไลด์เป็นไฟล์ Video


การค้นหาและนำแม่แบบไปใช้
PowerPoint 2010 ทำให้คุณสามารถนำแม่แบบที่มีอยู่แล้วภายในหรือแม่แบบที่คุณกำหนดเองไปใช้ได้ ตลอดจนค้นหาแม่แบบที่หลากหลายได้จากแม่แบบของนักออกแบบที่มีอยู่บน Office.com
เมื่อต้องการค้นหาแม่แบบใน PowerPoint 2010 ให้ทำดังต่อไปนี้
1. บนแท็บ แฟ้ม ให้คลิก สร้าง
2. ภายใต้ แม่แบบและชุดรูปแบบที่พร้อมใช้งาน ให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
• เมื่อต้องการนำแม่แบบที่คุณได้ใช้ล่าสุดไปใช้ใหม่ ให้คลิก แม่แบบล่าสุด คลิกแม่แบบที่คุณต้องการ แล้วคลิก สร้าง
• เมื่อต้องการใช้แม่แบบที่คุณได้ติดตั้งไว้แล้ว ให้คลิก แม่แบบของฉัน จากนั้นเลือกแม่แบบที่คุณต้องการ แล้วคลิก ตกลง
• เมื่อต้องการใช้แม่แบบที่มีอยู่แล้วภายในแม่แบบใดแม่แบบหนึ่งที่ติดตั้งด้วย PowerPoint ให้คลิก แม่แบบตัวอย่าง คลิกแม่แบบที่คุณต้องการ แล้วคลิก สร้าง
• เมื่อต้องการค้นหาแม่แบบบน Office.com ภายใต้ แม่แบบ Office.com ให้คลิกประเภทแม่แบบ แล้วเลือกแม่แบบที่คุณต้องการ จากนั้นคลิก ดาวน์โหลด เพื่อดาวน์โหลดแม่แบบจาก Office.com ลงในคอมพิวเตอร์ของคุณ


การแทรกภาพนิ่งใหม่
เมื่อต้องการแทรกภาพนิ่งใหม่ในงานนำเสนอของคุณ ให้ทำดังต่อไปนี้
• บนแท็บ หน้าแรก ในกลุ่ม ภาพนิ่ง ให้คลิกลูกศรด้านล่าง สร้างภาพนิ่ง จากนั้นคลิกที่เค้าโครงภาพนิ่งที่คุณต้องการ


การดูการนำเสนอภาพนิ่ง
เมื่อต้องการดูงานนำเสนอของคุณในมุมมองการนำเสนอภาพนิ่งตั้งแต่ภาพนิ่งแรก ให้ทำดังต่อไปนี้
• บนแท็บ การนำเสนอภาพนิ่ง ในกลุ่ม เริ่มการนำเสนอภาพนิ่ง ให้คลิก ตั้งแต่ต้น


เมื่อต้องการดูงานนำเสนอของคุณในมุมมองการนำเสนอภาพนิ่งตั้งแต่ภาพนิ่งปัจจุบัน ให้ทำดังต่อไปนี้
• บนแท็บ การนำเสนอภาพนิ่ง ในกลุ่ม เริ่มการนำเสนอภาพนิ่ง คลิก จากภาพนิ่งปัจจุบัน
การพิมพ์งานนำเสนอ
1. คลิกแท็บ แฟ้ม แล้วคลิก พิมพ์
2. ภายใต้ สิ่งที่พิมพ์ ให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
• เมื่อต้องการพิมพ์ภาพนิ่งทั้งหมด ให้คลิก ทั้งหมด
• เมื่อต้องการพิมพ์เฉพาะภาพนิ่งซึ่งแสดงในปัจจุบันเท่านั้น ให้คลิกที่ ภาพนิ่งปัจจุบัน
• เมื่อต้องการพิมพ์ภาพนิ่งเฉพาะบางหน้า ให้คลิก ช่วงของภาพนิ่งแบบกำหนดเอง จากนั้นป้อนรายการภาพนิ่งแต่ละภาพ ช่วง หรือทั้งสองอย่าง
**หมายเหตุ**ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นระหว่างตัวเลขโดยไม่ต้องเว้นวรรค ตัวอย่างเช่น 1,3,5-12
3. ภายใต้ การตั้งค่าอื่นๆ ให้คลิกรายการ สี และเลือกการตั้งค่าที่คุณต้องการ
4. เมื่อคุณทำการเลือกเรียบร้อยแล้ว ให้คลิก พิมพ์

รู้ไว้ก่อนเริ่มสร้างงานนำเสนอ

การนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย อาจใช้กระบวนการ 4 ขั้นตอนที่ได้มีการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถช่วยให้คุณวางแผนก่อนที่จะเริ่มลงมือสร้างงานนำเสนอ ดังนี้
• Plan (วางแผน) คือการวางแผนรายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มผู้ฟังและกำหนดวัตถุประสงค์ของคุณที่ว่าต้องการนำเสนออะไร ให้ใครดูหรือฟัง
• Perpare (เตรียมการ) คือการเตรียมการทางด้านแนวคิด ข้อมูล วางโครงสร้าง เวลาที่จะใช้ในการนำเสนอ หรือสิ่งจำเป็นต่างๆ ที่คุณคิดว่าต้องการนำเสนอ
• Practice (ฝึกฝน) ทบทวนเนื้อหา ทดสอบเอฟเฟ็คต์ ทดสอบการนำเสนอ และขอความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำเสนอของคุณ เพื่อสร้างความมั่นใจในการนำเสนอ
• Present (นำเสนอ) มุ่งมั่น ชัดเจนกับหัวข้อที่กำลังพูดและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้ฟังด้วยการดึงความสนใจของผู้ฟังให้เข้าสู่เนื้อหาที่คุณกำลังนำเสนอได้อย่างกลมกลืน

เคล็ดลับสำหรับการสร้างงานนำเสนอที่มีประสิทธิผล
พิจารณาเคล็ดลับต่อไปนี้เพื่อใช้สร้างงานนำเสนอที่โดดเด่นและดึงดูดผู้ชมของคุณ
• ใช้ภาพนิ่งจำนวนน้อยๆ
เมื่อต้องการให้ข้อความมีความชัดเจนและทำให้ผู้ชมติดตามและตรึงความสนใจของผู้ชม ให้ใช้จำนวนภาพนิ่งในงานนำเสนอของคุณให้น้อยที่สุด
• เลือกขนาดแบบอักษรที่ผู้ชมอ่านได้ง่าย
การเลือกขนาดแบบอักษรที่เหมาะสมจะช่วยให้การสื่อสารข้อความของคุณได้ผลมากยิ่งขึ้น โปรดระลึกไว้อยู่เสมอว่า ผู้ชมต้องสามารถอ่านภาพนิ่งของคุณจากระยะไกลได้ โดยทั่วไป ขนาดแบบอักษรที่เล็กกว่า 30 อาจทำให้มองเห็นได้ยาก
• ข้อความในภาพนิ่งของคุณควรเรียบง่าย
คุณต้องการให้ผู้ชมฟังการนำเสนอข้อมูลของคุณแทนที่จะอ่านจากหน้าจอ ใช้สัญลักษณ์แสดงหัวข้อย่อยหรือประโยคแบบสั้น และพยายามให้แต่ละประโยคอยู่ในบรรทัดเดียวกันโดยไม่มีการตัดข้อความ
เครื่องฉายภาพบางเครื่องจะครอบตัดภาพนิ่งที่ขอบ ทำให้ประโยคยาวๆ อาจถูกครอบตัดไปด้วย
• ใช้ภาพเพื่อช่วยในการสื่อถึงข้อความของคุณ
รูปภาพ แผนภูมิ กราฟ และ กราฟิก SmartArt ช่วยในด้านการสื่อสารด้วยภาพที่ทำให้ผู้ชมของคุณสามารถจดจำได้ง่าย เพิ่มภาพที่มีความหมายเพื่อส่งเสริมเนื้อหาและข้อความบนภาพนิ่งของคุณ
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับข้อความ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สื่อด้านภาพจำนวนมากเกินไปในภาพนิ่งของคุณ
• สร้างป้ายชื่อสำหรับแผนภูมิและกราฟที่เข้าใจได้ง่าย
ใช้ข้อความที่มีความยาวพอเหมาะที่ทำให้สามารถเข้าใจถึงองค์ประกอบป้ายชื่อในแผนภูมิหรือกราฟได้
• ใช้พื้นหลังของภาพนิ่งที่เฉียบคมและสอดคล้อง
เลือกแม่แบบหรือชุดรูปแบบที่ดึงดูดและกลมกลืนกันโดยที่ไม่สะดุดตาเกินไป เนื่องจากคุณคงไม่ต้องการให้พื้นหลังหรือการออกแบบดึงความสนใจไปจากข้อความของคุณ
อย่างไรก็ตาม คุณควรเลือกสีของพื้นหลังและสีของข้อความที่ตัดกัน ชุดรูปแบบที่มีอยู่แล้วภายใน PowerPoint 2010 ตั้งค่าความคมชัดระหว่างพื้นหลังสีอ่อนและข้อความสีเข้ม หรือพื้นหลังสีเข้มและข้อความสีอ่อนโดยอัตโนมัติ
• ตรวจสอบการสะกดคำและไวยากรณ์
เพื่อให้ได้การยอมรับนับถือจากผู้ชม ให้ตรวจสอบการสะกดและไวยากรณ์ในงานนำเสนอของคุณเสมอ

วันสิทธิมนุษยชน 10 ธันวาคม ประจำปี 2557

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวน้ำเพชร  วงษ์ประทีป
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักบัญชีชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนกกำกับและพัฒนาการตรวจสอบภาครัฐ
ชื่อโครงการ / ประชุม / สัมมนา /หลักสูตร  : ร่วมงานวันสิทธิมนุษยชน 10 ธันวาคม ประจำปี 2557
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร มีดังนี้
 เนื่องในโอกาสวันสิทธิมนุษยชนสากล 10 ธันวาคม ประจำปี 2557 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรเครือข่ายได้ร่วมกันจัดงานวันสิทธิมนุษยชนสากลขึ้น  ในวันดังกล่าว หัวข้อ “ปฏิรูปประเทศไทย ต้องเข้าใจสิทธิมนุษยชน”เพื่อเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ เรื่องสิทธิมนุษยชนให้ประชาชนได้รับรู้ และเรียนรู้ร่วมกันในวงกว้าง พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดกระแสสังคมให้ประชาชนสนใจและตระหนักถึงเรื่องสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนเพื่อมอบรางวัลให้เป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่น ด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมสืบไป

การแสดงนิทรรศการของหน่วยงานและองค์กรเครือข่าย มากกว่า 40 หน่วยงาน  อาทิเช่น สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กรมคุ้มครองสิทธิ ศูนย์สารสนเทศสิทธิมนุษยชน สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย สำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กรมสุขภาพจิต ฯลฯ  ซึ่งขอรับเอกสารเผยแพร่ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการในภารกิจของหน่วยงานได้ตามอัธยาศัย

เอกสารที่เผยแพร่ในงานด้งกล่าวมีจำนวนมากมาย ซึ่งได้ขอรับและมอบไว้ที่ห้องสมุดกรมบัญชีกลางเพื่อประโยชน์ต่อหน่วยงานในการค้นคว้าอ้างอิงต่อไป ได้แก่
1. วีดีทัศน์ความรู้เชิงสารคดี เรื่องพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551
2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557
3. คู่มือผู้บริโภค สคบ.
4. คู่มือการติดต่อหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม
5. คู่มือสิทธิของประชาชนในคดีอาญา
6. พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544
7. พระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. 2553
8. รวมกฎหมายพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551
9. ศัพท์สิทธิมนุษยชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2555
10. ประมวลศัพท์และความรู้สิทธิมนุษยชน เล่ม 2 ศัพท์สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนศึกษา
11. หลักกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไปเกี่ยวกับสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน “อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี”
12. หลักกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไปเกี่ยวกับสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน “อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ”
13. หลักกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไปเกี่ยวกับสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง”
14. คู่มือปกป้องสิทธิเสรีภาพ เรื่องจริงที่กรรมสิทธิ์ฯ เล่ม 1 เมื่อ “ฉัน”ถูกละเมิดสิทธิการต่อสู้เพื่อสิทธิจากการเกิดจนถึงตาย
15. คู่มือปกป้องสิทธิเสรีภาพ เรื่องจริงที่กรรมสิทธิ์ฯ เล่ม 2 เมื่อ “ชุมชน” ถูกละเมินสิทธิการต่อสู้เพื่อสิทธิจากชุมชนเล็กถึงชุมชนใหญ่
16. 10 เรื่องเด่นสิทธิมนุษยชนด้านกฎหมายและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
17. ศาลรัฐธรรมนูญ รายงานประจำปี 2555

โครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงแก้ไขคู่มือการบังคับคดี

ผู้เล่าเรื่อง  :  1. นางสาวชลธิชา  นวลน้อย
                    2. นางมนัญญา ธัชแก้วกรพินธุ์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  : นิติกรชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนักความรับผิดทางแพ่ง
หลักสูตรฝึกอบรม  :  โครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงแก้ไขคู่มือการบังคับคดี
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานอัยการสูงสุด

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
สำนักงานอัยการสูงสุดได้จัดทำคู่มือการบังคับคดีโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระบวนงานมาตรฐาน ด้านการบังคับคดีแพ่ง คดีปกครอง และคดีอาญาเฉพาะในส่วนของการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามคำพิพากษา สำหรับใช้เป็นคู่มือของพนักงานอัยการและผู้ปฏิบัติงานชั้นบังคับคดี ทั้งของสำนักงานอัยการสูงสุดและหน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และเผยแพร่คู่มือดังกล่าวให้แก่หน่วยงานสำนักงานอัยการสูงสุดและหน่วยงานตัวความทั่วประเทศ นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 2 ปีแล้ว จึงได้ดำเนินการจัดโครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงแก้ไขคู่มือการบังคับคดี

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : โครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงแก้ไขคู่มือการบังคับคดี
ประเด็นปัญหาที่สำคัญในการบังคับคดีและข้อเสนอแนะจากสำนักงานอัยการสูงสุดอาจสรุปได้ดังนี้
1. ในขั้นตอนการคัดเลือกผู้เสนอราคาในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ นั้น หน่วยงานของรัฐควรให้ความสำคัญในการตรวจสอบสถานะที่แท้จริงของนิติบุคคลผู้เสนอราคา หากนิติบุคคลผู้เสนอราคาไม่ใช่ผู้รับจ้างที่รับงานเป็นประจำกับทางราชการ ควรตระหนักและตรวจสอบว่า นิติบุคคลดังกล่าวมีตัวตนจริงหรือไม่ เนื่องจากปัญหาที่พบเป็นส่วนใหญ่ในชั้นของการบังคับคดีมักจะตรวจสอบพบว่า นิติบุคคลผู้รับจ้างไม่มีตัวตนอยู่จริง หรือบางกรณีอาคารที่ตั้งสำนักงานเป็นเพียงอาคารเช่า แต่กลับได้รับการคัดเลือกให้ชนะการเสนอราคาในวงเงินงบประมาณเป็นจำนวนมากเกือบหมื่นล้านบาท ดังเช่น ที่ปรากฏตามข่าวคดีจ้างก่อสร้างโรงพักตำรวจ เป็นต้น ซึ่งเมื่อถึงชั้นการบังคับคดีนิติบุคคลเหล่านี้มักจะไม่มีทรัพย์สินให้ดำเนินการยึด อายัด ซึ่งจะสร้างความเสียหายแก่หน่วยงานเป็นเงินจำนวนมาก
2. ในการยึดที่ดิน นั้น หน่วยงานของรัฐควรถ่ายรูปสภาพที่ดิน จัดทำแผนที่ที่ตั้งของที่ดิน ประสานงานกับสำนักงานที่ดินเพื่อขอภาพถ่ายสัญญาจำนองประกอบด้วย ซึ่งในกรณีที่ที่ดินมีเจ้าหนี้รายอื่นยึดไว้แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งสามารถร้องขอเฉลี่ยทรัพย์พร้อมทั้งขอสวมสิทธิการบังคับคดีไว้ด้วย หากมีกรณีเจ้าหนี้รายอื่นถอนการยึดในภายหลัง แล้วหน่วยงานไม่ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์พร้อมทั้งขอสวมสิทธิการบังคับคดีไว้อาจทำให้ไม่มีคดีเฉลี่ยทรัพย์ได้ ดังนั้น หน่วยงานในฐานะเจ้าหนี้จึงควรแจ้งพนักงานอัยการให้ยื่นคำร้องดังกล่าวข้างต้นไว้ด้วย
3. หน่วยงานของรัฐควรให้ความสำคัญกับการพิจารณาคำขอผ่อนชำระหนี้ของลูกหนี้ เนื่องจากการพิจารณาอนุมัติให้ลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้ย่อมเป็นหนทางที่ดีกว่าการฟ้องคดีและดำเนินคดีในชั้นศาล ปัจจุบันกระทรวงการคลังมีหลักเกณฑ์ที่กำหนดเกี่ยวกับการผ่อนชำระหนี้ไว้เป็นจำนวนมาก เช่น ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการผ่อนชำระหนี้ของเจ้าหน้าที่ แจ้งตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0406.3/ว 115 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้น และหากหน่วยงานของรัฐไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ยังสามารถขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเป็นกรณีพิเศษได้ด้วย
4. เมื่อหน่วยงานของรัฐชนะคดีและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว กระทรวงการคลังกำหนดให้ต้องดำเนินการรายงานผลการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ให้ทราบทุกระยะ 3 เดือน และสืบหาทรัพย์สินตามแนวทางที่กระทรวงการคลังกำหนด
(หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0503.7/ว 107 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2544 และ ที่ กค 0406.2/ว 46 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2546) หากสืบหาทรัพย์สินแล้ว ปรากฏว่า ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินและอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะฟ้องคดีล้มละลายได้ หน่วยงานของรัฐควรส่งเรื่องให้สำนักงานการบังคับคดีก่อนครบกำหนด 10 ปี (ส่งในปีที่ 9) พร้อมหลักฐานการสืบหาทรัพย์สินเพื่อพนักงานอัยการจะรีบดำเนินการฟ้องล้มละลายต่อไป
5. กรณีหน่วยงานสืบหาทรัพย์สินแล้ว พบทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น รถยนต์ หน่วยงานของรัฐอาจจะมีหนังสือแจ้งไปยังลูกหนี้ให้ทราบว่า ทางราชการตรวจสอบพบทรัพย์สินของลูกหนี้ที่อาจนำมาบังคับคดีได้เพื่อขอให้ลูกหนี้เข้ามาพบเจ้าหน้าที่ และดำเนินการเจรจาเกี่ยวกับการขอผ่อนชำระหนี้ ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ได้ทรัพย์สินซึ่งย่อมดีกว่าการตั้งเรื่องเพื่อดำเนินการบังคับคดี ซึ่งจะทำให้ต้องเสียค่าธรรมเนียม และหากลูกหนี้ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินลูกหนี้ก็จะมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้อันเป็นกฎหมายที่ควบคุมลูกหนี้ไว้อีกทางหนึ่งด้วย
6. กรณีผู้รับจ้างเป็นผู้ทิ้งงานจะมีแนวทางในการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างไรนั้น เนื่องจากการทิ้งงานเป็นเหตุการณ์ ในอนาคตที่ไม่อาจคาดหมายได้ ดังนั้น เบื้องต้นจึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่ต้องตรวจสอบโดยละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอราคาว่า ผู้เสนอราคาเคยมีผลงานก่อสร้างกับทางราชการบ้างหรือไม่และอยู่ในรายชื่อเป็นผู้ทิ้งงานหรือไม่ นอกจากนี้ยังควรต้องตรวจสอบสถานประกอบการ ที่ตั้ง ผู้ถือหุ้น และให้ระมัดระวังเป็นพิเศษในกรณีบริษัทข้ามชาติ ที่มักจะประสบปัญหาไม่สามารถบังคับคดีได้
7. กรณีสืบหาทรัพย์สินแล้วพบที่ดินติดภาระจำนอง หน่วยงานควรดำเนินการอย่างไรนั้น แนวทางดำเนินการเบื้องต้นควรมีหนังสือถึงธนาคารผู้รับจำนองเพื่อขอทราบภาระจำนอง ตรวจสอบราคาประเมินที่ดิน เพื่อให้ทราบว่าจะคุ้มกับค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีหรือไม่ จากนั้นจึงเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

โครงการฝึกอบรมวิชาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงการคลัง : เรียนรู้ทำความเข้าใจแนวคิด การจัดการความรู้

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางธีรนุช  ทองชิว
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังชำนาญการพิเศษ
หน่วยงาน : กลุ่มงานพัฒนาค่าตอบแทนและสวัสดิการ สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ
หลักสูตรฝึกอบรม  : โครงการฝึกอบรมวิชาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงการคลัง : เรียนรู้ทำความเข้าใจแนวคิด การจัดการความรู้
หน่วยงานผู้จัด : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร/โครงการฝึกอบรม
1.เพื่อเข้าใจแนวคิดการบริหารจัดการความรู้อย่างมืออาชีพ
2.เข้าใจหลักการและขั้นตอนการจัดการความรู้
3.เข้าใจถึงปัญหาและปัจจัยสู่ความสำเร็จ
4.เข้าใจถึงการคัดเลือกผู้ที่จะมาบริหารจัดการความรู้
5.เข้าใจการวางแผนที่จะนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์กร
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ :
1. ความรู้ ชนิดของความรู้ การจัดการความรู้และคุณสมบัติของคนที่จะมาจัดการความรู้
1.1 ความรู้ ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
- บทสรุปของความเข้าใจซึ่งสั้น กระชับ บอกเล่าให้กับผู้อื่นให้เข้าใจและรับทราบได้
- เนื้อหาเป็นความจริงที่ผ่านการพิสูจน์และทดลอง
- สามารถนำไปตั้งเป็นกฎ นำไปปฏิบัติงานได้จริง
- สามารถนำไปประกอบการตัดสินใจ
- สามารถทำนายผลลัพธ์ได้
1.2 ชนิดของความรู้ แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ประกอบด้วย
1) Tacit Knowledge เป็นความรู้ที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล เขียนอธิบายได้ยาก เช่น ประสบการณ์ ทักษะหรือความสามารถส่วนตัว
2) Embedded Knowledge ความรู้ที่ฝังอยู่ภายในองค์กร
3) Explicit Knowledge ความรู้ที่สามารถเขียนอธิบายได้ง่าย เช่น คู่มือการปฏิบัติงาน วิธีการใช้เครื่องมือต่างๆ
1.3 การจัดการความรู้ ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
- การรวบรวม การจัดเก็บ การจัดระบบ การเข้าถึงข้อมูล การแบ่งปัน
- ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
- ดำเนินการในลักษณะบูรณาการอยู่ในกิจกรรมหรืองานประจำ
- ต้องไม่ทำให้สมาชิกในองค์กรรู้สึกว่ามีภาระเพิ่มขึ้น
1.4 คุณสมบัติของคนที่จะมาจัดการความรู้ ควรมีลักษณะต่อไปนี้ รักการเรียนรู้
ใฝ่เรียนรู้ เปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีทัศนะคติที่ดี และถูกต้อง คิดอย่างเป็นระบบและสามารถทำงานเป็นทีมได้

2. ปัจจัยที่ส่งเสริมและประโยชน์ของการจัดการความรู้
2.1 ปัจจัยที่ส่งเสริมการจัดการความรู้ ได้แก่ วัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนในองค์กร ผู้นำและการสร้างกลยุทธ์ เทคโนโลยี การวัดผลและการนำไปใช้
2.2 ประโยชน์ของการจัดการความรู้ ได้แก่ การป้องกันความรู้สูญหาย เพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ ความสามารถในการปรับตัวและยืดหยุ่น ความได้เปรียบในการแข่งขัน การลงทุนทางทรัพยากรบุคคล และเพิ่มศักยภาพขององค์กร
3. การจัดการความรู้ทำอย่างไร และองค์ประกอบของการจัดการความรู้
3.1 การจัดการความรู้ ต้องเริ่มต้นจากการกำหนดองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการแข่งขันและความอยู่รอดขององค์กร การสร้างและการจัดการต้องทำเป็นทีม มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ และมีการใช้องค์ความรู้ให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร
3.2 องค์ประกอบของการจัดการความรู้ ประกอบด้วย คน กระบวนการและเทคโนโลยี
4. การจัดตั้ง KM ทีม
4.1 การประกาศแต่งตั้งโครงสร้างทีมงาน KM โดยให้ระบุถึง ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่งงาน หน่วยงานที่สังกัด รายละเอียดหน้าที่และความรับผิดชอบ
4.2 ตั้งหน่วยงาน KM มีการแบ่งงานและหน้าที่ภายในทีมงานเพื่อเป็นหน่วยงานหนึ่งของแผนผังโดยรวมขององค์กร
4.3 การพิจารณาโครงสร้างทีมงาน KM เพื่อจะมีบุคลากรที่ต้องเกี่ยวข้องและมีส่วน
ที่ต้องสนับสนุนต่อการดำเนินการตามเป้าหมายมีกลุ่มบุคลากรที่ควรพิจารณาดังนี้
1) ผู้บริหารระดับสูงสุดควรจะมีส่วนร่วมในการกำหนดโครงสร้างทีมงาน KM
2) หน่วยงานที่เป็นเจ้าของกระบวนงาน KM ควรประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานนั้นๆ และผู้รับผิดชอบกระบวนงานนั้นๆ
3) หน่วยงานข้ามสายที่ต้องเกี่ยวข้อง และมีส่วนสนับสนุนต่อการดำเนินการตามเป้าหมาย KM เช่น หน่วยงานไอที ทรัพยากรบุคคล ประชาสัมพันธ์ ฝ่ายจัดซื้อ เป็นต้น ควรประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานนั้นๆ
4) หน่วยงาน/บุคคลอื่นที่เหมาะสมและผู้บริหารระดับสูงสุดต้องการมอบหมาย
4.4 กรณีที่การจัดการความรู้ขององค์กรมีความจำเป็นและสามารถจะจัดสรรงบประมาณได้ เพื่อจะนำเทคโนโลยีด้านไอทีมาใช้ควรจะมีหน่วยงานด้านไอทีเข้าร่วมทีมงาน KM ด้วย
5. กระบวนการจัดการความรู้ 8 ขั้นตอน ประกอบด้วย
5.1 การบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification)
5.2 การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation & Acquisition)
5.3 การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization)
5.4 การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification & Refinement)
5.5 การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access)
5.6 การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing)
5.7 การเรียนรู้ (Learning)
5.8 การยกย่องชมเชย (Recognition Reward)
6. วงจรการบริหารจัดการความรู้ ประกอบด้วย
6.1 Sharing : การสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างบุคคล (Tacit)
6.2 Capture : การรวบรวมความรู้ต่างๆ ที่ได้รับมา (Collaboration) แล้วกลายเป็นความรู้ใหม่ของตนเอง และเขียนอธิบายออกมาได้
6.3 Classification : การนำความรู้ที่ได้มาเขียนอธิบาย (Explicit) แพร่สู่องค์กรแบ่งกลุ่มความรู้ชัดเจน และกระจายความรู้ถูกกลุ่มเป้าหมาย
6.4 Understanding : การที่คนในองค์กรได้รับความรู้แล้วนำไปปฏิบัติจนเข้าใจและนำไปแลกเปลี่ยนความรู้ (Sharing) นำไปสู่การเกิดความรู้ (Discovery)
7. กระบวนการบริหารความเปลี่ยนแปลง (Change Management Process) ประกอบด้วย
6 ขั้นตอน ได้แก่
7.1 การเตรียมการ/ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Transition & Behavior) : การมีส่วนร่วม การได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร การตั้งทีม และมีระบบติดตามผล
7.2 การสื่อสาร (Communications) : ทำให้บุคลากรเข้าใจถึงสิ่งที่องค์กรจะทำ
7.3 กระบวนการและเครื่องมือ (Process & Tools) : เพื่อช่วยในการค้นหา เข้าถึง ถ่ายทอดและเปลี่ยนความรู้ได้สะดวกรวดเร็ว
7.4 การเรียนรู้ (Learning) : เพื่อสร้างความเข้าใจและเห็นถึงความสำคัญ
7.5 การวัดผล (Measurements) : เพื่อให้ทราบว่าการดำเนินการได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ นำผลการวัดมาปรับปรุงแผนแลการดำเนินการให้ดีขึ้น
7.6 การยกย่องชมเชยและให้รางวัล (Recognition Reward) : เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการมีส่วนร่วม
8. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ต้องจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยต้องชัดในประเด็นที่อยากรู้ ชัดในประเด็นที่จะแลกเปลี่ยน ต้องมีความแตกต่างในเรื่องเดียวกันในวิธีปฏิบัติ และต้องเจาะลึกเพื่อให้เข้าใจบริบท วิธีคิด เทคนิค วิธีการ และผลลัพธ์
9. เทคนิคการประชุมระดมความคิดแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก (Story telling)
9.1 เป้าหมาย ให้ผู้มีความรู้จากการปฏิบัติปลดปล่อยความรู้ที่ฝังลึกอยู่ภายในออกมาเป็นคำพูดและท่าทาง จากส่วนลึกของจิตใจ (ความเชื่อ) จากส่วนลึกของสมอง (ความคิด) และจากส่วนลึกของร่างกาย (การปฏิบัติ)

ภาพ “โมเดลปลาทู”
9.2 วิธีการและขั้นตอนการเล่าเรื่อง Story telling
1) กำหนด “หัวปลา” หมายถึง ประเด็นเป้าหมายของการประชุมแลกเปลี่ยน
2) กลุ่มเล็ก ไม่เกิน 10 คน และสมาชิกในกลุ่มเป็นผู้ปฏิบัติ
3) เลือกประธาน ดำเนินการประชุมและสรุปประเด็นเป็นระยะๆ
4) เลือกเลขานุการกลุ่ม จดประเด็นและบันทึก “ขุมทรัพย์ความรู้” เพื่อการบรรลุหัวปลา
5) สมาชิกเล่าเรื่องเกี่ยวกับความสำเร็จของตนเองตาม “หัวปลา”
6) สมาชิกกลุ่มอื่นช่วยกัน “สกัด”หรือ “ถอด” ความรู้ เพื่อการบรรลุหัวปลา รวมถึงเขียนภาพเชื่อมโยงแสดงให้ทุกคนเห็นและปรับแก้ไขร่วมกันได้ง่าย
9.3 วิธีเล่าเรื่อง เล่าเพียงประเด็นเดียวต่อ 1 เรื่อง ใช้เวลา 2-3 นาที และเล่าเรื่องตามความเป็นจริง ให้ข้อมูลดิบในประเด็น การกระทำ ความคิด ความเชื่อ ความสัมพันธ์ เห็นภาพ และไม่ตีความ
9.4 วิธีสกัดความรู้จากการปฏิบัติงาน เมื่อแต่ละคนเล่าเรื่องเสร็จ ประธานกลุ่มขอให้สมาชิกตีความว่า เรื่องดังกล่าวบอกอะไรเกี่ยวกับความรู้เพื่อการบรรลุ “หัวปลา” ที่เป็นความรู้เพื่อการปฏิบัติ