วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โครงการฝึกอบรมด้านคอมพิวเตอร์ หลักสูตร เทคนิคการสารอง และกู้คืนข้อมูล

ผู้เล่าเรื่อง : นางเอมอร ยอดหมั่นเพียร
ปัจจุบันดารงตาแหน่ง : นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สานักงานเลขานุการกรม
หลักสูตรฝึกอบรม : โครงการฝึกอบรมด้านคอมพิวเตอร์ หลักสูตร เทคนิคการสารอง และกู้คืนข้อมูล
หน่วยงานผู้จัด : กระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อเพิ่มพูนและพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรของกระทรวงการคลังให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
๒) บุคลากรของกระทรวงการคลังสามารถนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปใช้ในการปฏิบัติงาน
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : เทคนิคการกู้คืนข้อมูล (Data Restoration)
1. ความหมายของข้อมูล (Data)
ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น คน สถานที่ สิ่งของต่างๆ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมเอาไว้ และสามารถนาไปประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้สามารถเรียกเอามาใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง โดยข้อมูลอาจเป็นตัวเลข สัญลักษณ์ ตัวอักษร เสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น
2. ประเภทของข้อมูล
ข้อมูลตัวเลข (Numeric Data) ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นจานวนตัวเลข สามารถนาไปคานวณได้ เช่น จานวนเงินเดือน ราคาสินค้า
ข้อมูลตัวอักษร (Text Data) ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นตัวอักษร และสัญลักษณ์ เช่น ชื่อ สกุล ที่อยู่
ข้อมูลเสียง (Audio Data) ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นเสียงต่างๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงพูด
ข้อมูลภาพ (Images Data) ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นจุดสีต่างๆ เมื่อนามาเรียงต่อกันแล้วเกิดรูปภาพขึ้น เช่น ภาพถ่าย ภาพลายเส้น เป็นต้น
ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว (Video Data) ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น ภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายด้วยกล้องวิดีโอ หรือภาพที่ทาจากโปรแกรมต่างๆ เป็นต้น
3. ข้อมูลกับความสาคัญของสารสนเทศ
ฮาร์ดแวร์ เป็นองค์ประกอบสาคัญ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รอบข้าง เช่น หน้าจอ เมาส์ คีย์บอร์ด เคส ฯลฯ
ซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นชุดคาสั่งที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทางาน เช่น โปรแกรมพิมพ์เอกสาร โปรแกรมบัญชี โปรแกรมท่องเว็บไซต์ ฯลฯ
ข้อมูล เป็นส่วนที่จะนาไปจัดเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง ฯลฯ
บุคลากร เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานคอมพิวเตอร์ เช่น ผู้ป้อนข้อมูล ผู้พิมพ์งาน ฯลฯ
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน เป็นสิ่งที่จะต้องเข้าใจเพื่อให้ทางานได้ถูกต้องเป็นระบบ
ข้อมูลไม่ว่าจะเป็นคาแรกเตอร์ รูปภาพ เสียง หรือข้อมูลในรูปแบบต่างๆ จะต้องสามารถนาเข้าสู่คอมพิวเตอร์ และแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมด้วยอุปกรณ์อินพุตที่ให้คอมพิวเตอร์สามารถดาเนินการ จัดเก็บ หรือนาไปใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ได้
4. สื่อสาหรับบันทึกข้อมูล
• ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) / SSD
• ฮาร์ดดิสก์แบบเชื่อมต่อภายนอก (External Hard Disk)
• แฟลชไดรว์ (Flash Drive หรือ Thumb Drive)
• แผ่น CD (Compact Disc) / DVD / Blu-Ray Disc
• การ์ดหน่วยความจาต่างๆ เช่น SD Card, Micro SD Card หรือ Compact Flash Card
5. ขั้นตอนการทางานของคอมพิวเตอร์
ข้อมูลทางานร่วมกับคอมพิวเตอร์ มีทั้งสิ้น 3 ขั้นตอนหลัก คือ การรับข้อมูลเข้า หรืออินพุต (Input) การดาเนินการ (Process) และการนาข้อมูลออก หรือเอาต์พุต (Output)
6. ความแตกต่างระหว่างการจัดเก็บข้อมูล และการทาสาเนาข้อมูล
• การจัดเก็บข้อมูล (Save) คือ การป้อนข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์รวมถึงการบันทึกข้อมูลไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสารอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ แฟลชไดร์ฟ เป็นต้น
• การทาสาเนาข้อมูล (Backup) คือ การคัดลอกข้อมูลจากแฟ้มต้นฉบับและบันทึกไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลสารอง เช่น ซีดีรอม เพื่อใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์เสียหาย ซึ่งอาจทาให้มีข้อมูลสูญหายไปได้
7. ข้อควรรู้เมื่อจะต้องกู้คืนข้อมูล
• ห้ามทาอะไรกับอุปกรณ์ที่ต้องการกู้ข้อมูล เมื่อรู้ว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ เกิดความเสียหายขึ้น เพื่อป้องกันความเสียหายลุกลามในวงกว้าง
• ควรตรวจสอบประเภทของไฟล์ที่ต้องการกู้คืนข้อมูลให้แน่ใจ เพื่อความสะดวก รวดเร็วในการกู้ข้อมูล เช่น ไฟล์รูปภาพ (jpg/bmp), ไฟล์เอกสาร (doc/xls/ppt/pdf), ไฟล์เพลง (mp3) เป็นต้น
• ควรตรวจสอบตาแหน่งที่จัดเก็บไฟล์หรือข้อมูลสาคัญต่างๆ ก่อนที่เกิดปัญหาขึ้น เช่น ไดรว์ C:, ไดรว์ D:, ฮาร์ดดิสก์ลูกไหน หรือแฟลชไดรว์ตัวใด
8. เตรียมตัวกู้คืนข้อมูลต่างๆ
• โปรแกรมที่ต้องการใช้กู้คืนข้อมูลต่างๆ เช่น Easy Recovery Pro, Recover My Files หรือ Recuva เป็นต้น
• เตรียมอุปกรณ์สาหรับรองรับการกู้คืนข้อมูลให้พร้อม เช่น แฟลชไดรว์ ฮาร์ดดิสก์แบบเชื่อมต่อภายนอก หรือแผ่น CD/DVD
• เผื่อเวลาในการกู้คืนข้อมูล ซึ่งความเร็วในการกู้ข้อมูล ขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ ขนาดพื้นที่เป้าหมาย และความเสียหายของข้อมูล
9. สิ่งที่ควรทาหลังกู้คืนข้อมูลเสร็จสิ้น
• ตรวจสอบความเสียหายจากไฟล์หรือข้อมูลเป้าหมายต่างๆ ว่าสามารถเปิดใช้งานได้หรือไม่ หรือมีการแสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนหรือไม่
• ย้ายข้อมูลที่กู้คืนได้ ไปจัดเก็บในแหล่งที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูลจากความเสียหายทางฮาร์ดแวร์
• แบ็คอัพข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม ด้วยโปรแกรมหรือเทคนิคต่างๆ เช่น ใช้โปรแกรม Windows Backup and Restore หรือ Acronis True Image
10. ความแตกต่างระหว่างการทาไฟล์อิมเมจ และการโคลนฮาร์ดดิสก์
ไฟล์อิมเมจ
• เหมาะสาหรับอุปกรณ์เครื่องเดียว ใช้เป็นการส่วนตัว
• รองรับการแบ็คอัพข้อมูลเพิ่มเติมได้เรื่อยๆ
• สามารถบีบอัดข้อมูลต่างๆ ให้เหมาะกับอุปกรณ์ในการแบ็คอัพได้
• ช่วยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทันที
โคลนฮาร์ดดิสก์
• เหมาะสาหรับการติดตั้งบนอุปกรณ์หลายๆ ชิ้น เช่น ติดตั้ง Windows ให้คอมพิวเตอร์ 10 เครื่องขึ้นไป
• ไม่เหมาะกับการเพิ่มข้อมูลใดๆ หลังทาการโคลนฮาร์ดดิสก์เรียบร้อยแล้ว
• ต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดเท่ากับฮาร์ดดิสก์ต้นฉบับ

อบรมให้ความรู้ เรื่องวินัยข้าราชการพลเรือนสามัญและความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

ผู้เล่าเรื่อง  :  นายอนุพงค์  บุญเจือ
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักงานคลังจังหวัดชัยนาท
หลักสูตรฝึกอบรม  :  อบรมให้ความรู้ เรื่องวินัยข้าราชการพลเรือนสามัญและความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานจังหวัดชัยนาท
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1)  เพื่อให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจเรื่องวินัยข้าราชการพลเรือน และความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ไม่ฝ่าฝืน
2)  เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาให้ข้าราชการมีวินัยและป้องกันมิให้ข้าราชการกระทำผิดวินัยข้าราชการและความรับผิดทางละเมิด
3)  เพื่อเพิ่มสมรรถนะของบุคลากรให้มีความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

สำหรับการอบรมช่วงเช้าเป็นวิชาวินัยข้าราชการพลเรือน โดยวิทยากรจาก สำนักงาน ก.พ. เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 สรุปใจความสำคัญได้ว่า วินัยข้าราชการพลเรือนสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 หมวดที่สำคัญ คือ
1. หมวดวินัยต่อตนเอง คือ ข้าราชการจำเป็นต้องรักษาชื่อเสียงของตนเอง รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่มิให้เสื่อมเสีย (ม.82(10) ห้ามประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง (ม.85(4) แนวทางการพิจารณาเรื่องประพฤติชั่ว ข้าราชการห้ามกระทำการใดที่ทำให้เสียเกียรติของตำแหน่งหน้าที่การงาน ทำให้สังคมรังเกียจ กระทำการโดยเจตนา สำหรับกรณีประพฤติชั่วเรื่องการดื่มสุรา มติครม.ได้กำหนดไว้ว่า ข้าราชดื่มสุราในขณะปฏิบัติงาน เมาสุราจนเสียงานราชการ และเมาสุราในที่สาธารณะทำให้เสียเกียรติ ถ้ากระทำการข้อใดข้อหนึ่งผิดวินัยร้ายแรงต้องปลดออกเท่านั้น
2. หมวดวินัยต่อเพื่อนร่วมงาน คือ ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี ช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการ (ม.82(7) ต้องไม่กลั่นแกล้ง กดขี่ ข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ (ม.83(7) ต้องไม่กระทำการล่วงละเมิด คุกคามทางเพศตามที่กำหนดไว้ในกฎ ก.พ. (ม.83(8)
3. หมวดวินัยต่อประชาชน คือ ให้การต้อนรับให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม ให้การสงเคราะห์ ต่อประชาชนผู้ติดต่อราชการที่เกี่ยวกับหน้าที่ของตน (ม.83(9) ต้องไม่ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการ (ม.85(5)
4. หมวดวินัยต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ คือ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยสุจริตเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้
5. หมวดต่อประเทศชาติ คือ ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ทางราชการ ไม่ละทิ้งหน้าที่ราชการ หรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ หากข้าราชการคนใดละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการส่งผลให้ทางราชการเกิดความเสียหายร้ายแรง ข้าราชการผู้นั้นมีความผิดร้ายแรงต้องไล่ออกเท่านั้น
6. หมวดวินัยต่อผู้บังคับบัญชา คือ ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่รายงานเท็จ ไม่กระทำข้ามผู้บังคับบัญชา การปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา (ม.82(4) กำหนดไว้ว่าต้องมีคำสั่งผู้บังคับบัญชา เป็นผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย สั่งในหน้าที่ราชการ และเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
สำหรับโทษทางวินัยแก่ข้าราชการพลเรือนที่ทำผิดวินัย มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่
1. โทษสำหรับความผิดอย่างไม่ร้ายแรง ได้แก่ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน และลดเงินเดือน
2. โทษสำหรับความผิดอย่างร้ายแรง ได้แก่ ปลดออก และ ไล่ออก
สำหรับการอบรมช่วงบ่ายจะเป็นวิชาเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐโดยวิทยากรจากกรมบัญชีกลาง คุณรวิภา ด้วงแดงโชติ ขอบเขตของเนื้อได้แก่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 คำนิยามที่สำคัญ ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เป็นต้น
นิยามที่สำคัญ ของพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539 มาตรา 4
เจ้าหน้าที่ หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่น
หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบความเสียหายในผลแห่งความละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
มาตรา 6 ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การปฏิบัติในหน้าที่ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องรับผิดชอบโดยตรง
มาตรา 7 ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานรัฐ ถ้าหน่วยงานรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบหรือรับผิดชอบร่วม หรือคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบหรือต้องร่วมรับผิด หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีสิทธิขอให้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นอยู่เรียกเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐแล้วแต่กรณี เข้ามาเป็นคู่ความในคดี
มาตรา 8 ในกรณีที่หน่วยงานภาครัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายจากการละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ให้หน่วยงานรัฐมีสิทธิสามารถเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทะละเมิดชดใช้ค่าสินไหนทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่กระทำการไปโดยการจงใจ ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง
มาตรา 9 ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะให้อีกฝ่ายชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย
มาตรา 10 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐที่ผู้นั้นอาศัยอยู่หรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาอนุโลมบังคับใช้
มาตรา 11 ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบตามมาตรา 5 ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนก็ได้ในการนี้หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักฐานและพิจารณาคำขอนั้นโดยไม่ชักช้า เมื่อหน่วยงานของรับมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐก็มีสิทธิ์ให้ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย
มาตรา 12 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามมาตรา 8 หรือกรรีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลากำหนด
มาตรา 13 ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้ระเบียบเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดตามมาตรา 8 และมาตรา 10 สามารถผ่อนชำระเงินที่จะต้องรับผิดนั้นได้โดยคำนึงถึงรายได้ ฐานะ ครอบครัวและความรับผิดชอบ และพฤติการณ์แห่งกรณีประกอบด้วย
มาตรา 14 เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา 11 ให้ถือเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

นักการคลังมืออาชีพ (นคอ) รุ่นที่ 4

ผู้เล่าเรื่อง : นายภุชงค์ เศรษฐยานนท์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : นักวิชาการคลังชำนาญการพิเศษ
หน่วยงาน : สำนักงานคลังจังหวัดนครปฐม
หลักสูตรฝึกอบรม : นักการคลังมืออาชีพ (นคอ) รุ่นที่ 4
หน่วยงานผู้จัด : กระทรวงการคลัง ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (มูลนิธิ สวค)

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร/โครงการฝึกอบรม
1) เพื่อเพิ่มพูนความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจการคลังภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และพลวัตของภูมิภาค
2) เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ
3) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างผู้บริหารระดับกลางภายในกระทรวงการคลัง อันจะนำไปสู่ความร่วมมือและดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : เรื่อง การพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่
ผู้นำ คือ
1.ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการทำงานของผู้อื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
2.ผู้ที่จูงใจโน้มน้าวให้คนอื่นทำงานให้สำเร็จตามต้องการ
3.ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งตามระบบ

ภาวะผู้นำ คือ ศักยภาพในการส่งพลังขับเคลื่อนไปยังกลุ่มคนและระบบองค์กรให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้
คุณลักษณะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ 
1.คุณลักษณะทั่วไป (General personality traits)
1.1มีความมั่นใจในตนเองสูง (Self confident)
1.2รู้สึกไว้วางใจ (Trustworthiness)
1.3มีลักษณะเด่นที่เอื้อ (Dominance)
1.4ผู้นำต้องเปิดตัว เข้าสังคม ปรากฏตัวในที่สาธารณะ (Extraversion)
1.5ยืนหยัด มุ่งมั่น ทำสิ่งที่ถูกต้อง (Assertiveness)
1.6เสถียรภาพทางอารมณ์ (Emotion stability) ควบคุมอารมณ์ได้-นิ่ง
1.7ความกระตือรือร้น (Enthusiasm)
1.8มีอารมณ์ขัน (Sense of humor)
1.9บุคลิกมีความอบอุ่น (Warmth) เป็นที่พึ่งได้
1.10 ทนต่อแรงกดดันสูง (High tolerance)
1.11 ตระหนักรู้ด้วยตัวเอง เตือนตัวเอง (Self awareness)
2.บุคลิกเอาไปใช้ (Task-related personality traits)
2.1เป็นคนคิดใหม่ (Initiative)
2.2มีเซ้นส์มีความรู้สึกที่ไว (Sensitivity)
2.3มีความยืดหยุ่นสูง (Flexibility)
2.4สภาวะการควบคุมตนเอง (Internal licus Of control) มีอำนาจบางอย่างของตนเองที่ต้อง ควบคุมให้ได้ การก้ำกึ่งของผลประโยชน์ได้เสียของตนเอง
2.5ต้องมีความกล้าหาญที่จะปฏิเสธ (Courage) ที่จะเปลี่ยนแปลง ที่จะยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง
2.6การฟื้นตัวเร็ว (Resiliency) เสียใจได้แต่กลับตัวเร็ว ผิดพลาดแล้วกลับมาตั้งหลักใหม่ได้

สุดยอดผู้นำ (Super-Leadership)
หน้าที่ของผู้นำ คือ พัฒนาให้มีผู้นำมากขึ้น ไม่ใช่ให้มีผู้ตามมากขึ้น “The function of leadership is to produce more leaders, not more followers” (Ralph Nader)

ระดับของการพัฒนาคนไปสู่ภาวะผู้นำ มี ๓ ระดับ
ระดับ 1  Encouraging to play a more active role in work  ดึงดูดใจ กระตุ้นให้เข้ามามีส่วนร่วม มีบทบาทมากขึ้น มีความกระตือรือร้น ใช้ทฤษฎี (needs) ของมาสโลว์
ระดับ 2  Involving taking responsibility for improving มีส่วนร่วมมากขึ้น คือเข้ามาทำงานอย่างเต็มใจ มีความรับผิดชอบที่จะปรับปรุงตัวเอง ให้งานที่ยากขึ้น ทำให้เก่งขึ้น
ระดับ 3 Enabling to make more and bigger พัฒนาสูงสุด บอกเป้าหมาย (เป็นวิธีการมอบความไว้วางใจ) ทำให้ไว้ใจได้ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยงาน

การพัฒนาภาวะผู้นำในตน
ลักษณะสำคัญขั้นพื้นฐาน (Primary human endowments)
1.พร้อมรุกเสมอ (Be proactive) คาดการณ์ว่าอะไรจะเกิด
2.มองไปที่จุดหมาย (Begin with the end in mind) มีเป้าหมายในใจ จะทำอะไรเพื่ออะไร
3.รู้ว่าอะไรมาก่อนอะไรมาหลัง (Put first things first) จัดลำดับความสำคัญ บริหารเวลา อะไรเป็นเรื่องสำคัญต้องทำ จัด Priority
ลักษณะสำคัญขั้นมัธยฐาน (Secondary endowments)
1.คิดแบบชนะด้วยกัน (Think Win/Win) สร้างการมีส่วนร่วม องค์กรไม่เสียหายได้ประโยชน์
2.เข้าใจในคนอื่นก่อนแล้วจึงทำให้คนอื่นเข้าใจในตน (Seek first to understand, then to be understand)
3.สามารถรวมพลังให้เกิดการสร้างสรรค์ได้ (Synergize is the endowment of creativity) สร้างทีมเครือข่ายความเชื่อมโยง
4.การหมั่นฝึกฝนไม่หยุดนิ่ง (Sharpen the Saw is the unigue endowment of continuous improvment or self-renewal) ขยันหมั่นเพียร ฝึกฝนตัวเอง (ลับมีดให้คมตลอดเวลา)

“ผู้นำยุคใหม่”
    ตำแหน่งไม่สำคัญอะไร อย่ามัวแต่หวงตำแหน่งเพื่อที่จะเป็น Leadership แต่ดูคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่เราทำ

“ Great leaders don’t tell you what
   to do……………they show you how it’s done. ”

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

การเรียนรู้การใช้งาน iPhone รุ่น 1

ผู้เล่าเรื่อง : น.ส.ชัญญา ศรัณย์วงศ์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : นักวิชาการคลังชำนาญการ
หน่วยงาน : กลุ่มพัฒนาระบบลูกจ้าง
หลักสูตรฝึกอบรม : การเรียนรู้การใช้งาน iPhone รุ่น 1
หน่วยงานผู้จัด : สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
วัตถุประสงค ของหลักสูตร / โครงการฝEกอบรม
เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้การใช้งาน iPhone ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานโทรศัพท์ ดูแผนที่ GPS
การถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ดูหนัง ฟังเพลง แชท รับ-ส่ง E-mail ท่องอินเทอร์เน็ต โหลดแอพพลิเคชั่น พร้อมเทคนิคการใช้งาน




โครงการทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ประจำปี 2557

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวขนิษฐา  วงษ์โพธิ์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนักงานคลังจังหวัดชัยนาท
หลักสูตรฝึกอบรม : โครงการทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ประจำปี 2557                        
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อประเมินความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐในระดับกระทรวง กรม และจังหวัด
๒) เพื่อนำผลการประเมิน เป็นข้อมูลในการกำหนดแนวทางการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการสำหรับเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐในภาพรวม

พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540
หมวด  ๑ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
มาตรา ๗ หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้
ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
(๑) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน
(๒) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน
(๓) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสาร หรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ
(๔) กฎ  มติคณะรัฐมนตรี  ข้อบังคับ  คำสั่ง  หนังสือเวียน  ระเบียบ  แบบแผน นโยบาย
หรือการตีความ  ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ เพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง
(๕) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
ข้อมูลข่าวสารใดที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้วให้หน่วยงานของรัฐรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งไว้เผยแพร่เพื่อขายหรือจำหน่ายจ่ายแจก ณ ที่ทำการของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นตามที่เห็นสมควร
มาตรา ๙ ภายใต้บังคับมาตรา  ๑๔  และมาตรา  ๑๕  หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้   ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
(๑) ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคำสั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว
(๒) นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา  ๗ (๔)
(๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ
(๔) คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน
(๕) สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา  ๗ วรรคสอง
(๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทำบริการสาธารณะ
(๗) มติคณะรัฐมนตรี  หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี  ทั้งนี้ ให้ระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย
(๘) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
ข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามวรรคหนึ่ง  ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา  ๑๕ อยู่ด้วย  ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น
บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตามย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนาหรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งได้  ในกรณีที่สมควรหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ จะวางหลักเกณฑ์เรียกค่าธรรมเนียมในการนั้นก็ได้   ในการนี้ให้คำนึง ถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประกอบด้วย ทั้งนี้เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใดให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง มาตรา ๑๑ นอกจากข้อมูลข่าวสารของราชการที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หรือที่จัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้แล้ว หรือที่มีการจัดให้ประชาชนได้ค้นคว้าตามมาตรา ๒๖ แล้ว ถ้าบุคคลใดขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการและคำขอของผู้นั้นระบุข้อมูลข่าวสารที่ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามควร  ให้หน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบจัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นให้แก่ผู้ขอภายในเวลาอันสมควร เว้นแต่ผู้นั้นขอจำนวนมากหรือบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

ข้อมูลข่าวสารของราชการใดมีสภาพที่อาจบุบสลายง่าย  หน่วยงานของรัฐจะขอขยายเวลาในการจัดหาให้หรือจะจัดทำสำเนาให้ในสภาพอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ข้อมูลข่าวสารนั้นก็ได้
ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐจัดหาให้ตามวรรคหนึ่งต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แล้วในสภาพที่พร้อมจะให้ได้ มิใช่เป็นการต้องไปจัดทำ วิเคราะห์ จำแนก  รวบรวม  หรือจัดให้มีขี้นใหม่ เว้นแต่เป็นการแปรสภาพเป็นเอกสารจากข้อมูลข่าวสารที่บันทึกไว้ในระบบการบันทึกภาพหรือเสียง  ระบบคอมพิวเตอร์  หรือระบบอื่นใด  ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด  แต่ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่ากรณีที่ขอนั้นมิใช่การแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า  และเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพสำหรับผู้นั้นหรือเป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ  หน่วยงานของรัฐจะจัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นให้ก็ได้
บทบัญญัติวรรคสามไม่เป็นการห้ามหน่วยงานของรัฐที่จะจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการใดขึ้นใหม่ให้แก่ผู้ร้องขอ หากเป็นการสอดคล้องด้วยอำนาจหน้าที่ตามปกติของหน่วยงานของรัฐนั้นอยู่แล้ว
ให้นำความในมาตรา  ๙ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่  มาใช้บังคับแก่การจัดหาข้อมูลข่าวสารให้ตามมาตรานี้ โดยอนุโลม
หมวด  ๒ ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย
มาตรา ๑๕ ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้ โดยคำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ  ประโยชน์สาธารณะ  และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน
(๑) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ  ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ
(๒) การเปิดเผยจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ  หรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้  ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการฟ้องคดี การป้องกัน การปราบปราม การทดสอบ  การตรวจสอบ  หรือการรู้แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารหรือไม่ก็ตาม
(๓) ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด  แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ  รายงานข้อเท็จจริง  หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว
(๔) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด
(๕) รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร
(๖) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย  หรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ประสงค์ให้ทางราชการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น
(๗) กรณีอื่นตามที่กำหนดให้พระราชกฤษฎีกา
คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้  แต่ต้องระบุไว้ด้วยว่าที่เปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด และให้ถือว่าการมีคำสั่งเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการเป็นดุลพินิจโดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามลำดับสายการบังคับบัญชา  แต่ผู้ขออาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
หมวด  ๓ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล
มาตรา ๒๓ หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลดังต่อไปนี้
(๑) ต้องจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเพียงเท่าที่เกี่ยวข้อง และจำเป็นเพื่อการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์เท่านั้น  และยกเลิกการจัดให้มีระบบดังกล่าวเมื่อหมดความจำเป็น
(๒) พยายามเก็บข้อมูลข่าวสารโดยตรงจากเจ้าของข้อมูล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่จะกระทบถึงประโยชน์ได้เสียโดยตรงของบุคคลนั้น
(๓) จัดให้มีการพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา และตรวจสอบแก้ไขให้ถูกต้องอยู่เสมอเกี่ยวกับสิ่งดังต่อไปนี้
(ก) ประเภทของบุคคลที่มีการเก็บข้อมูลไว้
(ข) ประเภทของระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล
(ค) ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ
(ง) วิธีการขอตรวจดูข้อมูลข่าวสารของเจ้าของข้อมูล
(จ) วิธีการขอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล
(ฉ) แหล่งที่มาของข้อมูล
(๔) ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลในความรับผิดชอบให้ถูกต้องอยู่เสมอ
(๕) จัดระบบรักษาความปลอดภัยให้แก่ระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ตามความเหมาะสม  เพื่อป้องกันมิให้มีการนำไปใช้โดยไม่เหมาะสมหรือเป็นผลร้ายต่อเจ้าของข้อมูล
ในกรณีที่เก็บข้อมูลข่าวสารโดยตรงจากเจ้าของข้อมูล  หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ที่จะนำข้อมูลมาใช้  ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ  และกรณีที่ขอข้อมูลนั้นเป็นกรณีที่อาจให้ข้อมูลได้โดยความสมัครใจหรือเป็นกรณีมีกฎหมายบังคับ
หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบในกรณีมีการให้จัดส่งข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไปยังที่ใดซึ่งจะเป็นผลให้บุคคลทั่วไปทราบข้อมูลข่าวสารนั้นได้  เว้นแต่เป็นไปตามลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ
มาตรา ๒๔ หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่น โดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนั้นมิได้  เว้นแต่เป็นการเปิดเผยดังต่อไปนี้
(๑) ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของตน เพื่อการนำไปใช้ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น
(๒) เป็นการใช้ข้อมูลตามปกติภายในวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น
(๓) ต่อหน่วยงานของรัฐที่ทำงานด้วยการวางแผน หรือการสถิติ หรือสำมะโนต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้ไม่ให้เปิดเผยต่อไปยังผู้อื่น
(๔) เป็นการให้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย โดยไม่ระบุชื่อหรือส่วนที่ทำให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลใด
(๕) ต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง  เพื่อการตรวจดูคุณค่าในการเก็บรักษา
(๖) ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อการป้องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย  การสืบสวน  การสอบสวน  หรือการฟ้องคดี  ไม่ว่าเป็นคดีประเภทใดก็ตาม
(๗) เป็นการให้ซึ่งจำเป็น เพื่อการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพของบุคคล
(๘) ต่อศาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอข้อเท็จจริงดังกล่าว
(๙) กรณีอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง (๓) (๔) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘)  และ (๙) ให้มีการจัดทำบัญชีแสดงการเปิดเผยกำกับไว้กับข้อมูลข่าวสารนั้น  ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๕ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕  บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน  และเมื่อบุคคลนั้นมีคำขอเป็นหนังสือ หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารนั้นจะต้องให้บุคคลนั้นหรือผู้กระทำการแทนบุคคลนั้นได้ตรวจดูหรือได้รับสำเนาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลนั้น  และให้นำมาตรา ๙ วรรคสอง และวรรคสาม  มาใช้บังคับโดยอนุโลม
การเปิดเผยรายงานการแพทย์ที่เกี่ยวกับบุคคลใด  ถ้ากรณีมีเหตุอันควรเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเปิดเผยต่อเฉพาะแพทย์ที่บุคคลนั้นมอบหมายก็ได้
ถ้าบุคคลใดเห็นว่าข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนส่วนใดไม่ถูกต้องตามที่เป็นจริง ให้มีสิทธิยื่นคำขอเป็นหนังสือให้หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนนั้นได้ ซึ่งหน่วยงานของรัฐจะต้องพิจารณาคำขอดังกล่าว และแจ้งให้บุคคลนั้นทราบโดยไม่ชักช้า
ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารให้ตรงตามที่มีคำขอ ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งไม่ยินยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสาร  โดยยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ  และไม่ว่ากรณีใดๆ ให้เจ้าของข้อมูลมีสิทธิร้องขอให้หน่วยงานของรัฐหมายเหตุคำขอของตนแนบไว้กับข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องได้
ให้บุคคลตามที่กำหนดในกฎกระทรวงมีสิทธิดำเนินการตามมาตรา ๒๓  มาตรา ๒๔ และมาตรานี้แทนผู้เยาว์  คนไร้ความสามารถ  คนเสมือนไร้ความสามารถหรือเจ้าของข้อมูลที่ถึงแก่กรรมแล้วก็
หมวด  ๗ บทกำหนดโทษ
มาตรา ๔๐ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการที่สั่งตามมาตรา  ๓๒   ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน  หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๑ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา ๒๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี  หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

การออม การลงทุน และการวางแผนทางการเงิน

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวนันท์ชญาน์ พรพลประชาสิทธิ์ และนางสาวสมศรี  ทรงสุโรจน์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังชำนาญการ และเจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน ตามลำดับ
หน่วยงาน :  สำนักกฎหมาย กลุ่มงานกฎหมายและระเบียบด้านการเบิกจ่าย และฝ่ายบริหารทั่วไป
หลักสูตรฝึกอบรม  :  การออม การลงทุน และการวางแผนทางการเงิน
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักนโยบายการออม การลงทุน (สอล.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการออม การลงทุน และเตรียมความพร้อมในการวางแผนทางการเงิน
ภาพรวมการออมและการออมเพื่อการเกษียณอายุ
รัฐมีนโยบายในการสนับสนุนการออมเพื่อการเกษียณ โดยการสร้างช่องทางการออมเพื่อการเกษียณ ที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนออมและออมต่อเนื่อง ดังนี้
1.กองทุนประกันสังคม สำหรับพนักงานเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ใช่ข้าราชการ
2.กองทุน กบข. สำหรับข้าราชการ
3.กองทุนครูโรงเรียนเอกชน สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชน
4.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับพนักงานเอกชน พนักงานรัฐวิสาหกิจ ลูกจ้างหน่วยงานราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ใช่ข้าราชการ
5.กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ สำหรับบุคคลทั่วไป
6.ประกันชีวิตแบบบำนาญ สำหรับบุคคลทั่วไป

การเตรียมความพร้อมทางการเงินรับวัยเกษียณ
มี 5 ขั้นตอน ดังนี้
1.กำหนดอายุเกษียณ
2.ประมาณระยะเวลาหลังเกษียณ
3.ประมาณค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ
4.ประมาณรายได้หลังเกษียณ
5.วางแผนการออมในปัจจุบัน

ตลาดทุนและตราสารทางการเงิน
ตลาดทุน  คือ ตลาดการเงินที่เป็นแหล่งกลางที่เชื่อมโยงโดยตรงระหว่างผู้ออม ซึ่งต้องการนำเงินกู้ยืม หรือลงทุนระยะยาว  และผู้ลงทุนซึ่งแสวงหาเงินทุนระยะยาว  เพื่อนำไปใช้ในการก่อตั้งกิจการ หรือเพื่อขยายกิจการ
ลักษณะของตลาดทุนเป็นแหล่งเงินกู้ระยะยาว คือ มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป
ความสำคัญของตลาดทุน
1.  เป็นแหล่งระดมเงินทุน
2.  เป็นแหล่งสะสมทุน
3.  ธุรกิจสามารถระดมทุนได้อย่างรวดเร็ว มีจำนวนเพียงพอกับความต้องการ
4.  เป็นแหล่งระดมเงินทุนที่เสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการกู้ยืมจากแหล่งอื่น
5.  เป็นประโยชน์ต่อความเจริญเติมโตทางเศรษฐกิจ เช่น ทรัพยากรถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น เกิดการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น สภาพเศรษฐกิจดีขึ้น และป้องกันมิให้เงินออมลดค่าลงอันเนื่องมาจากเงินเฟ้อ

ประเภทของตลาดทุนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.  ตลาดแรกหรือตลาดหลักทรัพย์ที่ออกใหม่  คือ แหล่งกลางที่มีการเสนอขาย หรือจำหน่ายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ครั้งแรกแก่ประชาชน หรือนิติบุคคลทั่วไป หลักทรัพย์ที่นำออกจำหน่ายได้แก่ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ หุ้นกู้ หรือพันธบัตร ฯลฯ
2.  ตลาดรองหรือตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ คือ แหล่งกลางในการติดต่อซื้อขายหลักทรัพย์ที่เคยผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว  การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดรองเป็นเพียงการโอนเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นเท่านั้น ตลาดรองไม่ได้ทำหน้าที่ระดมเงินทุนจากประชาชน แต่ทำหน้าที่สนับสนุนการระดมเงินออมจากตลาดแรก และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกว่าเขาสามารถขายหลักทรัพย์นั้นได้เมื่อต้องการเงินสด หรือเมื่อต้องการได้กำไรจากการขายหุ้น
ตราสารทางการเงิน  คือ  หลักฐานแสดงการถือครองและสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์นำออกมาจำหน่ายเพื่อระดมเงินจากผู้ลงทุน และนำมาจดทะเบียนเพื่อให้มีการซื้อขายในตลาดรอง
ตราสารทางการเงินที่ทำการซื้อขายในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1.  ตราสารทุน  เป็นตราสารที่ให้สิทธิการเป็น “เจ้าของกิจการ” แก่ผู้ลงทุน ดังนั้น ในฐานะเจ้าของกิจการ ผู้ลงทุนจึงมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีถ้ากิจการมีผลการดำเนินงานดี และมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนหรือไม่ได้ผลตอบแทนถ้าผลการดำเนินงานของกิจการไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย
2.  ตราสารหนี้  เป็นตราสารที่ให้สิทธิการเป็น  “เจ้าหนี้ของกิจการ” แก่ผู้ลงทุน ซึ่งในฐานะเจ้าหนี้  ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนหรือผลประโยชน์อื่น ๆ ตามที่ได้มีการกำหนดไว้ โดยผู้ออกตราสารหนี้จะระบุอัตราผลตอบแทน กำหนดวันจ่ายดอกเบี้ยและวันครบอายุหรือกำหนดไถ่ถอนตราสารไว้อย่างชัดเจน
3.  หน่วยลงทุน  เป็นตราสารที่ออกจำหน่ายและบริหารการลงทุนโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) เพื่อระดมเงินเข้า “กองทุนรวม” ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนที่ระบุไว้ในหนังสือ  ชี้ชวน ผู้ลงทุนมีฐานะเป็น “เจ้าของร่วมในทรัพย์สินของกองทุนรวม”จึงมีส่วนได้ส่วนเสียและได้รับผลตอบแทนตามผลการดำเนินงานของกองทุน ซี่งจุดเด่นของการลงทุนในกองทุนรวมก็คือ การมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุนดูแลการลงทุนให้ จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ไม่มีเวลาดูแลการลงทุนด้วยตนเอง
4.  ตราสารอนุพันธ์  เป็นสัญญาทางการเงินที่ทำขึ้นในปัจจุบัน เพื่อตกลงซื้อขายหรือให้สิทธิในการ ซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้นสามัญ  ดัชนีหลักทรัพย์  อัตราแลกเปลี่ยน  ทองคำ  น้ำมัน ฯลฯ ในอนาคต กล่าวคือ ทำสัญญาตกลงกันวันนี้ว่าจะซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงจำนวนกี่หน่วย ที่ราคาเท่าใด แล้วจะส่งมอบและชำระราคากันเมื่อใด ลักษณะเฉพาะของตราสารอนุพันธ์ คือ  “มีอายุสัญญาจำกัด” เมื่อครบอายุสัญญา มูลค่าของตราสารก็จะหมดลง นอกจากนี้ราคาตราสารอนุพันธ์ก็จะผันผวนไปตามราคาสินทรัพย์อ้างอิง ผู้ลงทุนจึงมักใช้ตราสารอนุพันธ์เป็นเครื่องมือเพื่อป้องกันความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม หลักทรัพย์หรือตราสารทางการเงินแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน จึงให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงที่มากน้อยแตกต่างกัน การจะเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ชนิดใด เป็นจำนวนเท่าใดและเมื่อใด  จึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการลงทุนระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และความคาดหวังในผลตอบแทนที่จะได้รับของผู้ลงทุนแต่ละคน  ซึ่งมักแปรผันไปตามปัจจัยที่เกี่ยวข้องในแต่ละช่วงเวลา
องค์กรกำกับดูแลระบบการเงินไทย
1.  บทบาทของรัฐบาล
- กำหนดนโยบาย (Establishing the Policy) รัฐบาลมีบทบาททั้งทางตรงและทางอ้อมในระบบการเงินเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพผ่านนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง อาทิเช่น จัดหาเงินทุนให้กับรัฐบาล การบริหารหนี้สาธารณะ และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ
- การกำกับดูแล (Supervision) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในระบบการเงินของประเทศ โดยผ่านหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อผลลัพธ์ 3 ประการ ได้แก่ การคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย   การรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในตลาดการเงิน และการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาตลาดเงินตลาดทุน

2.  บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
- ดูแลการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ ของบริษัทที่ต้องการกระจายหลักทรัพย์แก่ประชาชน
- กำกับดูแลธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อดูแลผู้ประกอบอาชีพในการเป็นนายหน้าการค้าหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาการลงทุน  กองทุนรวม  กองทุนส่วนบุคคล
- ดูแลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ซึ่งเป็นตลาดรองสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์  
- การเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ
- การป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์
3.  บทบาทของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
- เสริมสร้างการระดมเงินลงทุนระยะยาว เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
- จัดให้มีระบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
- ดูแลและคุ้มครองผลประโยชน์ผู้ลงทุน
- ส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนโดยรวมของประเทศ

การออมและการวางแผนทางการเงินสำหรับข้าราชการ ( กบข.)
แผนทางเลือกการลงทุน มีให้สมาชิกเลือก 5 แผน ดังนี้
1.  แผนหลัก : การลงทุนในสินทรัพย์มั่นคงสูงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และมีเป้าหมายผลตอบแทน การลงทุนที่ชนะเงินเฟ้อ ภายใต้ความเสี่ยงที่พอเหมาะสมาชิกที่ไม่ได้แจ้งความประสงค์จะเปลี่ยนแผน กบข. จะนำเงินของท่านมาบริหารอยู่ในแผนหลัก
2.  แผนผสมหุ้นทวี :  การลงทุนมีการกระจายลงทุนในหลักทรัพย์หลายประเภท และด้วยสัดส่วนการลงทุนที่มีตราสารทุน (หุ้น) มาก จึงอาจมีความผันผวนของราคาสูงในแต่ละช่วง (ในระยะสั้นมีโอกาสขาดทุนได้) เพื่อแลกกับโอกาสในการทำกำไรที่สูงในระยะยาวเหมาะสำหรับสมาชิกที่มีอายุน้อยและมีระยะเวลาในการลงทุนยาว
3.  แผนตราสารหนี้ : เลือกลงทุนเฉพาะหลักทรัพย์ประเภทตราสารแสดงสิทธิในหนี้(ระยะสั้นและ   ระยะยาว) เท่านั้น ไม่มีการลงทุนในตราสารทุน ความเสี่ยงจากการลงทุนค่อนข้างต่ำ หมายถึงโอกาสสร้างผลตอบแทน ที่น้อยด้วยเช่นกัน เหมาะสำหรับสมาชิกที่ต้องการความเสี่ยงต่ำ รับได้กับการค่อย ๆ สะสมผลตอบแทน ทีละเล็กทีละน้อย
4.  แผนตลาดเงิน : ลงทุนในตราสารแสดงสิทธิในหนี้ระยะสั้นเท่านั้น ผลตอบแทนจึงน้อยกว่าแผนการลงทุนอื่นทุกแบบ มีโอกาสที่ผลการลงทุนอาจต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เน้นความปลอดภัยของเงินต้นเป็นสำคัญ มีความเสี่ยงต่ำที่สุดจากแผนเหมาะสำหรับสมาชิกที่เหลือระยะเวลาในการลงทุนน้อยหรือใกล้เกษียณ
5.  แผนสมดุลตามอายุ : เป็นแผนการลงทุนใหม่ที่เปิดตัวเมื่อมีนาคม 2556  มีการปรับลดความเสี่ยงของสินทรัพย์ลงทุนเมื่อสมาชิกอายุเพิ่มขึ้น มีการปรับความเสี่ยงของแผนให้สมาชิกอัตโนมัติ สมาชิกเลือกเปลี่ยนแผนนี้เพียงครั้งเดียวก็ไม่ต้องกังวลต่อไปว่าถึงเวลาเปลี่ยนแผนเพื่อให้สอดคล้องกับอายุที่เพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร
เหมาะสำหรับสมาชิกทุกคน สมาชิกที่อายุราชการมากกว่า 60 ปี ก็สามารถเลือกแผนนี้ได้

การออมเพิ่ม
การบริการที่ กบข. เปิดโอกาสให้สมาชิกแจ้งความประสงค์ออมเงินกับ กบข. ได้มากกว่าอัตราการออมปกติ 3% ของเงินเดือน โดยมีอัตราการออมเพิ่มให้เลือกได้ตั้งแต่ 1% -12% ของเงินเดือน และเมื่อรวมกับอัตราการออมปกติแล้วไม่เกิน 15% ของเงินเดือน โดยรัฐยังคงส่งเงินสมทบในอัตรา 3% และเงินชดเชย 2% ของเงินเดือนสมาชิกเช่นเดิม
การออมต่อการบริหารเงินออมสำหรับสมาชิกที่เกษียณอายุราชการ หรือลาออกจากราชการ และสิ้นสุดสมาชิกภาพจาก กบข. แต่ยังประสงค์จะให้ กบข. บริหารเงินต่อให้เพื่อสร้างผลตอบแทนต่อเนื่อง

GPF Web Service : บริการทันใจ จัดการได้เอง ช่องทางการติดต่อ กบข. ผ่านบริการออนไลน์ ที่สมาชิกสามารถทำรายการต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ตามขั้นตอนดังนี้
1.  เข้าเว็บไซต์ กบข. www.gpf.or.th และเลือก GPF Web Service
2.  ใส่รหัสประจำตัว (13 หลัก) และรหัสผ่านที่ได้รับจาก กบข. หากไม่ทราบหรือลืมรหัสผ่าน คลิกที่ปุ่ม  “ลืมรหัสผ่าน” เพื่อทำการขอรหัสผ่านใหม่ด้วยตนเอง
3.  กรอกรหัสประจำตัวประชาชน

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

Green IT เทคโนโลยีสำหรับอนาคต กระทรวงการคลัง

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางศิริรัตน์  สวนพรหม
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน
หน่วยงาน :  สำนักงานเลขานุการกรม
หลักสูตรฝึกอบรม  :  Green IT  เทคโนโลยีสำหรับอนาคต กระทรวงการคลัง
หน่วยงานผู้จัด  :  สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการคลังและบัญชีภาครัฐ ร่วมกับกระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในระบบ Green IT
๒) เพื่อสร้างแนวคิดในการบริหารจัดการ และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : Green IT  เทคโนโลยีสำหรับอนาคต

ความหมาย  Green IT  หรือ เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม  คือ  แนวคิดในการบริหารจัดการ และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อ
•เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการการใช้พลังงาน
•ลดการใช้พลังงาน
•ลดการสร้างขยะ
•รวมถึงการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มารีไซเคิลใหม่
•ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนไดออกไซด์)
ดังนั้น เป้าหมายสูงสุด คือ อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ หรือขยะอิเล็คทรอนิคส์ต้องถูกนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด และไม่มีส่วนประกอบที่ทำจากสารพิษ อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ต้องใช้พลังงานน้อยลง แต่มีความสามารถในการทำงานมากขึ้น ตามแนวคิดที่ว่า "Maximum Megabytes for Minimum Kilowatts" ซึ่ง Green Computing ก็ถือเป็นแนวทางปฏิบัติหนึ่งที่นิยมใช้กันในองค์กรอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
ความเป็นมาและแรงผลักดัน
องค์กรธุรกิจ ได้รับรู้ความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม การปรับปรุง แก้ไข และลดปัญหาของสินค้าและบริการที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นการแสดงออกในความรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรธุรกิจนั้นมี และ Green IT ก็เป็นแนวทางปฏิบัติแนวทางหนึ่ง ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และส่งผลกระทบให้น้อยที่สุดต่อสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงอายุการใช้งาน

Green Computing  (ระบบประมวลผลรักษ์สิ่งแวดล้อม)
Green Computing เป็นการศึกษาถึงแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้มีการใช้งานทรัพยากรของระบบประมวลผลให้ได้ประสิทธิภาพอย่างคุ้มค่า ที่สุด เมื่อเทียบกับพลังงานไฟฟ้า และวัสดุต่างๆ ที่ต้องใช้งานไป โดยแนวทางในการใช้งานเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ทางด้านการประมวลผลที่ดำเนินการ ไปตามแนวทางของ Green Computing นั้นจะยึดหลัก 3 ประการด้วยกันที่เรียกว่า  “Triple Bottom Line” ประกอบด้วย
๑)การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Viability)
๒)การรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility)
๓)ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact)
ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปจากการดำเนินธุรกิจ ทั่วๆ ไปบ้าง ที่มีจุดมุ่งหมายอยู่เฉพาะที่หัวข้อทางด้านการเจริญเติบโตของธุรกิจเท่านั้น เมื่อได้มีการนำโซลูชั่นทางด้านระบบประมวลผลเข้ามาใช้งาน
แนวทาง ปฏิบัติของ Green IT Virtualization
เทคโนโลยีที่นำเอาคอมพิวเตอร์ Server ที่มีอยู่นำมารวมกันในทาง Logical เพื่อแบ่งเบาและกระจายภาระหน้าที่หรือ Load ใดๆ ของเครื่อง Server เครื่องใดเครื่องหนึ่งที่ทำงานหนักเกินไป โดยกระจายงานนั้นออกไปยังเครื่อง Server เครื่องใดๆ ที่ยังอยู่ในสภาวะ Idle หรือ Load น้อยให้ช่วยทำงานนั้นๆ
ซึ่งหลักการของการ Virtualization หรือการ Consolidate Server ถ้าอยู่ในแวดวงของการทำธุรกิจ แนวความคิดนี้ก็ไปตรงกับแนวคิดของผู้บริหารที่อยู่ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย อย่างในยุคปัจจุบันคือเรื่องของ Profit Maximize ซึ่งที่จริงมันก็คือการที่องค์กรจะต้องทำอย่างไรถึงจะได้สิ่งที่มีประโยชน์ สูงสุด โดยลงทุนหรือลดต้นทุนให้น้อยที่สุดนั่นเอง
Power Management (การจัดการพลังงาน)
แนวคิดที่ว่าจะทำอย่างไรจึงสามารถประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟฟ้า และลดการเกิดความร้อนที่เกิดจากการใช้งานเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด โดยแนวคิดนี้ก็คือหลักการเดียวกันกับตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศที่มีเบอร์ 5 และอุปกรณ์ Power  Supply ในเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มีมาตรฐานนี้รับรองเช่นเดียวกันคือ 80 Plus ที่สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 20%
มาตรฐานทางด้านอุตสาหกรรมแบบเปิดที่เรียก ว่า Advanced Configuration and Power Interface (ACPI) ได้เปิดช่องทางให้ระบบปฏิบัติการสามารถเข้าจัดการการใช้พลังงานของอุปกรณ์ ต่าง ๆ ได้โดยตรง ตามลักษณะการทำงานของอุปกรณ์นั้น ๆ ด้วยมาตรฐานนี้ช่วยให้ระบบสามารถปิดการทำงานของอุปกรณ์บางส่วน เช่น ฮาร์ดดิสก์ มอนิเตอร์ เป็นต้น ลงไปเมื่อไม่มีการทำงานช่วงเวลาหนึ่ง และยังรวมไปถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในระบบลงไปแทบจะทั้งหมด แบบ Hibernate รวมถึงการปิดหน่วยประมวลผลและหน่วยความจำหลักของระบบลงไปด้วย ซึ่งจะช่วยลดอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าลงไปได้อย่างมากมาย และเพื่อให้สามารถคืนการทำงานให้ระบบกลับมาเหมือนเดิม อุปกรณ์บางชิ้น เช่น คีย์บอร์ด เน็ตเวิร์กการ์ด หรืออุปกรณ์ USB เป็นต้น ต้องมีไฟฟ้าเลี้ยงไว้ เพื่อรอการกดจากผู้ใช้งานให้ระบบกลับคืนมาสู่สภาวะพร้อมทำงานอีกเหมือนเดิม อุปกรณ์เชื่อมต่อภายนอกบางชิ้นก็มีระบบจัดการพลังงานไฟฟ้าอยู่ในตัวเอง อย่างเช่น เครื่องพิมพ์ จอแสดงผล สแกนเนอร์ ลำโพง และฮาร์ดดิสก์ภายนอก เป็นต้น สามารถปิดการทำงานของตัวเองลงไปได้ เมื่อผ่านระยะเวลาที่ไม่มีการใช้งานช่วงหนึ่งไป

สกรีนเซฟเวอร์ไม่ ลดการใช้พลังงาน
ถ้าสกรีนเซฟเวอร์ที่แสดงผลภาพขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ นานกว่า 5 นาทีขึ้นไป นั่นแสดงว่ากำลังเสียพลังงานไฟฟ้าไปโดยเปล่าประโยชน์  เพราะโปรแกรมสกรีนเซฟเวอร์ ถูกออกแบบมาเพื่อช่วย    ยืดอายุของจุดภาพบนหน้าจอรุ่นเก่าที่ในหลอดภาพมีฟอสฟอรัสบรรจุอยู่ภายใน แต่โปรแกรมสกรีนเซฟเวอร์ไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อใช้งานกับจอ LCD และไม่ได้ช่วยให้มีการประหยัดพลังงานแต่อย่างใด
สกรีนเซฟเวอร์ที่แสดงผลด้วยการเลื่อนภาพ บางอย่างไปมาบนหน้าจอ  มีอัตราการใช้พลังงาน  ไฟฟ้าในระดับเดียวกันกับการใช้งานแบบปกติ และถ้าเป็นโปรแกรมสกรีนเซฟเวอร์ที่ต้องให้หน่วยประมวลผลช่วยประมวลผลด้วย แล้ว จะยิ่งเพิ่มอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าขึ้นไปอีกโดยปริยาย   ถ้าจะเลือกใช้งานสกรีนเซฟเวอร์ที่ช่วยลดอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้า การเลือกสกรีนเซฟเวอร์แบบ Blank จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แม้ว่าจะช่วยลดเปอร์เซ็นต์ของการใช้พลังงานได้น้อยมากก็ตาม

Materials Recycling ถึงแม้ว่าชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะไมสามารถนำไป Recycle ได้ แต่การใช้งานอย่างคุ้มค่าตามความเหมาะสมกับงาน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกครั้งเมื่อมีโปรแกรมใหม่ๆ เข้ามา การดูแลรักษาให้ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งในการรักษาโลกร้อนและใช้งานตามแนวทางของ Green computing ได้

Telecommuting เทคโนโลยีการสื่อสารแบบทางไกล Telecommuting ที่ช่วยให้สามารถเปิดโลกของการสื่อสารได้หลายช่องทางและไร้พรมแดน ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันง่ายขึ้นผ่านระบบที่เรียกว่า Teleconference โดยระบบนี้สามารถสื่อสารกันในลักษณะ Remote ที่ต่างฝ่ายต่างอยู่กันคนละที่ แต่พบปะ นัดหมายพูดคุย และประชุมงานร่วมกันได้แทนการออกไปเผาผลาญน้ำมันรถ และประหยัดเวลาการเดินทาง โดยอีกฝ่ายต่างเห็นหน้าของอีกฝ่ายผ่านจอทีวีหรือจอคอมพิวเตอร์แทนโดยใช้ อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ ซึ่งการประชุมแบบ Teleconference นี้จะเห็นภาพและเสียงของผู้เข้าร่วมประชุม อีกทั้งยังสามารถรับส่งไฟล์ได้ด้วย ทั้ง Video, Voice และ Data

แนวทางอื่นๆ
ยังมีแนวทางปฏิบัติอื่นๆ อีกหลายแนวทางของ Green Computing แนวทางปฏิบัติเหล่านี้เกี่ยวเนื่องมาจากการใช้งานระบบไอทีนั่นเอง นั่นคือ เช่น การประหยัดการใช้งานกระดาษ การกำจัดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆ และแนวทางการตัดสินใจเลือกอุปกรณ์ชิ้นใหม่ เป็นต้น

การประหยัดการใช้งานกระดาษ ตัวอย่าง แนวทางในการประหยัดการใช้งานกระดาษ เช่น
1.พิมพ์เอกสารด้วยขนาดตัวอักษรที่เล็กที่สุดเท่าที่จะสามารถอ่านได้ โดยการดูตัวอย่างการพิมพ์จากโปรแกรมสั่งพิมพ์ก่อนที่จะพิมพ์ ซึ่งจะช่วยให้ลดจำนวนหน้ากระดาษที่ต้องพิมพ์ลงได้ เมื่อเทียบกับการพิมพ์ด้วยตัวอักษรหรือภาพขนาดใหญ่ แต่ทางที่ดีที่สุดในการประหยัดก็คือ บันทึกงานที่ต้องการเก็บนั้นไว้ในดิสก์
2.กระดาษที่พิมพ์แล้วให้นำกลับมาใช้งานใหม่ ด้วยการเก็บรวบรวมไว้ส่งจำหน่ายให้กับผู้รับซื้อ หรือกระดาษที่พิมพ์เพียงด้านเดียวก็ให้นำอีกด้านมาใช้งาน
3.เลือกใช้งานเฉพาะกระดาษที่สามารถนำกลับมางานได้ใหม่ (Recycle) ได้เท่านั้น
4.บันทึกอีเมล์สำคัญไว้บนดิสก์แทนการพิมพ์ออกมาบนกระดาษ
5.ให้ใช้งานอีเมล์แทนการใช้แฟกซ์ หรือส่งแฟกซ์ออกไปจากคอมพิวเตอร์โดยตรง  ทำให้ไม่ต้องพิมพ์เอกสารออกมาก่อนแล้วค่อยส่งแฟกซ์และระบุผู้รับพร้อมข้อ ความไว้ด้านบนของหน้าแฟกซ์ โดยไม่ต้องใช้ใบนำหน้าแฟกซ์ ที่จะต้องเสียกระดาษไปอีกด้านหนึ่ง
6.แนะนำให้เลือกซื้อเครื่องพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ได้ 2 หน้ากระดาษในตัวเอง
7.เอกสารที่ใช้งานร่วมกัน เช่น เอกสารในการประชุม เป็นต้น ให้ใช้วิธีแบ่งกันดูในห้องประชุม แล้วแจกจ่ายเอกสารเดียวกันทางอีเมล์ให้กับทุกคนอีกทีหนึ่ง

การเลือกใช้อุปกรณ์ สิ่ง ที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อหรือเลือกใช้งานอุปกรณ์ทางด้านไอที มีดังต่อไปนี้
1.มีความจำเป็นในการใช้งานคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์นั้นจริงหรือไม่
2.สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานด้วยการอัพเกรดแทนการซื้อใหม่ได้หรือไม่
3.สามารถใช้ซอฟต์แวร์ทำงานแทนฮาร์ดแวร์ที่ต้องการนั้นได้หรือไม่
4.เลือกซื้อเฉพาะอุปกรณ์ที่ป้ายฉลาก “Energy Star” เท่านั้น
5.เลือกซื้อจอมอนิเตอร์ที่มีขนาดใหญ่เท่าที่จำเป็นต้องใช้งานเท่านั้น
6.เลือกซื้อเครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ตแทนแบบเลเซอร์ จะช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าถึง 80-90% และมีคุณภาพการพิมพ์ที่เท่าเทียมกัน
7.เลือกซื้อเครื่องพิมพ์ที่สามารถต่อเข้ากับระบบเครือข่าย และเปิดแชร์การใช้งานเครื่องพิมพ์ร่วมกัน
เมื่อต้องซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ แนะนำให้เลือกซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีฉลาก “Green Computers”  เพราะคอมพิวเตอร์ที่ติดฉลากนี้ ออกแบบมาเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  ใช้วัสดุที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และวัสดุบางชนิดสามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ด้วย

มาตรฐานเพื่อระบบไอทีที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้อุปกรณ์สารสนเทศและคอมพิวเตอร์สูงขึ้น ก่อให้เกิดการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นและปริมาณขยะอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นตาม มา อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากร ดังนั้นมาตรฐาน Energy Star 4.0 ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และมาตรฐาน TCO ที่เน้นความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อมจึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

RoHS มาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม
มาตรฐาน RoHS เป็นข้อกำหนดที่บังคับใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่ซื้อขายในสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี2006 ที่ผ่านมา สำหรับในประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอมริกา ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ในปัจจุบันก็เริ่มมีการกำหนดข้อบังคับในลักษณะนี้เช่นกัน

มาตรฐาน RoHS ย่อมาจาก Restriction of Hazardous Substances เป็นข้อกำหนดที่ 2002/95/EC ของสหภาพยุโรป (EU) ว่าด้วยเรื่องของการใช้สารที่เป็นอันตรายในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหมายความรวมถึงเครื่องใช้ทุกชนิด ที่ต้องอาศัยไฟฟ้าในการทำงาน เช่น โทรทัศน์ เตาอบไมโครเวฟ วิทยุ เป็นต้น ซึ่งหมายความว่า ชิ้นส่วนทุกอย่างที่ประกอบเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ตั้งแต่แผงวงจร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสายไฟ จะต้องผ่านตามข้อกำหนดดังกล่าว โดยสารที่จำกัดปริมาณในปัจจุบัน กำหนดไว้ 6 ชนิด ดังนี้
1. ตะกั่ว (Pb) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
2. ปรอท (Hg) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
3. แคดเมียม (Cd) ไม่เกิน 0.01% โดยน้ำหนัก
4. เฮกชะวาเลนท์ (Cr-VI) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
5. โพลีโบรมิเนต ไบเฟนนิลส์ (PBB) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
6. โพลีโบรมิเนต ไดเฟนนิล อีเธอร์ (PBDE) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก

อย่างไรก็ตามมาตรฐานต่างๆ ที่เน้นความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อมต่างก็ยังคงมีการวิวัฒนาการ อย่างต่อเนื่องตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งและสถานการณ์หรือ วิกฤติการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนทั้งในฐานะผู้ผลิตและผู้บริโภคจะต้องปรับตัวตาม สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ความเจริญรุดหน้าทางเทคโนโลยีสามารถอยู่รวมกันได้อย่างลงตัวที่สุด