วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

นักบริหารระดับต้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้เล่าเรื่อง  :  นายวีระ   หนูบูรณ์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  : นักวิชาการคลังชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนักงานคลังจังหวัดนราธิวาส
หลักสูตรฝึกอบรม  :  นักบริหารระดับต้น
หน่วยงานผู้จัด  :  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1) เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะผู้บังคับบัญชาและมีความพร้อมที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้างาน หรือนักบริหารระดับต้น
2) พัฒนาความรู้ และทักษะด้านการบริหารของการเป็นนักบริหาร หรือผู้กำลังจะเป็นนักบริหารให้มีความพร้อมสามารถปฏิบัติงานได้ตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่เปลี่ยนแปลง หรือกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3) เสริมสร้างความสามัคคี สามารถที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นในลักษณะที่เป็นทีมงานมีความสามารถในการคิดและทำงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้งานบรรลุผลตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน
4) เสริมสร้างประสบการณ์ให้มีความสามารถปกครองบังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยหลักการบริหารที่เหมาะสมและมีทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงาน ตลอดจนเป็นนักบริหารที่มีคุณธรรม

การที่จะเป็นนักบริหารที่ดีนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และต้องกล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นคุณสมบัติ 1 ใน 10 ข้อของนักบริหารที่ดี ซึ่งประกอบด้วย
1.ต้องรอบรู้
2.โปร่งใส
3.เป็นผู้นำ
4.เสียสละ อดทน
5.มีมนุษยสัมพันธ์
6.มีความเห็นใจผู้น้อย
7.เที่ยงธรรม
8.ทำงานร่วมกัน
9.รับผิดชอบ
10.กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง
โดยนักบริหารจะต้องปฏิบัติงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลหรือการบริการกิจการบ้านเมืองที่ดี  (Good Governance) ซึ่งมีหลักสำคัญอยู่ 6 ประการ คือ
1.หลักนิติธรรม (Equity)
2.หลักคุณธรรม (Integrity)
3.หลักความโปร่งใส (Transparency)
4.หลักความมีส่วนร่วม (Participation)
5.หลักความรับผิดชอบ (Accountabillity)
6.หลักความคุ้มค่า (Efficiency)

ความหมายของคำว่า คอร์รัปชั่น
การคอร์รัปชั่น คือ การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อบิดเบือนนโยบาย หรือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อประโยชน์ต่อตนเองหรือพวกพ้อง  โดยแบ่งความหมายของ การคอร์รัปชั่น ได้ดังนี้
1.การคอร์รัปชั่นขนาดใหญ่ (Grand corruption) เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเพื่อบิดเบือนนโยบายหรือใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบ เพื่อให้ผู้นำหรือผู้บริหารประเทศได้รับผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรของชาติ
2.การคอร์รัปชั่นขนาดเล็ก (Petty corruption) เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับกลาง ระดับล่าง ต่อประชาชนทั่วไป โดยการใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายในทางมิชอบ
3.การติดสินบน (Bribery) เป็นการเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ในรูปของเงิน สิ่งของ และสิ่งตอบแทนต่าง ๆ เพื่อจูงใจให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี
4.การยักยอก (Embezzlement) คือ นำเงินหรือสิ่งของที่ได้รับมอบหมายให้ใช้ในราชการ มาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
5.การอุปถัมภ์ (Patronage) การเล่นพรรคเล่นพวก ด้วยการคัดเลือกบุคคลจากสายสัมพันธ์ทางการเมือง (connection) เพื่อเข้ามาทำงานหรือเพื่อให้รับประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติและความเหมาะสม
6.การเลือกที่รักมักที่ชัง (Nepotism) เป็นรูปแบบการเล่นพรรคเล่นพวก โดยจะใช้อำนาจที่มีในการให้ผลประโยชน์หรือให้เจ้าหน้าที่การงานแก่เพื่อน ครอบครัว หรือบุคคลใกล้ชิด โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติและความเหมาะสม
7.ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) คือการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม
รูปแบบของการคอร์รัปชั่น
1.การรับสินบน
2.การใช้อิทธิพลส่วนตัว
3.การใช้ข้อมูลลับ
4.การรับของขวัญ
5.การทำงานนอกเวลา
6.การทำงานหลังพ้นตำแหน่ง
7.การเกี่ยวพันทางเครือญาติ
การเกิดขึ้นของคอร์รัปชั่น
การเกิดขึ้นของคอร์รัปชั่นเกิดจากช่องว่างของอำนาจ กับ การตรวจสอบ กล่าวคือถ้าอำนาจมีมากกว่าการตรวจสอบก็จะส่งผลให้เกิดการคอร์รัปชั่นสูง ในทางกลับกัน หาก อำนาจมีน้อยกว่า การตรวจสอบ ก็จะส่งผลให้คอร์รัปชั่นน้อยลง เมื่อกล่าวถึงการคอร์รัปชั่นโดยใช้อำนาจนั้นเป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ซึ่งมีการใช้อำนาจในทางที่ผิด กล่าวคือใช้อำนาจสูงสุดของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเชิงนโยบายหรือรัฐธรรมนูญ และกระทำการโดยมิได้มุ่งหวังประโยชน์สาธารณะแต่มุ่งหวังประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นหลัก เป็นการกระทำเพื่อก่อให้เกิดการทำลายระบบการปกครอง ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
สาเหตุแห่งการทำผิดของข้าราชการ
สาเหตุแห่งการกระทำผิดของข้าราชการ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
1.เพราะไม่รู้
2.เพราะความจำเป็น
2.1 เพื่อประโยชน์ทางราชการ
2.2 เกรงกลัวอิทธิพลของผู้บังคับบัญชา
3.ทุจริต
การทุจริตต่อหน้าที่ คือ การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย
การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย คือ การกระทำความผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนเองหรือพวกพ้อง
การตรวจสอบ
การตรวจสอบอำนาจการบริหาร จำเป็นจะต้องตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอกและภายใน เช่น หน่วยงานภายนอก ยกตัวอย่างเช่น สภา พนักงานสอบสวน องค์กรอิสระ ภาคประชาชน  หน่วยงานภายใน ยกตัวอย่างเช่น ผู้บังคับบัญชา ผู้ตรวจสอบภายใน เป็นต้น
กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน
กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านการคอร์รัปชั่นของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ ดังนี้
1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (เฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต)
2.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2554
3.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542
4.พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542
5.พระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543
มาตรการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 19 คระกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(11) เสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล หรือ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
(13) ดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งดำเนินการให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคลมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
จากพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่งผลให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีภารกิจดำเนินให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคลมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตรวมถึงการเสริมสร้างทัศนคติค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต เช่น การยกย่องผู้ประพฤติตนที่ชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การเสริมสร้างค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต รวมถึงการจัดเวที เสวนาเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ระหว่างคณะกรรมการ ป.ป.ช. กับสื่อมวลชน นักวิชาการ หรือกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ส่งเสริมให้ข้าราชการ มีจริยธรรมในการปฏิบัติงาน

การศึกษารายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของภาครัฐและเอกชนในภาพรวมของประเทศ

ผู้เล่าเรื่อง  :  น.ส.เฉลิมรัตน์ เรืองวราคม
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังชำนาญการ
หน่วยงาน :  กลุ่มงานสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
ชื่อโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร  :  การศึกษารายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของภาครัฐและเอกชนในภาพรวมของประเทศ
หน่วยงานผู้จัด  :  คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร
1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์รายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมที่ดำเนินการโดยรัฐ องค์การเอกชน อาสาสมัคร เปรียบเทียบต่อ GDP โดยเปรียบเทียบในแต่ละปี
2) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบาย และวางแผนการจัดสรรงบประมาณด้านการจัดสวัสดิการสังคม ให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยแท้จริง

ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : การศึกษารายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของภาครัฐและเอกชนในภาพรวมของประเทศ
1. ความเป็นมา
เป็นการศึกษาในเบื้องต้นเกี่ยวกับรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของภาครัฐและเอกชนในภาพรวมของประเทศ โดยพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจและประชากรของประเทศ และสถานการณ์งบประมาณรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของประเทศ ซึ่งรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมข้างต้นสามารถแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
(1) สวัสดิการด้านการศึกษา
(2) สวัสดิการด้านสุขภาพ
(3) สวัสดิการเด็ก เด็กด้อยโอกาส และครอบครัว
(4) สวัสดิการคนพิการ
(5) สวัสดิการผู้สูงอายุ
(6) สวัสดิการที่อยู่อาศัย
(7) สวัสดิการประกันสังคม
(8) สวัสดิการด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน
(9) สวัสดิการขับเคลื่อนสวัสดิการสังคมผ่านกองทุนด้านสังคม 5 กองทุน ได้แก่ กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม กองทุนคุ้มครองเด็ก กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
รวมทั้งประเมินผลการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายดังกล่าว ทั้งในภาพรวมระดับประเทศและระดับจังหวัด เพื่อพิจารณาว่าการจัดสรรงบประมาณมีความเหมาะสม ต่อเนื่อง ครอบคลุม และคุ้มค่า หรือไม่อย่างไร

2. วิธีการศึกษา
ผู้ศึกษาได้ดำเนินการวิจัยเรื่องดังกล่าวโดยใช้การสอบถามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ (เทคนิคเดลฟาย) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญกรอกข้อมูลรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของภาครัฐและเอกชนในภาพรวม รวมทั้งการประมาณการแนวโน้มรายจ่ายฯ ในระบบปัจจุบัน และระหว่างปี 2557 – 2560 พร้อมทั้งตั้งสมมติฐานประกอบการประมาณการค่าใช้จ่าย

3. ผลการศึกษา
ผลการประเมินผลการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของภาครัฐและเอกชนในภาพรวมของประเทศ ในเบื้องต้นพบว่าแนวโน้มการจัดสรรงบประมาณไม่สอดคล้องกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เกิดการกระจุกตัวของงบประมาณอยู่ในภาคกลาง และการจัดสรรงบประมาณมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เด็ก ซึ่งขัดแย้งกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศ อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณยังขาดความต่อเนื่องและยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และเมื่อพิจารณารายละเอียดของรายจ่ายฯ แต่ละด้าน ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า
(1) สวัสดิการด้านการศึกษา ควรคงจำนวนรายจ่ายดังกล่าวไว้เท่าเดิมแต่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพ และควรปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรทางการศึกษา
(2) สวัสดิการด้านสุขภาพ เนื่องจากอัตราการใช้บริการเพิ่มขึ้นมากในกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะโรค เช่น ไตวายเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน หัวใจ และโรคมะเร็ง จึงต้องปรับเพิ่มงบประมาณรายจ่ายนี้ ซึ่งคาดว่าประมาณ 200,000 ล้านบาท ในปี 2560
(3) สวัสดิการเด็ก เด็กด้อยโอกาส และครอบครัว ไม่มีสมมติฐานแต่อย่างใด
(4) สวัสดิการคนพิการ ไม่มีสมมติฐานแต่อย่างใด
(5) สวัสดิการผู้สูงอายุ ไม่มีสมมติฐานแต่อย่างใด
(6) สวัสดิการที่อยู่อาศัย ไม่มีสมมติฐานแต่อย่างใด
(7) สวัสดิการประกันสังคม ควรปรับเพิ่มรายจ่ายเกี่ยวกับกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพและพิการ สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และกรณีว่างงาน และควรขยายรายจ่ายไปยังแรงงานที่อยู่นอกระบบด้วย
(8) สวัสดิการด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน ไม่มีสมมติฐานแต่อย่างใด
(9) สวัสดิการขับเคลื่อนสวัสดิการสังคมผ่านกองทุนด้านสังคม 5 กองทุน ไม่มีสมมติฐานแต่อย่างใด

4. ข้อเสนอแนะ
ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุง/พัฒนารายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของภาครัฐและเอกชนในภาพรวม ดังนี้
(1) ควรมีการประเมินเกี่ยวกับประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า ของการลงทุนรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคม
(2) ควรสร้างเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของรายจ่าย โดยพิจารณาถึง
- ความยั่งยืนของโครงการ
- ความครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย
- ความสอดคล้องกับนโยบาย สภาวการณ์ทางสังคมในปัจจุบันและอนาคต
(3) ภาครัฐควรเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา ด้านบริการสังคมทั้งงบบุคลากรและงบอุดหนุนต่างๆ
(4) ภาครัฐควรส่งเสริมระบบการสมทบงบประมาณการจัดสวัสดิการสังคม โดยเน้นให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนจัดบริการต่างๆ เพิ่มขึ้น

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

การปรับปรุงระบบเกษียณอายุของข้าราชการพลเรือนสามัญ



ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวนภัสภรณ์  มากจริง
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นิติกรชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนักกฎหมาย
หลักสูตรฝึกอบรม  :  การปรับปรุงระบบเกษียณอายุของข้าราชการพลเรือนสามัญ
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงาน ก.พ.

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
เพื่อศึกษาหาความจำเป็นในการปรับปรุงระบบเกษียณอายุของข้าราชการและจัดทำข้อเสนอทางเลือกเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบเกษียณอายุของข้าราชการเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและแนวโน้มการขาดแคลนกำลังคนในอนาคต
เนื้อหาและหัวข้อวิชาของหลักสูตรการฝึกอบรม  มีดังนี้ 
1)ความจำเป็นของการขยายอายุเกษียณในภาพรวม
2)ภาคราชการควรขยายหรือไม่ควรขยายอายุเกษียณ เพราะเหตุใด
3)หากจำเป็นต้องขยายอายุเกษียณควรกำหนดแนวทางการขยายอายุเกษียณและรูปแบบการขยายอายุเกษียณอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร

1.สถานการณ์โครงสร้างประชากรโลกและประเทศไทยสำหรับกลุ่มผู้ที่มีอายุ 60ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเกณฑ์อายุที่ได้รับการนิยามให้เป็นผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งที่เป็นจำนวนโดยรวมและที่เป็นสัดส่วoเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรทั้งหมดประกอบกับสถานการณ์การลดลงของจำนวนประชากรในวัยเด็กและวัยทำงาน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการที่จะมาทดแทนประชากรผู้สูงอายุดังกล่าวต่อไปนั้นเป็นลักษณะของโครงสร้างกำลังคนที่ประเทศต่าง ๆในโลกได้เริ่มวางมาตรการเพื่อรองรับแนวโน้มของกำลังคนดังกล่าว โดยประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2547 – 2548 คือ มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 10ของจำนวนประชากรทั้งหมด และสัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังพบว่าอายุคาดเฉลี่ยของประชากรไทยมีอายุเพิ่มสูงขึ้นหรือมีอายุยืนขึ้น โดยอายุคาดเฉลี่ยของประชากรไทยที่เกิดในปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป จะมีอายุยืนถึง 72.9 ปี ในขณะที่เมื่อ 50 ปีก่อน (พ.ศ. 2502) จะมีอายุเพียงแค่ 58.4 ปี

2.เมื่อพิจารณาสภาพโครงสร้างอายุข้าราชการในระบบราชการไทยพบว่า ส่วนราชการหลายแห่ง   มีอายุเฉลี่ยของข้าราชการสูงขึ้น โดยมี 8 กระทรวงที่มีอายุข้าราชการเฉลี่ยสูงสุด (45 ปี) ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ภายในระยะเวลาอีก 10 ปี ข้างหน้าจะมีจำนวนข้าราชการเกษียณอายุประมาณ 88,072 คน คิดเป็นร้อยละ 24 ของจำนวน ข้าราชการในปัจจุบัน จึงควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงระบบอายุเกษียณใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และแนวโน้มการขาดแคลนกำลังคน รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากกำลังคนให้เกิดประสิทธิภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

คุณธรรมตามรอยพระยุคลบาท

             

ผู้เล่าเรื่อง  : นางสาวสุจริยา จิรธรรม นิติกรชำนาญการ
                    นายสุรเชษฐ สุขจิตร นิติกรปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักความรับผิดทางแพ่ง

หลักสูตรฝึกอบรม  :  คุณธรรมตามรอยพระยุคลบาท
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
เพื่อให้ข้าราชการได้เรียนรู้และเข้าใจบทบาทหน้าที่ของการเป็นข้าราชการที่ดีมีจิตสำนึกใน
พระมหากรุณาธิคุณ และปฏิบัติราชการอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมตามแนวพระราชดำริ
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : เส้นทางสู่ความสำเร็จในชีวิต
1.จงเป็นตัวของตัวเอง อย่าเลียนแบบใคร
2.ค้นหาตัวเองให้พบ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและนำคุณสมบัติที่ดีในตัวมาใช้ประโยชน์
3.สร้างนิสัยที่ดีงามในการทำงาน
4. ขจัดความเบื่อหน่าย ความเครียด ความวิตกกังวลและความหงุดหงิด
5.พักผ่อนให้เพียงพอ
6.พอใจงานที่ทำและมีความสุข-สนุกกับงาน

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ

ผู้เล่าเรื่อง  :  น.ส.สุคนธา  ชื่นเปรม
ดำรงตำแหน่ง  :  เจ้าพนักงานธุรการ ชำนาญงาน
หน่วยงาน : ฝ่ายสารบรรณ  สำนักงานเลขานุการกรม
หลักสูตรฝึกอบรม  :  เข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ
หน่วยงานผู้จัด  กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) .เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่มีโอกาสได้เข้าร่วมประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาและเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและปฏิบัติไม่ยาก
๒) เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้พุทธศาสนิกชนทั่วไปได้ประพฤติตาม และเป็นการปฏิบัติเพื่อถวายเป็พระราชกุศลต่อสถาบันกษัตริย์และบรรพบุรุษในอดีต

วันธรรมสวนะ
          วันโกน( เป็นภาษาพูด) หมายถึง วันก่อนวันพระ 1 วัน ได้แก่ วันขึ้น 7 ค่ำกับ 14 ค่ำ และวันแรม 7 ค่ำกับ 14 ค่ำ ของทุกเดือน (หรือ วันแรม 13 ค่ำ หากตรงกับเดือนขาด)ซึ่งเป็นวันก่อนวันพระ1 วัน

           วันพระ หรือ วันธรรมสวนะ หมายถึง วันประชุมถือศีลฟังธรรมในพุทธศาสนา (ธรรมสวนะ หมายถึง การฟังธรรม) กำหนดเดือนทางจันทรคติละ 4 วัน ได้แก่
วันขึ้น 8 ค่ำ
วันขึ้น 15 ค่ำ (วันเพ็ญ)
วันแรม 8 ค่ำ
วันแรม 15 ค่ำ (หากเดือนใดเป็นเดือนขาด ถือเอาวันแรม 14 ค่ำ)

ประวัติความเป็นมา
           ในสมัย พุทธกาล พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้ครองแคว้นมคธ ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ที่ เขาคิชกูฏ ใกล้เมืองราชคฤห์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้น พระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลว่า นักบวชในศาสนาอื่นมีวันประชุมสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนในศาสนาของเขา แต่พระพุทธศาสนานั้นยังไม่มี พระพุทธเจ้าจึงทรงอณุญาตให้พระสงฆ์ประชุมสนทนาธรรมและแสดงพระธรรมเทศนาแก่ ประชาชนตามคำขออนุญาตของพระเจ้าพิมพิสาร และเมื่อพระพุทธศาสานาได้เผยแผ่เข้ามาในประเทศไทย พุทธศาสนิกชนจึงถือเอาวันดังกล่าวมาเป็นวันธรรมสวนะเพื่อถือศีล ปฏิบัติธรรม ประกอบบุญกุศล และกระทำกิจของสงฆ์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
           ในวันพระ พุทธศาสนิกชนถือเป็นวันสำคัญ ควรไปวัดเพื่อทำบุญ ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และฟังธรรม สำหรับผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาอาจถือศีลแปดในวันพระด้วย นอกจากนี้ชาวพุทธยังถือว่าวันพระไม่ควรทำบาปใดๆ การทำบาปหรือไม่ถือศีลห้าในวันพระถือว่าเป็นบาปยิ่งในวันอื่น
ข้อควรปฏิบัติสำหรับชาวพุทธในวันธรรมสวนะและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
1. ทำบุญตักบาตรในตอนเช้า รักษาศีล ฟังเทศน์ ปฏิบัติธรรม
2. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด งดเว้นอบายมุข
3. ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
4. ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

หลักธรรมสำคัญที่
          การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญจิตภาวนา โดยเฉพาะในครอบครัวผู้นำครอบครัวควรจะนำสมาชิกในครอบครัวไปบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร บริจาคทาน หรือร่วมกันปฏิบัติธรรมที่วัด รักษาศีล ไหว้พระ สวดมนต์ฟังธรรม เจริญภาวนา นอกจากนั้นอาจปรึกษาหารือหาแนวทางในการป้องกันและการแก้ปัญหาในครอบครัว โดยใช้หลักธรรม เช่น ส่งเสริมให้เกิดการลด ละ เลิกอบายมุข เป็นต้น
        ในกรณีที่ไม่เป็นวันหยุดสามารถกระทำได้อย่างง่าย ๆ เช่น ทำบุญตักบาตรกับพระภิกษุทั่วไป ตอนเย็นอาจไปสวดมนต์ไหว้พระที่วัดหรือการร่วมทำบุญให้ทานกับบุคคลที่ด้อย โอกาสเป็นต้น การ ปฏิบัติตนให้เป็นเยี่ยงอย่างเช่นนี้ จะส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวได้เรียนรู้ ได้ปฏิบัติตาม เป็นแนวทางที่ส่งผลให้มีจิตใจที่เปี่ยมสุข อย่างน้อยในหนึ่งสัปดาห์เราก็สามารถร่วมทำบุญกุศล เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเอง ครอบครัว เพื่อนร่วมโลก และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

เรียนรู้การใช้งาน Windows 8.1 รุ่นที่ 1

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวบุศรา  ลำพูน
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สำนักกำกับและพัฒนาระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์
หลักสูตรฝึกอบรม  : เรียนรู้การใช้งาน Windows 8.1 รุ่นที่ 1 
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม 
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ Windows 8.1 และเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Windows 8 และ Windows 8.1

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : เรียนรู้การใช้งาน Windows 8.1
ความรู้เบื้องต้นของ Windows 8.1
Start screen  คือ หน้าเริ่มต้นของ Windows 8  จอแสดงผลใหม่ของ Windows 8  ที่ได้รวบรวมสาระสำคัญต่างๆ มาไว้ที่หน้าจอแสดงผล  เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวก  ทั้งในการใช้งาน และการเชื่อมต่อกับบุคคล  แอพ โฟลเดอร์ รูปถ่าย พร้อมข้อมูล Update ใหม่ล่าสุดเสมอ  โดยเน้นการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ (Devices) และเชื่อมต่อสังคมออนไลน์ (Social Network)
Charms  คือ แถบเมนูเสริมที่ซ่อนอยู่ด้านขวา ประกอบด้วย Search , Share , Start , Devices และ Settings โดยสามารถเรียกดูได้ทั้งหน้าจอ Start Screen และ Desktop 
วิธีเปิด Charms สามารถเปิดได้ 3 วิธี ดังนี้
1)      Mouse  -  เลื่อน Mouse ไปที่มุมขวาบน หรือมุมขวาล่าง
2)      Keyboard -  กด 
3)      Touchscreen  -  แตะที่ขอบจอด้านขวามือ แล้วลากมาทางซ้ายมือ
การใช้งาน Icon ต่าง ๆ บน  Charms มีดังนี้
1) Search ใช้ในการค้นหา Apps , Settings และ Files ตามที่เลือก  โดยคลิ๊ก Search แล้ว  หน้าจอจะไปที่ Start Screen ทันที  และจะแสดงช่องว่างเพื่อให้ป้อนคำเพื่อใช้ในการค้นหา  ส่วนบรรทัดถัดมาให้เลือกประเภท  ที่ต้องการให้ค้นหา เช่น Apps , Settings และ Files 
2) Share ใช้ในการ Share ข้อมูล เช่น รูปภาพที่ต้องการให้เพื่อนเห็นในเว็บไซต์  แทนที่การ Save รูปนั้นไว้ในคอมพิวเตอร์แล้ว Upload ขึ้นเว็บไซต์  โดยเปลี่ยนมาใช้ Share รูปภาพนั้นๆ ทันที  รวมถึงการ Share โดยการส่งเมลล์ด้วย  ไปที่ Start Screen เลือก แผนที่  (ตำแหน่งที่ต้องการจะ Share) และเปิด Charms เลือก Share จากนั้นเลือกว่าจะ Share ผ่านจดหมาย (e-mail) หรือ เชื่อมต่อบุคคล  ข้อมูลดังกล่าวจะถูก Share ทันที
3) Start  ใช้ในการสลับไปมาระหว่าง Start Screen กับ Desktop เหมือนกับการกดปุ่ม  Windows
4) Devices  ใช้สำหรับการแสดงผลบนจอภาพที่สอง หรือการแสดงผลบนเครื่องพิมพ์  ในการเปิด Devices Pane เหมือนการกดปุ่ม   Windows + k
5) Settings ใช้สำหรับเปิด Settings Pane เหมือนกับการกดปุ่ม     Windows + I
Tiles  คือ Icon ของโปรแกรมต่างๆ ที่ถูกวางไว้ที่หน้า Start Screen โดยมีลักษณะเป็นรูปสีเหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็ก  ซึ่งสามารถปรับแต่งขนาดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือมีขนาดใหญ่ขึ้นได้  ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ
Apps Control คือ เมนูที่ใช้ในการปรับแต่งและตั้งค่าในการใช้งาน Application ซึ่งแสดงอยู่ในหน้า Start Screen  โดยคลิ๊กขวาบน Apps ใดก็ได้  จะพบ Icon “Apps Control” แสดงที่ด้านล่างของ Start Screen ถ้าคลิ๊กซ้ายที่ Apps ค้างไว้แล้วเลื่อนไปวาง  คือ การย้ายตำแหน่งของ Icon ของโปรแกรมไปวางไว้ในที่ที่ต้องการ  และถ้าคลิ๊กขวาที่ Apps คือ การเลือกโปรแกรมและจะพบ Apps Control แสดงที่ด้านล่าง  และถ้าคลิ๊กขวาที่ Apps ที่เลือกไว้แล้ว  คือ  การยกเลิกการเลือกโปรแกรมนั้นๆ 

การใช้งาน Windows 8.1 
1. การเปิดเครื่องแล้วต้องการให้จอแสดงผลเป็นหน้า Desktop แบบเดิม (Windows 7) สามารถทำได้ 2 วิธี  ดังนี้
     1.1 ที่หน้าจอเริ่ม คลิกเลือก Desktop
     1.2 กดปุ่มโลโก้ Windows + D บนแป้นพิมพ์ จะเข้าสู่หน้าจอ Desktop
2. การสลับหน้าจอจาก Desktop ไปหน้าจอเริ่ม (Start Screen)สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้ 
    2.1 กดปุ่มโลโก้ Windows บนแป้นพิมพ์ หรือ 
    2.2 คลิกที่โลโก้ Windows ที่อยู่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ 
3. อยากดูโปรแกรมทั้งหมดในเครื่อง  
เข้าสู่หน้าจอเริ่ม (Start Screen) เข้าสู่มุมมองโปรแกรม โดยใช้เมาส์คลิกลูกศร ลง ใกล้กับมุมซ้ายล่างของหน้าจอ จะเห็นโปรแกรมทั้งหมดในเครื่อง
4. การปักหมุดโปรแกรมในหน้าจอเริ่ม (Start Screen) หรือที่ Taskbar  
ทำได้โดยเข้าสู่หน้าจอเริ่ม (Start Screen) เข้าสู่มุมมองโปรแกรม โดยใช้เมาส์คลิกลูกศร ลง ใกล้กับมุมซ้ายล่างของหน้าจอ จะเห็นโปรแกรมทั้งหมดในเครื่อง  คลิกขวาที่โปรแกรมที่ต้องการ จากนั้นเลือก Pin to start หรือ Pin to taskbar เพื่อปักหมุดโปรแกรมในหน้าจอเริ่ม (Start Screen) หรือที่ Taskbar  ส่วนกรณีที่ต้องการถอนหมุดโปรแกรมจากหน้าจอเริ่ม (Start Screen) หรือที่ Taskbar ให้คลิกขวาที่โปรแกรมที่ต้องการในหน้าจอเริ่ม (Start Screen) หรือที่ Taskbar จากนั้นเลือก Unpin from start หรือ Unpin this program from taskbar
5. การจัดการ Account   
กดปุ่มโลโก้ Windows + C จากนั้นเลือก setting คลิกเลือก Change PC settings แล้วคลิกเลือก account แล้วทำการตั้งค่าตามที่ต้องการ 
6. การใช้งาน App Mail  
กรณีที่ต้องการใช้งาน App Mail ผู้ใช้ต้องสมัคร Microsoft Account ก่อน โดยสามารถใช้ account ที่เป็นของ Hotmail, Outlook, live (ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) ในการ login เข้าสู่ระบบ ซึ่งสามารถสมัครได้ที่ https://account.live.com  หลังจากสมัครเรียบร้อยแล้ว  เวลาเข้าใช้งานให้ไปที่หน้าจอเริ่ม (Start Screen) คลิกเลือก Application Mail จากนั้นทำการ sign in ด้วย Microsoft Account และทำตามขั้นตอนที่ปรากฏ   เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้ก็จะสามารถอ่าน email ใน App Mail จาก account ที่สมัครไว้ได้ 
7. การดู Application ที่เปิดไว้ก่อนหน้านี้  
วางเมาส์ไว้ที่มุมบนซ้ายของหน้าจอ แล้วลากเมาส์ลงมาด้านล่างของหน้าจอ จะปรากฏ Application     ที่เปิดค้างไว้ จากนั้นคลิกเลือก Application ที่ต้องการเปิด

8. การปิด Application ที่เปิดค้างไว้  สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้ 
    1) ใช้เมาส์ลากแอปจากขอบด้านบนของหน้าจอมาไว้ที่ด้านล่างของหน้าจอ
    2) กด Alt + F48.3 วางเมาส์ไว้ที่มุมบนซ้ายของหน้าจอ แล้วลากเมาส์ลงมาด้านล่างของหน้าจอ จะปรากฏ Application ที่เปิดค้างไว้ จากนั้นคลิกขวาที่ Application ที่ต้องการปิด แล้วคลิกเลือก close
9. การแบ่งหน้าจอทำงาน 2 หน้าจอพร้อมๆ กัน
    เป็นการแสดงผลบนหน้าจอ 2 หน้าต่าง  อาจจะเป็น File Explorer วางคู่กัน หรือเปิดใช้งานโปรแกรม Excel 2 Files พร้อมๆ กัน หรืออาจจะใช้งาน Chrome กับ Word คู่กันก็ได้  โดยเลื่อน Mouse ไปที่ Title Bar (แถบบนสุดของโปรแกรมที่เปิดใช้งาน) แล้วคลิ๊กซ้ายค้างไว้  เลื่อนมาจนลูกศร Mouse ชนของทางซ้าย  จะเห็นเงาเลือนๆ แบ่งครึ่งซ้าย  เมื่อปล่อย Mouse หน้าต่างของโปรแกรมนั้นก็จะแสดงผลแค่ครึ่งจอซ้ายแบบกึ่งกลางพอดี  ส่วนทางขวาก็ให้ทำในลักษณะเดียวกัน  หลังจากทำเรียบร้อยแล้วก็จะพบว่าหน้าจอแสดงผล 2 หน้าต่างพร้อมๆ กัน
10. การใช้งาน Control panel สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้ 
      1) กดปุ่มโลโก้ Windows  + C คลิกเลือก setting แล้วคลิกเลือก control panel 
      2) คลิกขวาที่ Windows  ที่อยู่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ จากนั้นคลิกขวาเลือก control panel
11. การใช้งาน System Menu  สามารถเรียกได้โดยเลือกโลโก้ Windows  + X  เมนูนี้จะแสดงขึ้นมาทางมุมล่างซ้ายมือ  เป็นเมนูที่รวมคำสั่งที่จำเป็นในการใช้งาน  และเรียกใช้เป็นประจำ  
12. วิธีดูภาพด้วย Window Photo Viewer 
    ปกติเวลาที่จะเปิดดูรูปภาพ จะพบว่าระบบจะเลือก App Photo ในการ preview ภาพ แต่ถ้าต้องการดูภาพด้วย Window Photo Viewer จะต้องทำการตั้งค่า โดยให้คลิกขวาที่รูปภาพที่ต้องการเปิด คลิกเลือก open with จากนั้นเลือก Choose Default Program คลิกเลือก Window Photo Viewer 
13. ฟังเพลง/ดูวีดีโอ
1)วิธีฟังเพลงผ่าน Apps 
การใช้งานมีลักษณะเหมือนกัน  โดยจะต้องเข้าไปยัง Folder ที่เก็บไฟล์เพลง ไฟล์วีดีโอ ที่ต้องการเล่น  และสร้าง Playlists คล้ายๆ กับระบบ Windows Media Player ใน Version ก่อน
2) วิธีฟังเพลงผ่าน Windows Media Player 
  ปกติเวลาที่จะเปิดฟังเพลง จะพบว่าระบบจะเลือก App Music ในการฟังเพลง แต่ถ้าต้องการฟังเพลงด้วย Window Media Player จะต้องทำการตั้งค่า โดยให้คลิกขวาที่ไฟล์เพลงที่ต้องการเปิด คลิกเลือก open with จากนั้นเลือก Choose Default Program คลิกเลือก Window Media Player
14. วิธีดูไฟล์ PDF ผ่าน Adobe Acrobat
  ปกติเวลาที่จะเปิดดูไฟล์ PDF จะพบว่าระบบจะเลือก App Reader ในการเปิดดูไฟล์ PDF แต่ถ้าต้องการดูไฟล์ PDF ด้วย Adobe Acrobat จะต้องทำการตั้งค่า โดยให้คลิกขวาที่ไฟล์ PDF ที่ต้องการเปิด คลิกเลือก open with จากนั้นเลือก Choose Default Program คลิกเลือก Adobe Acrobat
15. การใช้โปรแกรม SkyDrive
ใช้ในการ Upload ไฟล์เก็บไว้ใน SkyDrive.com (ฟรี) โดยต้อง Sign in เข้าด้วย Microsoft account ซึ่งในระบบ Windows 8.1 สามารถใช้งานได้เลยจากหน้า Start Screen เสมือนมีพื้นที่ในการเก็บข้อมูลแบบ Cloud ที่สามารถทำงานได้ทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ท
15. การปิดเครื่อง  สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้
      1) กดปุ่มโลโก้ Windows   + C คลิกเลือก Settings แล้วคลิกเลือก Power  จากนั้นคลิกเลือก shut down 
      2) คลิกขวาที่โลโก้ Windows  ที่อยู่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ คลิกเลือก Shut Down or sign out แล้วคลิกเลือก shut down          

เรียนรู้และเข้าใจก่อนเข้าสู่โลกของ Cloud Computing กระทรวงการคลัง

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวปิยวรรณ์  สกุลพิชัยรัตน์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน
หน่วยงาน :  สำนักงานเลขานุการกรม
หลักสูตรฝึกอบรม  :  เรียนรู้และเข้าใจก่อนเข้าสู่โลกของ Cloud Computing  กระทรวงการคลัง
หน่วยงานผู้จัด  :  สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการคลังและบัญชีภาครัฐ ร่วมกับกระทรวงการคลัง

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อให้เข้าใจโลกของ Cloud Computing
๒) เพื่อสร้างฐานการเรียนรู้ในนวัตกรรมของระบบสารสนเทศ

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : โลกของ Cloud Computing
เทคโนโลยี Cloud Computing  เป็นนวัตกรรมหนึ่งในโลกสารสนเทศ ซึ่งในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมและได้รับความสนใจจากบริษัทที่ให้บริการต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  ประกอบกับปัจจุบันเรื่องของการสร้างเครือข่าย รวมถึงการเชื่อมต่อด้วยความเร็วสูงสำหรับรองรับข้อมูลมัลติมีเดียและสื่อดิจิทัลต่างๆ  ยิ่งทำให้ธุรกิจ Cloud Computing  ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น  หลายหน่วยงานเล็งเห็นความสำคัญในด้านการสำรองข้อมูล และการให้บริการ ดังนั้นการทำความเข้าในถึงเทคโนโลยี Cloud Computing  จึงเป็นเรื่องที่ถือว่ามีความจำเป็นมากในปัจจุบัน

ความหมาย
        Cloud Computing  เป็นการพัฒนาล่าสุดของระบบคอมพิวเตอร์ที่รวมเอาการจัดการระบบที่หลากหลายมาไว้ด้วยกัน  เป็นรูปแบบการให้ความสะดวกในการใช้เครือข่ายตามต้องการ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มทรัพยากรต่างๆ ได้แก่ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล  การจัดการข้อมูล  แอพพลิเคชั่นบริการ  ซึ่งผู้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงแค่เชื่อมต่อกับระบบเน็ตเวิร์ค Cloud Computing  จึงเป็นที่ยอมรับและมีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในวงการอุตสาหกรรมไอที มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2009  เช่น Google , Amazon , Yahoo , IBM , Microsoft  รวมถึงผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตอื่นๆ ก็มีการนำระบบนี้มาใช้กันเป็นจำนวนมาก
เข้าใจง่ายๆ ก็คือ Cloud Computing หรือ Cloud Service คือเราเข้าอินเตอร์เน็ตให้ได้ และเราก็จะใช้งานโปรแกรมอะไรก็ตามแต่ ผู้ให้บริการบนโลกอินเตอร์เน็ต เขาก็จะเตรียมไว้ให้เราแล้ว
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : โลกของ Cloud Computing

เทคโนโลยี Cloud Computing  เป็นนวัตกรรมหนึ่งในโลกสารสนเทศ ซึ่งในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมและได้รับความสนใจจากบริษัทที่ให้บริการต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  ประกอบกับปัจจุบันเรื่องของการสร้างเครือข่าย รวมถึงการเชื่อมต่อด้วยความเร็วสูงสำหรับรองรับข้อมูลมัลติมีเดียและสื่อดิจิทัลต่างๆ  ยิ่งทำให้ธุรกิจ Cloud Computing  ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น  หลายหน่วยงานเล็งเห็นความสำคัญในด้านการสำรองข้อมูล และการให้บริการ ดังนั้นการทำความเข้าในถึงเทคโนโลยี Cloud Computing  จึงเป็นเรื่องที่ถือว่ามีความจำเป็นมากในปัจจุบัน

ระบบการทำงานของ Cloud Computing  นั้น สามารถแบ่งออกเป็นประเภทได้หลายประเภท โดยแบ่งตามกลุ่มผู้ใช้ การให้บริการ และประเภทของเทคโนโลยี ดังนี้
1. แยกตามกลุ่มผู้ใช้
1.1 Cloud  ระดับองค์กร เช่น Cloud Library
1.2 Cloud  ระดับบุคคล/บริการ เช่น Gmail
1.3 Cloud  ผสมผสาน เช่น Dropbox

2. แยกตามการให้บริการ
2.1 Public Cloud  การให้บริการเข้าถึงข้อมูลรูปแบบต่างๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
2.2 Private Cloud  การใช้งานภายในองค์กร
2.3 Hybrid Cloud  เป็นการผสมผสานระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud  เลือกแบ่งการทำงานเป็นส่วนๆ ได้
3. แยกตามประเภทของเทคโนโลยี
3.1 SaaS (Software as a Service)  เป็นรูปแบบการให้บริการใช้ซอฟต์เวร์หรือแอพพลิชั่นบน Cloud
3.1.1 Google Document  ให้บริการโปรแกรมใช้งานในออฟฟิศต่างๆ

3.1.2 ระบบการรับ-ส่งอีเมล์ และบริการซอฟตแวร์ เช่น Hotmail , Yahoo
3.2 IaaS (Infrastructure as a Service) เป็นการให้บริการเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานของระบบ
3.3 PaaS (Platform as a Service ) บริการแพลทฟอร์ม คือ ให้บริการนักพัฒนาในการพัฒนาโปรแกรม โดยผู้รับบริการสามารถพัฒนาโปรแกรมระบบ
ข้อดีและข้อจำกัดของ Cloud Computing  กับการนำมาประยุกต์ใช้กับห้องสมุดดิจิทัล
คำว่า Cloud  ของ Cloud Computing  มาจากสัญลักษณ์รูปเมฆที่ใช้แทนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เมื่อผู้ใช้เริ่มใช้อินเตอร์เน็ต จะสามารถเข้าถึงหรือทำการสืบค้นสารสนเทศได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด  ดังนั้น Cloud  เทียบได้กับเมฆปกคลุมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และผู้ใช้จำนวนมหาศาล

Cloud Computing  มีลักษณะเด่นและก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย ได้แก่
1. ลดค่าใช้จ่ายในองค์กร  ประหยัดการลงทุนเรื่องทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เพราะเปลี่ยนมาเป็นการเช่าระบบแทน การเสียค่าใช้จ่ายจะคิดตามส่วนที่เปิดใช้งานเท่านั้น ใช้เยอะจ่ายเยอะ ใช้น้อยจ่ายน้อย ถือเป็นจุดแข็งของ Cloud
2. สามารถสร้างระบบและขยายขนาดจัดเก็บได้ตามความต้องการและรวดเร็ว สามารถสร้างระบบใหม่ขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว ระบบจะทำการตั้งค่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยระบบอัตโนมัติ
3. บริการสารสนเทศ (Information) ทำได้ง่ายขึ้น สามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลา เพียงมีอินเตอร์เน็ตสำหรับเชื่อมต่อ
4. ขจัดปัญหาเรื่องการดูแลระบบทรัพยากรสารสนเทศ เป็นการลดจำนวนบุคลากรที่ต้องจ้างมาเพื่อดูแลระบบ
5. มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ ในการใช้บริการ Cloud Computing  จะได้รับการบริการเสริม มีระบบรักษาปลอดภัย มาตรการป้องกันระบบล่ม เพื่อให้ระบบพร้อมให้บริการตลอดเวลา สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ประโยชน์ของ Cloud Computing  ยังเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อน ซึ่งมีเครื่องมือหลากหลายประเภทที่ให้บริการเพื่อลดภาวะโลกร้อน ได้แก่
1. ประเภท Sync&Share เช่น Live Mesh, Yousendit , Dropbox
2. ประเภท Post&&Publish เช่น Word Press , Slideshare , Flickr
3. ประเภท Collaborate&Create เช่น Wetpaint , PBWorks , Google Docs
4. ประเภท Connect&Convere เช่น Facebook , Google Talk , Meebo

ข้อจำกัดบางประการสำหรับผู้ใช้บริการต้องคำนึงถึง ได้แก่
1. บริษัทผู้ใช้บริการต้องสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา
2. มีการกำหนดราคาที่แตกต่างกันในแต่ละผู้ให้บริการ และมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างซับซ้อน
3. การขาดมาตรฐานเปิด (Open Standard) ระหว่าง Cloud Computing  ผู้ให้บริการซึ่งต่างคนต่างมี Application Programming Interfaces (API) เป็นของตนเอง ซึ่งนำไปสู่การผูกขาด
4. ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เมื่อข้อมูลและแอพพลิเคชั่นถูกส่งไปยังกลุ่ม Cloud ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

5. ความน่าเชื่อถือของบริษัท เช่น  บริษัทผู้ให้บริการ Cloud  ยังคงให้บริการต่อไปได้อีกนานหรือไม่  ควรมีความระมัดระวังในการเลือกผู้ให้บริการ

จากข้อดีและข้อเสียดังกล่าว ห้องสมุดดิจิทัลสามารถนำ Cloud Computing  มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เนื่องจากห้องสมุดดิจิทัลมีลักษณะที่สำคัญคือ การนำเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเครือข่ายมาใช้ ในปัจจุบันรูปแบบของหนังสือเริ่มเปลี่ยนไปเป็นการอ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบไร้สายระหว่างอุปกรณ์ปลายทางและต้นทาง สามารถเชื่อมต่อได้ตลอดเวลา เป็นการลดพื้นที่ในการจัดเก็บให้มีขนาดเล็กลง ช่วยลดการใช้พลังงาน และลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง สามารถรองรับการขยายตัวของทรัพยากรและจำนวนผู้ใช้ที่เข้าใช้บริการ
Cloud Computing  สนับสนุนระบบการสืบค้นข้อมูลและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเพิ่มความสามารถในการแชร์ข้อมูลข่าวสารรวมถึงแหล่งที่มาของทรัพยากรได้อย่างมีศักยภาพ

บทสรุป
หลังจากที่ได้ศึกษาเรื่องเทคโนโลยี Cloud Computing  มีแนวโน้มว่าห้องสมุดดิจิทัลจะนำประโยชน์ของ Cloud Computing มาช่วยเสริมในเรื่องการให้บริการแก่ผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเก็บข้อมูลที่เป็นดิจิทัล แล้วนำไปเก็บไว้ใน Cloud  ซึ่งมีพื้นที่คลังจัดเก็บและการประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานได้ตามความต้องการของผู้ใช้ สามารถรองรับการเข้าใช้งานได้จำนวนมาก ยังสามารถนำมาใช้ในบริการสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ บริการยืมระหว่างห้องสมุด เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก เพียงแค่มีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตก็สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศได้
การนำ Cloud Computing  มาใช้กับงานห้องสมุดดิจิทัล มีทั้งประโยชน์ที่จะช่วยสนับสนุนระบบงานของห้องสมุดดิจิทัล ทำให้ลดต้นทุนการผลิต ลดงบประมาณ ลดการใช้พื้นที่ มีการประกันความเสี่ยง ประหยัดพลังงานไฟฟ้า ลดภาวะโลกร้อน ลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และข้อมูลที่ถูกแปลงเป็นดิจิทัลมีการใช้งานอย่างคุ้มค่า ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน Cloud Computing  ก็ยังมีข้อกำจัดบางประการและสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบคือ การเลือกใช้บริการจาก Cloud Computing  ต้องพิจารณาผู้ให้บริการให้ดี เพื่อป้องกันความเสี่ยงของข้อมูลที่อาจถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ