วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การออกแบบและจัดการฐานข้อมูลด้วย Microsoft Access

ผู้เล่าเรื่อง  : นางสาวญาณิศา  ศิริวัฒน์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สำนักกฎหมาย

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับฐานข้อมูลและการใช้งานเบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรม Microsoft Access 2010 และเข้าใจความหมาย ประโยชน์ความสำคัญของการจัดการฐานข้อมูล ความสามารถของโปรแกรม รวมถึงอธิบายส่วนประกอบต่าง ๆ ในหน้าจอโปรแกรม Microsoft Access 2010 ได้




การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ :  การออกแบบและจัดการฐานข้อมูลด้วย Microsoft Access

ระบบฐานข้อมูล
ปัจจุบันการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการเกี่ยวกับฐานข้อมูล (database) ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรที่มีขนาดใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการสามารถทำได้รวดเร็วและถูกต้องแม่นำ ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมในการดำเนินการขององค์กรสูงขึ้นด้วยระบบฐานข้อมูล (Database System) คือการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้ใช้สามารถเรียกใช้ข้อมูลดังกล่าวได้ในลักษณะต่าง ๆ เช่น การเพิ่มข้อมูล (Add Data) การแทรกข้อมูล (Insert Data) การเรียกใช้ข้อมูล (Retrieve Data) การแก้ไขและลบข้อมูล (Update & Delete Data) ตลอดจนการเคลื่อนย้ายข้อมูล (Move Data) ไปตามที่กำหนด

โครงสร้างของระบบ (structure of Databases)
ระบบฐานข้อมูลในมุมมองของผู้ใช้สามารถแบ่งออกตามลักษณะโครงสร้าง ซึ่งประกอบไปด้วย โครงสร้างหลัก 2 ส่วน ได้แก่ ส่วน Font end และ Back end
Font End เป็นโปรแกรมประยุกต์ (Application) ที่อาจจะสร้างจากภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษาระดับสูง CASE หรือภาษาอื่น ๆ ส่วนนี้โดยปกติจะรองรับการท างานของผู้ใช้ (End User) เพื่อทำหน้าที่ติดต่อกับ ระบบ
Back End เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการจัดการกับระบบฐานข้อมูลทั้งหมด ในแง่ของการจัดเก็บและเรียกใช้ ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลจริง ได้แก่ การปฏิบัติการต่างๆ กับข้อมูล, การจัดทำ Backup, การควบคุมความ ถูกต้องในการใช้ข้อมูลพร้อมกัน รวมไปถึงการควบคุมความปลอดภัยของระบบ เป็นต้น
องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล
Data เนื่องจากฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล ให้มีลักษณะเป็นศูนย์กลางข้อมูลอย่างเป็นระบบ      ในกรณีที่มีผู้ใช้ร่วมกันหลายคน (Multi-User) ข้อมูลจะต้องสามารถเรียกใช้ร่วมกันได้ ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ใช้จะมองภาพของข้อมูล ที่แตกต่างกันไปตามระดับของการออกแบบระบบ
Hardware ในส่วนของ Hardware ที่เกี่ยวช้องกับระบบ จะพิจารณาถึงส่วนประกอบที่สำคัญสองประการ ส่วนแรกคือ สื่อในการเก็บข้อมูล (Secondary Storage) ได้แก่ การเก็บข้อมูลด้วย Magnetic Disk รวมไปถึงการติดต่อระหว่างอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น I/O Device ต่าง ๆ ส่วนที่สองจะเกี่ยวข้องกับความเร็วในการทำงานของโปรเซสเซอร์และเมมโมรี       ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของข้อมูลในระบบและจำนวนของผู้ใช้เป็นตัวกำหนด
User ในระบบฐานข้อมูลจะมีบุคลากรที่เกี่ยวช้องดังนี้
Programmer เป็นบุคลากรที่ทำหน้าที่เขียนโปรแกรมประยุกต์ใช้งาน เพื่อการจัดเก็บและการเรียกใช้งาน เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้
End User เป็นบุคลากรที่ทำการใช้ข้อมูลจากระบบ ซึ่งโดยปกติจะทำงานใน 3 ลักษณะ คือ การอ่าน (Read Only), การเพิ่มหรือลบข้อมูล (Add/Delete) และการแก้ไขข้อมูล (Modify Data) เป็นต้น
DBA (Database administrator) เป็นบุคลากรที่ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุม และบริหารงานของ ระบบฐานข้อมูลทั้งหมด นั่นคือจะเป็นผู้ที่ต้องตัดสินใจว่าข้อมูลใด ที่จะรวบรวมเข้าสู่ระบบรวมไปถึงเป็น ผู้กำหนดกฎเกณฑ์ที่ใช้ภายในระบบ เช่น วิธีการในการจัดเก็บข้อมูล การเรียกใช้ข้อมูลตลอดจนการ กำหนดการรักษาความปลอดภัยในระบบ เป็นต้น
Software ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ และข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในสื่อต่างๆ Software ใน ส่วนนี้เรียกว่า Database Management System (DBMS) นั่นคือ ความต้องการใช้ข้อมูลจากผู้ใช้จะ ถูกจัดการโดย DBMS เพื่อที่จะทานในลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกใช้ข้อมูลการจัดทำรายงานและการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขในรูปแบบต่าง ๆ
แนวคิดการออกแบบฐานข้อมูล (Database Approach)
ระบบฐานข้อมูลจะมีแนวคิดในการจัดการกับตัวข้อมูลโดยตรง นี่นคือความพร้อมของข้อมูลที่ จะถูกเรียกใช้ได้ทันทีที่ต้องการ นอกจากนี้แล้วข้อมูลในระบบจะถูกใช้ร่วมกัน (Shared Data) โดยผู้ใช้ แต่ละคนจะมองเห็นระบบฐานข้อมูลที่แตกต่างกันตามลักษณะการทำงานที่ได้ถูกกำหนดไว้โดยผู้ออกแบบระบบ ผลกระทบของการประมวลผลด้วยระบบฐานข้อมูล
ข้อดีของการประมวลผลด้วยระบบฐานข้อมูล
1. ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Minimal Data Redundancy) การจัดเก็บข้อมูลในลักษณะเป็นแฟ้มข้อมูล อาจทำให้ข้อมูลประเภทเดียวกันถูกเก็บไว้หลาย ๆ แห่ง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลขึ้นได้ ดังนั้น การนำข้อมูลรวมมาเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลจะช่วยลดปัญหาความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้
2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้ (Consistency of Data) การจัดเก็บข้อมูลในลักษณะเป็นแฟ้มข้อมูล โดยที่ข้อมูลเป็นเรื่องเดียวกันอาจมีอยู่ในหลายแฟ้ม ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งของข้อมูลขึ้นได้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการแก้ไขข้อมูลที่แฟ้มแห่งหนึ่ง แต่มิได้แก้ไขข้อมูลเรื่องเดียวกันที่อยู่ในไฟล์อื่น ๆ ทำให้ข้อมูลนั้น ๆ แตกต่างกันได้
3. จำกัดความผิดพลาดในการป้อนข้อมูลให้น้อยที่สุด (Data Integrity) บางครั้งความผิดพลาดของข้อมูล    อาจเกิดขึ้นจากการป้อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเข้าสู่ระบบดังนั้นในระบบจัดการ ฐานข้อมูล จึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดกฎเกณฑ์ในการรับข้อมูลจากการป้อนของผู้ใช้ เพื่อรักษาความถูกต้องของข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
4. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ (Sharing of Data) เนื่องจากระบบฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน เมื่อผู้ใช้ต้องการเรียกใช้ข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลที่แตกต่างกันก็จะสามารถทำได้โดยง่าย
5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันได้ (Enforcement of Standard) การเก็บข้อมูลไว้ด้วยกัน   จะสามารถกำหนดและควบคุมความมีมาตรฐานของข้อมูลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ ดังนั้น จึงทำให้ระบบเกิดความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น
6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้ (Security and Privacy Control) เนื่องจากระบบ        จะทำการกำหนดระดับของผู้ใช้แต่ละคนตามลำดับความสำคัญของผู้ใช้ ดังนั้น จึงสามารถที่จะควบคุมและดูแลความปลอดภัย ของข้อมูลภายในระบบได้ดียิ่งขึ้น
7. ข้อมูลมีความเป็นอิสระ (Data Independence) ระบบฐานข้อมูลจะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับโปรแกรมประยุกต์ที่ทำงานกับข้อมูลโดยตรงการแก้ไขข้อมูล เช่น ต้องการเปลี่ยนรหัสไปรษณีย์จากเลข 4 หลัก เป็นเลข 5 หลัก ก็จะทำการแก้ไขข้อมูลที่เป็นรหัสไปรษณีย์ เฉพาะโปรแกรมที่เรียกใช้รหัสไปรษณีย์เท่านั้น ส่วนโปรแกรมอื่นจะเป็นอิสระต่อการเปลี่ยนแปลงนี้
ข้อเสียของการประมวลผลด้วยระบบฐานข้อมูล
1. ขั้นตอนการออกแบบดำเนินการและการบำรุงรักษามีต้นทุนที่สูง เนื่องจากระบบต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ในการออกแบบระบบ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน Hardware และ Software รวมไปถึงราคาอุปกรณ์ที่ใช้มีราคาค่อนข้างสูง
2. ระบบมีความซับซ้อนจำเป็นต้องมีผู้ดูแลระบบที่ถูกฝึกมาอย่างดี เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ผิดพลาดอันอาจจะเกิดขึ้นได้
3. การเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของระบบ เนื่องจากข้อมูลอาจถูกจัดเก็บแบบรวมศูนย์ (Centralized Database System) ความล้มเหลวของการทำงานบางส่วนอาจทำให้ระบบฐานข้อมูลโดยรวมหยุดชะงักการทำงานได้

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

ผู้เล่าเรื่อง :  นางสาวจันทิมา  ตันติกุลวัฒนา  
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : นักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการ
หน่วยงาน : กลุ่มงานวิชาการด้านการคลังการบัญชี  สำนักงานคลังจังหวัดนนทบุรี
หลักสูตรฝึกอบรม : โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน”

การสัมมนาเรื่อง “การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน”
การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน หมายถึง การช่วยชีวิตคนหัวใจหยุดเต้น หรือคนที่หยุดหายใจกระทันหันจากระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจล้มเหลว
ลักษณะของผู้ป่วยที่ต้องทำการฟื้นคืนชีพ
1.หมดสติ  ไม่รู้สึกตัว
2.ไม่หายใจ  หรือหายใจเฮือก

ขั้นตอนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้ผู้ป่วยอายุ 8 ปี ขึ้นไป 
เมื่อท่านพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินหมดสติให้ปฏิบัติดังนี้


1.ตรวจดูว่าผู้ป่วยรู้สึกตัวหรือไม่  โดยการใช้มือทั้ง 2 ข้างจับบริเวณไหล่ เขย่าให้แรงพอสมควรพร้อมเรียกผู้ป่วยดัง ๆ
2.หากผู้ป่วย  ไม่ตอบสนองให้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ  ผ่านหมายเลข 1669 ให้เร็วที่สุด
3.ตรวจดูว่าผู้ป่วยหายใจหรือไม่  หากไม่หายใจ หรือหายใจเฮือก ให้ปฏิบัติดังนี้

3.1กดนวดหัวใจ
1)จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นแข็งโดยผู้ช่วยเหลือนั่งคุกเข่าอยู่ทางด้านข้างกายของผู้ป่วย
2)างส้นมือลงไป  ขนานกับแนวกึ่งกลางหน้าอก   (กึ่งกลางระหว่างหัวนมทั้งสองข้างของผู้ป่วย) แล้วนำมืออีกข้างมาประกบ  ประสานนิ้วแลบะทำการล็อคนิว  กระดกข้อมือขึ้น  โดยให้ส้นมือสัมผัสกับหน้าอก
เท่านั้น  โน้มตัวมาให้แนวแขนตั้งฉากกับหน้าอกของผู้ป่วย
3)แขนตรงและตึง  ออกแรงกดลงไปโดยใช้แรงจากหัวไหล่  จุดหมุนอยู่ตรงสะโพก  กดให้หน้าอกยุบลงไปอย่างน้อย 5 เซนติเมตร  โดยให้ส้นมือสัมผัสกับหน้าอกผู้ป่วยตลอดการนวดหัวใจ  ส้นมือไม่หลุดออกจากหน้าอกผู้ป่วย  ด้วยความเร็ว 100 ครั้ง/นาที หรืออัตราความเร็วตามจังหวะเพลง “สุขกันเถอะเรา”

3.2เปิดทางเดินหายใจ
1)ถ้าผู้ช่วยเหลือมีเพียงคนเดียว  ให้ทำการกดหน้าอกอย่างเดียวในอัตราอย่างน้อย 100 ครั้ง/นาที  จนกว่าทีมกู้ชีพ 1669 จะมาถึง
2)ถ้ามีผู้ช่วยเหลือมากกว่า 1 คน ให้ทำการเปิดทางเดินหายใจ  โดยการกดหน้าผากและเชยคาง

3.3ช่วยการหายใจ
ถ้าผู้ป่วยเป็นญาติสนิทและมั่นใจว่าไม่เป็นโรคติดต่อใด ๆ ทำการช่วยหายใจโดยการเป่าปากผู้ป่วย 2 ครั้ง  โดยวางปากผู้ช่วยเหลือครอบปากผู้ป่วยให้แนบสนิท บีบจมูกผู้ป่วยให้แนบสนิทและเป่าลมเข้าไป  โดยการเป่าแต่ละครั้งให้ยาว  ประมาณ 1-2 วินาที  จนเห็นหน้าอกผู้ป่วยยกตัวขึ้นพร้อมกับปล่อยให้หน้าอกผู้ป่วยยุบลงมาอยู่ตำแหน่งเดิมก่อนที่จะเป่าครั้งที่ 2  หากไม่มั่นใจให้กดหน้าอกเพียงอย่างเดียวต่อไปเรื่อย ๆ หรือสลับกับผู้ช่วยเหลือคนอื่นเมื่อครบ 2 นาที

สรุปการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน
1)กรณีผู้ช่วยเหลืออยู่คนเดียว  ให้กดหัวใจ 100 ครั้ง/นาที หรือตามจังหวะเพลง “สุขกันเถอะเรา”ต่อเนื่องจนกว่าทีมช่วยเหลือจะมาถึง
2)กรณีผู้ช่วยเหลือมากกว่า 1 คน   ในหนึ่งรอบของการช่วยฟื้นคืนชีพ คือ การปฏิบัติการกดนวดหัวใจ
30 ครั้ง และช่วยหายใจจำนวน 2 ครั้ง  และทำอย่างต่อเนื่องกันทั้งหมด 5 รอบ (ใช้เวลาประมาณ 2 นาที) ทำสลับกันไปจนกว่าจะพบว่าผู้ป่วยมีอาการไอ/ขยับตัว/มีการหายใจ หรือทีมช่วยเหลือมาถึง เราจึงหยุดได้
3)การฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานนั้น จะได้ผลดีต้องกระทำภายใน 4 นาที หลังผู้ป่วยหยุดหายใจ
4)สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี ให้รีบโทรแจ้ง 1669 และปฏิบัติตามคำแนะนำ

ห่วงโซ่ของการรอดชีวิต
1)พบเหตุเร็ว  ประเมินอาการว่าไม่รู้สึกตัว  แจ้งเหตุทางหมายเลข 1669
2)หากไม่ตอบสนอง  ปั๊มหัวใจได้ถูกต้องรวดเร็ว
3)ทีมฉุกเฉินขั้นสูงกว่ามาถึงเร็ว  ให้การช่วยเหลือได้เร็ว  และนำส่งโรงพยาบาลได้เร็วและเหมาะสม

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ข้าราชการยุคใหม่ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวนงลักษณ์  พิศวงศ์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  กองแผนงาน  กรมบัญชีกลาง
ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : ข้าราชการยุคใหม่ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

 
คนที่โลกยุคใหม่ต้องการ
- มีความเป็นเลิศ
- มีความเป็นมืออาชีพ
- ปรับตัวได้ตลอดเวลา
- คิดเป็นแก้ปัญหาเป็น

ค่านิยมสร้างสรรค์ 5 ประการสำหรับข้าราชการยุคใหม่
1.กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง
- ยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม
- ยึดหลักวิชา จรรยาวิชาชีพ
- ไม่โอนตามอิทธิพลใดๆ

2.ซื่อสัตย์รับผิดชอบ
- ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
- แยกเรื่องส่วนตัวจากหน้าที่การงาน
- รับผิดชอบต่อ ประชาชน ผลการปฏิบัติงานขององค์กรและการพัฒนาระบบราชการ

3.โปร่งใสตรวจสอบได้
- ปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรให้โปร่งใส
- มีวิธีการให้ประชาชนตรวจสอบได้
- เปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในขอบเขตกฎหมาย

4.ไม่เลือกปฏิบัติ
- บริการประชาชนด้วยความเสมอภาค สะดวก รวดเร็ว ประหยัด ถูกต้อง
- ปฏิบัติต่อผู้รับบริการด้วยความมีน้ำใจ เมตตา เอื้อเฟื้อ

5.มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน
- ทำงานให้เสร็จตามกำหนด เกิดผลดีต่อหน่วยงานและส่วนรวม
- ใช้ทรัพยากรของราชการให้คุ้มค่าเสมือนใช้ทรัพยากรของตนเอง
- ทำงานโดยยึดผลลัพธ์ มีการวัดผลและค่าใช้จ่าย

ค่านิยมสร้างสรรค์ จะนำไปสู่...
- พฤติกรรมในการทำงานเพื่อประชาชนและส่วนรวม
- กล้าตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง
- ไม่ถูกชี้นำในการตัดสินใจและการทำงาน
- มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานและการตัดสินใจ
- รักษาเกียรติของอาชีพตนเอง
- โปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ
- มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน
- ระบบงานของรัฐได้รับความศรัทธาและเชื่อถือจากประชาชน

ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : การพัฒนาบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพ คือ ลักษณะท่าทางซึ่งสามารถแสดงออกมาได้ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความรู้สึก

นึกคิดที่สะท้อนออกมาให้ผู้อื่นเห็นและเกิดความประทับใจ  ฉะนั้น  การที่บุคคลจะได้รับการยอมรับนับถือ การสนับสนุน ความไว้วางใจ และความประทับใจจากผู้อื่นนั้น ก็ควรที่จะแสดงบุคลิกภาพที่ดีและเหมาะสมให้ผู้อื่นเห็น เพราะบุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง
การวางท่าทาง
ประโยชน์ของการวางท่าทางที่ถูกต้อง
1.สุขภาพร่างกายทั่วไปดีขึ้น
2.การทรงตัวดี     
3.ลดการปวดเมื่อยต่างๆ
4.เสียงดีขึ้นเพราะกระบังลมทำงานดี
5.การเคลื่อนไหวนิ่มนวล
6.สง่างาม  
7.ลักษณะท่าทางมีความมั่นใจ
8.สะดุดตา

ข้อเสียของการวางท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
1. สุขภาพไม่ดีมีอาการดังนี้
- การย่อยอาหารไม่ดี- ปวดหลัง
- การหมุนเวียนโลหิตไม่ดี
- เหนื่อยง่ายอ่อนเพลีย
2. ขาดการวางตัวที่ดี
3. ขาดความมั่นใจในตัวเอง

ตัวท่านละเป็นอย่างไร
1.ศีรษะยื่นออกมาหรือเปล่า
2.ไหล่ห่อหรือก้มงอไปข้างหน้าหรือเปล่า
3.ทรวงอกห่อหน้าอกโค้งงอเข้าไปหรือเปล่า
4.หน้าท้องยื่นออกมาหรือเปล่า
5.ก้นยื่นออกไปข้างหลังหรือไม่
6.เข่าทั้งสองตึงและอยู่ถูกที่หรือไม่
7.เท้ายื่นชี้ไปข้างในหรือข้างนอก

วิธีการตรวจการวางท่าทาง
1.ยืนหันหน้าเข้าผนังให้ชิด
2.วางมือบนหน้าขา (หรือเดินเข้าหาผนังช้าๆ)
3.ถ้าหน้าอกสัมผัสผนังก่อน  การวางท่าทางดี
4.ถ้าท้องสัมผัสก่อน = ต้องปรับปรุง
5.ถ้าศีรษะสัมผัสก่อน = ต้องปรับปรุง

การวางตัวและการเดิน
1.เท้า ชี้ตรงไปข้างหน้าห่างกัน 2-3 นิ้ว น้ำหนักตัวอยู่ศูนย์กลาง
2.เข่า ตึงหรืออาจหย่อนเล็กน้อย  แต่อย่างอเข่า
3.หน้าท้อง แขม่วไว้
4.เอว ดึงขึ้นไปให้พ้นจากสะโพก
5.ไหล่ ตรง
6.คอ ยืดตรง
7.คาง ให้คางขนานกับพื้น

จุดสำคัญเกี่ยวกับการวางมือ
1.มือทั้งสองปล่อยตามสบาย
2.การเคลื่อนไหวจะใช้ข้อมือและช่วงต่ำกว่าศอก
3.พยายามให้เห็นด้านข้างของมือ อย่าบิดมือ
4.การก้าวเดินและแกว่งแขนต้องประสานกัน
5.ลักษณะมือไม่ควรจะแข็งหรือแกว่งไปมามากเกินไป

มารยาทการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์หรือชนิดช่วยตนเอง
1.ควรตักแบ่งอาหารให้พอดีกับความต้องการของตนเองอย่าโลภตักอาหารไปจนทานไม่หมด
2.อย่าตักอาหารโดยคุ้ยเขี่ยทำลายความสวยงามที่เขาตกแต่งไว้
3.เมื่อรับประทานอาหารเสร็จวางไว้ที่วางจานใช้แล้วหรือส่งให้บริกร

ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : จิตบริการในการทำงานภาครัฐ
จิตบริการ (Service mind)  เป็นศัพท์ที่ได้ยินบ่อยๆ มาจากคำ 2 คำ คือ Service หมายถึง การบริการ และ mind หมายถึง จิตใจ  รวมแล้วหมายถึง จิตใจของการเป็นผู้ให้บริการ ซึ่งแสดงออกได้หลายรูปแบบเพื่อให้ผู้รับบริการประทับใจ เช่น การบริการด้วยรอยยิ้มและคำพูดที่เหมาะสมเพื่อสร้างความไว้วางใจ การแสดงออกถึงความพร้อมและความเต็มใจในการให้บริการ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ กริยาท่าทางและน้ำเสียงในขณะให้บริการเป็นอย่างดี การเก็บอารมณ์ได้ดีในขณะรับฟังข้อร้องเรียนในเรื่องต่างๆ  ความมีน้ำใจที่เสนอแนะหรือ    ให้ข้อมูลในเรื่องอื่น ๆ ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการ

ทัศนคติและวิธีคิดในการทำงานบริการ
1. คิดมองโลกและผู้อื่นเชิงบวก
2. ทัศนคติแบบสามารถ เชื่อว่าทำได้
3. คิดและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเหมาะสม ทุกคนมีจุดแข็ง จุดอ่อน มองตามความเป็นจริง

เราจะให้คนอื่นได้อย่างไร
- ให้ด้วยความตั้งใจ สนใจ
- ให้ด้วยกิริยา ท่าทาง
- ให้ด้วยคำพูด
- ให้ด้วยการกระทำ

สิ่งที่ผู้รับบริการคาดหวัง
- ความถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม
- โปร่งใส ประทับใจ ตรวจสอบได้
- บริการของผู้ให้ ต้องนั่งในใจของผู้รับ
- บริการทุกระดับ ตามลำดับก่อนหลัง
- ยิ้มงาม ถามไถ่ มีธุระเรื่องใด เต็มใจบริการ

สร้างน้ำใจด้วยการมองและยิ้ม
- มองทุกคนที่พบด้วยสายตาที่เป็นมิตร
- ยิ้มให้ทุกคนที่พบกัน
- ทำความรู้จักกับคนที่ไม่รู้จัก
- มองคนในแง่ดี

- คนเราเป็นมิตรกันได้ แม้ความคิดเห็นจะต่างกัน
สร้างน้ำใจด้วยการพูดทักทาย
- ทักทายกับคนอื่น เมื่อได้พบกัน
“กล่าวคำสวัสดี ยกมือไหว้ ยิ้มหรือก้มหัวตามความเหมาะสม เรียกชื่อผู้ที่เราติดต่อด้วยทุกครั้ง”
-ทักทาย พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน
“คิดเป็นทีม รู้สึกเป็นทีม ทำงานเป็นทีม”
- ใช้คำพูดให้ติดปาก คือ ขอบคุณ ขอโทษ
- พูดด้วยคำสุภาพ ไพเราะอ่อนหวาน

สร้างน้ำใจด้วยการฟัง
- ตั้งใจฟังคนอื่นพูด
- การฟังที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เราได้รับรู้สิ่งนั้น โดยกระตุ้นให้ลูกค้าพูด เราทำหน้าที่ฟัง
- มนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ต้องมีการสื่อสารกัน 2 ทาง เป็นเรื่องของการ “ให้” และ “รับ” เป็นเรื่องของ “การกระทำ” และ “สนองตอบ”
-ถ้าไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามชอบอะไร? ลูกค้าชอบอะไร? ต้องการอะไร? แล้วเราจะสนองตอบลูกค้าได้อย่างไร?

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

งานได้ผล คนเป็นสุข

 

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวมนพร เบญจพร..
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ

ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : งานได้ผล คนเป็นสุข (โดย รศ.นงลักษณ์ สุทธิวัฒนพันธ์)
หลักคิดและแนวทางปฏิบัติในการทำงานให้ได้ผลและคนทำงานมีความสุข แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ประกอบด้วย

๑. งานได้ผล/ความสำเร็จในการทำงาน
การทำงานให้ได้ผล/ประสบความสำเร็จนั้น ต้องอาศัยหลักการหรือกฎแห่งความสำเร็จ ๑๕ ประการ ได้แก่
(๑) มีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน
(๒) มีความเชื่อมั่นในตนเองว่าจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้
(๓) มีนิสัยประหยัดอดออม
(๔) มีความคิดริเริ่มและมีความเป็นผู้นำ
(๕) มีจินตนาการ
(๖) มีความกระตือรือร้น
(๗) มีความฉลาดทางอารมณ์ ควบคุมตนเองได้
(๘) นิสัยทำงานเกินเงินเดือน
(๙) บุคลิกภาพต้องตาต้องใจ
(๑๐) ความคิดถูกต้องเที่ยงตรง
(๑๑) มีความมุ่งมั่น ใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำ
(๑๒) มีความสามัคคี
(๑๓) การเอาประโยชน์จากความล้มเหลว ผิดพลาด
(๑๔) ความใจกว้าง ยอมรับผู้อื่น
(๑๕) การใช้กฎทองคำ (คือ จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อท่าน)

๒. จริยธรรมในการปฏิบัติราชการ/การทำงาน
จริยธรรม หมายถึง แนวทางความประพฤติและปฏิบัติเพื่อความถูกต้องดีงามในสังคม ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับศีลธรรมอันเป็นคำสอนของศาสนาที่สังคมนั้นๆ มีอยู่  ส่วนคุณธรรม เป็นมาตรฐานค่านิยมของสังคมที่ให้คุณค่าเป็นสิ่งดีงาม ซึ่งมักเกี่ยวกับความเชื่อในคำสอนของศาสนา
จริยธรรมของข้าราชการคือการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นผู้รักษาประโยชน์ของส่วนรวม



โดยแบ่งออกเป็น ๒ ประเด็น ได้แก่
(๑) จริยธรรมต่อส่วนรวมในแง่สถาบัน คือ การมุ่งทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ดังนั้น พฤติกรรมในการทำงานจึงแยกออกเป็น
สัมพันธภาพกับสังคมภายนอก
- ตอบสนองความต้องการของประชาชน
- อิทธิพลของสังคมที่มีต่อมาตรฐานศีลธรรมของข้าราชการ
สัมพันธภาพในวงการบริหารราชการ
- การปกครองบังคับบัญชาแบบประชาธิปไตย
- พฤติกรรมการบริหารงาน
  (๒) จริยธรรมต่อส่วนรวมในแง่บุคคล พิจารณาได้ ๒ ประเด็น
- ความคิดของบุคคลเกี่ยวกับความเข้าใจและทัศนคติในเรื่องศีลธรรมโดยทั่วไปของข้าราชการแต่ละคน ทัศนคติที่มีต่องานของรัฐในรูปของการยอมรับความสำคัญเรื่องส่วนรวม การยอมรับนโยบายของรัฐที่กำหนดขึ้นแล้ว การยอมรับแบบแผนการดำเนินงานของรัฐ ทัศนคติที่ดีต่องานของรัฐ โดยส่วนร่วมและหน้าที่เฉพาะในส่วนของตน
- จิตใจของบุคคล หมายถึง คุณธรรมประจำใจ คุณความดีในใจ จะเป็นแนวทางให้การปฏิบัติงานข้าราชการดำเนินไปอย่างมีคุณธรรม เช่น กล้าตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแทนการรักษาประโยชน์ส่วนตนหรือกลุ่ม

๓. การทำงานอย่างมีความสุข 
คนเราจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ถ้ามีความสุขและความพอใจในการทำงาน แต่บางครั้งอาจต้องทำงานที่ไม่ชอบ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็จงชอบงานที่ต้องรับผิดชอบ เพราะผลงานเป็นตัวประเมินหรือตัวชี้วัดถึงความรับผิดชอบและความสามารถของผู้ปฏิบัติงานนั้น
ข้อคิดและวิธีปฏิบัติของคนทำงาน เพื่อให้งานได้ผลคนเป็นสุข มีดังนี้

(๑) เส้นทางสู่ความสุขในชีวิต  ก่อนที่จะทำงานอย่างมีความสุข คนเราควรดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขด้วยวิธีคิดและการปฏิบัติตน ดังนี้
     (๑.๑) จงเป็นตัวของตัวเอง อย่าเลียนแบบใคร
     (๑.๒) ค้นหาตัวเองให้พบ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง และนำคุณสมบัติที่ดีในตัวมาใช้ให้เป็นประโยชน์
     (๑.๓) สร้างนิสัยที่ดีงามในการทำงาน
     (๑.๔) ขจัดความเบื่อหน่าย ความเครียด ความวิตกกังวล และความหงุดหงิด
     (๑.๕) พักผ่อนให้เพียงพอ
     (๑.๖) พอใจงานที่ทำและมีความสุข - สนุกกับงาน

(๒ เคล็ดลับสู่ความสุขและความสำเร็จในการทำงาน การทำงานให้มีความสุขและความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเคล็ดลับดังต่อไปนี้
     (๒.๑) มองโลกและมองคนในแง่ดี
     (๒.๒) ดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ
     (๒.๓) ถือว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญตลอดชีวิต
     (๒.๔) เป็นคนใจกว้างยอมรับข้อบกพร่องของตนเอง
     (๒.๕) เป็นผู้ที่มีน้ำใจต่อผู้อื่น
     (๒.๖) รู้จักถนอมน้ำใจและเกรงใจผู้อื่น
     (๒.๗) เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย
     (๒.๘) อย่าหัดเป็นคนคิดมากจนเกินการณ์

(๓) ความสุขในการทำงาน คนเราจะทำงานอย่างมีความสุข ถ้ามีความคิดดังต่อไปนี้
     (๓.๑) มีความกระตือรือร้น
     (๓.๒) มีเป้าหมายในการทำงานเต็มที่
     (๓.๓) รักองค์กร
     (๓.๔) ภาคภูมิใจในองค์กรที่ตนทำงานอยู่
     (๓.๕) มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
     (๓.๖) พอใจชีวิต
     (๓.๗) ใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558

การสัมมนาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กฎหมายศุลกากรที่ออกใช้บังคับใหม่


ผู้เล่าเรื่อง  : นางสาวญาณิศา  ศิริวัฒน์ และ นางสาวกรรณิการ์ พรรณวงศ์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ และ นิติกรปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สำนักกฎหมาย
หลักสูตรฝึกอบรม  :   การสัมมนาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กฎหมายศุลกากรที่ออกใช้บังคับใหม่
หน่วยงานผู้จัด  :    กรมศุลกากร 
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม 
เพื่อเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ภาครัฐและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนให้เข้าใจบทกฎหมายพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2557 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2557 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2557
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ :  การสัมมนาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กฎหมายศุลกากรที่ออกใช้บังคับใหม่
กรมศุลกากรได้ยกร่างแก้ไขกฎหมายศุลกากรและร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านขึ้นตอนทางนิติบัญญัติเรียบร้อยแล้ว จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2557 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2557 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2557 โดยเนื้อหากฎหมายทั้ง 3 ฉบับ มีสาระสำคัญดังนี้
พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2557 
1. เพิ่มคำนิยามและบทบัญญัติของการผ่านแดน (Transit) และการถ่ายลำ (Transshipment) ไว้ในกฎหมายศุลกากร เพื่อให้มีกฎหมายชัดเจนเพียงพอและเป็นไปตามมาตรฐานสากล รองรับการเคลื่อนย้ายสินค้าเสรีภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 และเพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมาตรฐานพิธีการศุลกากรที่เรียบง่ายและสอดคล้องกัน (อนุสัญญาเกียวโต) ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อปี 2548
2. เพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศุลกากรในการตรวจสอบและตรวจค้นสินค้าถ่ายลำ/ผ่านแดน เพื่อมิให้ผู้ทุจริตใช้ช่องทางดังกล่าวในทางที่ผิด เช่น การนำสินค้าด้วยคุณภาพที่มิได้ผลิตในประเทศไทย แต่มีการแสดงเมืองกำเนิดเป็นไทย ส่งผ่านแดนประเทศไทยไปขายยังประเทศที่สาม โดยให้ศุลกากรสามารถตรวจสอบและตรวจค้นของถ่ายลำ/ผ่านแดน และดำเนินการกับของดังกล่าวได้ ซึ่งจะทำให้อุดช่องว่างมิให้มีการสวมเมืองกำเนินเป็นเท็จเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์หรือประโยชน์ทางการค้าบางอย่างลงได้
3. เพิ่มบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อให้ผู้นำของเข้าสามารถยื่นคำร้องขอให้มีคำวินิจฉัยล่วงหน้า (Advanced Binding Ruling) ในเรื่องพิกัดอัตราศุลกากร ราคา และถิ่นกำเนิดของสินค้า เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใน คาดหมายและอธิบายได้ และการผ่านพิธีการรวดเร็วขึ้น เพราะสามารถลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากความแตกต่างระหว่างความเห็นของเจ้าหน้าที่ศุลกากรกับผู้นำของเข้าขณะผ่านพิธีการนำเข้าลงได้
4. เพิ่มบทบัญญัติเพื่อให้อธิบดีสามารถจำกัดการใช้อำนาจทางศุลกากรเพื่อตรวจของและป้องกันการลักลอบหนีศุลกากรได้ ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานด้านการตรวจของเฉพาะรายที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น มีกฎหมายรองรับ และไม่ถูกฟ้องร้องว่าเลือกปฏิบัติ กรณีที่ไม่มีการตรวจของของผู้ประกอบการบางราย
5. เพิ่มบทบัญญัติเพื่อรองรับการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง และให้มีบทลงโทษกับการกระทำ โดยทางอิเล็กทรอนิกส์ เหมือนการกระทำโดยใช้กระดาษ เพื่อให้เกิดความชัดเจน เนื่องจากการกระทำบางลักษณะเป็นการกระทำทางอาญา จึงต้องมีการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนในกฎหมาย มิฉะนั้น อาจขัดรัฐธรรมนูญได้
พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2557 
เพิ่มบทบัญญัติเพื่อให้ศุลกากรไปตรวจของในพื้นที่ควบคุมร่วมกันที่ตั้งอยู่นอกประเทศได้ ภายใต้ความตกลง Cross Border Transport Agreement หรือ GMS Agreement
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2557  
1. แก้ไขบทบัญญัติในภาค 4 ประเภท 2 เพื่อให้การนำวัตถุดิบออกไปผ่านกระบวนการนอกประเทศ  เพื่อลดต้นทุน (ด้านแรงงาน ฯลฯ) แล้วนำกลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ได้รับยกเว้นอากร เฉพาะส่วนที่ได้นำออกไป (Outward Processing) ทั้งนี้ ตามอนุสัญญาเกียวโต (ฉบับแก้ไข)
2. แก้ไขภาค 4 ประเภท 10 เพื่อให้การยกเว้นอากรมิได้ครอบคลุมเฉพาะตามสัญญากับนานาประเทศเท่านั้น แต่ให้รวมถึงสัญญาที่ประเทศไทยมีกับองค์กรระหว่างประเทศด้วย เพื่อให้สอดคล้องรองรับกับวิวัฒนาการทางการค้าโลก    ซึ่งมีองค์กรระหว่างประเทศเกิดขึ้นมากมาย เช่น WCO / WTO เป็นต้น
3. แก้ไขภาค 4 ประเภท 12 ให้มูลค่าของที่ได้รับยกเว้นอากรจากเดิม 1,000 บาท เป็oไม่เกินมูลค่าที่อธิบดีกำหนด โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อให้ยืดหยุ่นได้ตามค่าของเงินที่เปลี่ยนแปลงไป

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

โครงการสัมมนา TU – ASEAN Forum ครั้งที่ 10 เรื่อง “อาเซียน ไทย และมหาอำนาจในยุคแห่งการปฏิรูป”



ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาววันวิสาข์ ศิริเจริญจรรยา
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นิติกรปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักกฎหมาย
หลักสูตรฝึกอบรม  : โครงการสัมมนา TU – ASEAN Forum ครั้งที่ 10 เรื่อง “อาเซียน ไทย และมหาอำนาจในยุคแห่งการปฏิรูป”
หน่วยงานผู้จัด  :  ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
 1. เพื่อเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนในประเด็นต่าง ๆ
 2. เพื่อให้ทราบถึงยุทธศาสตร์ และเป้าหมายของประเทศมหาอำนาจ อาเซียน และไทย ในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ :   ความสัมพันธ์อาเซียน ไทย กับ สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่นในสมัยสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาดำเนินยุทธศาสตร์การต่อต้านคอมมิวนิสต์ ความสัมพันธ์ไทย – สหรัฐอเมริกา เป็นไปในลักษณะที่ไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่
ต่อมาเมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง เมื่อประมาณ 20 ปี ที่ผ่านมา สถานการณ์ในภูมิภาคได้เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยมีการผงาดขึ้นมาของ 3 ผงาด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อภูมิภาคและต่อสหรัฐอเมริกา คือ
 ผงาดที่ 1 คือ การผงาดขึ้นมาของจีน (The sise of China)
 ผงาดที่ 2 คือ การผงาดขึ้นมาของเอเชีย (The rise of Asis) เพราะว่าเอเชียกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก จึงเห็นได้ว่า จีนกำลังผงาด และเกาหลี อินเดีย อาเซียน ญี่ปุ่น ล้วนแล้วเป็นประเทศที่อยู่ในเอเซียทั้งหมด
 ผงาดที่ 3 คือ การผงาดขึ้นมาของอาเซียน (The rise of ASEAN)
ดังนั้น จะเห็นว่าในเอเชียมีแต่การผงาดขึ้นมา ในทางตรงกันข้ามตะวันตกจะมีแต่การเสื่อมลงหรือตกต่ำลง หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เอเชียกำลังเป็นช่วงขาขึ้น ในขณะที่ตะวันตกกำลังเป็นช่วงขาลง จากบริบทดังกล่าวทำให้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีน – อาเซียน จึงกระชับแน่นแฟ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้จีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของอาเซียนและของไทยด้วย ในเรื่องของการท่องเที่ยว การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน สร้างถนน รถไฟ ฯลฯ
จากการพัฒนาดังกล่าวจึงทำให้สหรัฐอเมริกากังวลใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าอิทธิพลของตนในภูมิภาคกำลังจะเสื่อมลง และจะไม่ได้เป็นอันดับหนึ่งอีกต่อไป ดังนั้น ในสมัยรัฐบาลโอบามา ในช่วง 6 ปี ที่ผ่านมาได้วิเคราะห์สถานการณ์และได้ข้อสรุปว่าต้องปรับนโยบายและยุทธศาสตร์ใหม่ ต่อภูมิภาค 4 ยุทธศาสตร์
ดังนี้
1. ความต้องการครองความเป็นเจ้าในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านทหาร เศรษฐกิจ
2. การสกัดกั้น (ถ่วงดุล/ปิดล้อม) การขยายอิทธิพลของจีน
3. การป้องกันไม่ให้ประเทศในเอเชียรวมกลุ่มกันโดยไม่มีสหรัฐอเมริกา
4. เรื่องผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจต่อภูมิภาค
เอเชียจะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจึงอยู่ที่เอเชีย จึงเห็นได้ว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 สหรัฐอเมริกาพยายามจะกลับมาโดยมีการเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับอาเซียนครั้งแรก เพราะมองว่าอาเซียนกลายเป็นกลุ่มประเทศที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค เป็นองค์กรที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค เนื่องจาก GDP ของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนรวมกันมีมูลค่า 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คืออันดับ 9 ของโลก
สำหรับไทย ในช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกากำลังกระชับความสัมพันธ์กับอาเซียนมากขึ้นนั้น เป็นช่วงเวลาที่ไทยกำลังตกต่ำ วุ่นวายและมีการรัฐประหารในปี ค.ศ. 2006 ทำให้สหรัฐอเมริกาหยุดความสัมพันธ์กับไทย เพราะเป็นกติกา ที่สหรัฐอเมริกาจะไม่เจรจากับรัฐบาลทหาร ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ความสัมพันธ์ไทย – สหรัฐอเมริกา จืดจางลงเรื่อย ๆ เพราะปัญหาการเมือง โดยให้ไทยเดินหน้ากลับคืนสู่ประชาธิปไตย และให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว สหรัฐอเมริกาจึงใช้วิธีย้ายไปที่อื่น เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย
รัฐบาลปัจจุบัน (พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้ตัดสินใจหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นการตัดสินใจแบบเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการฑูต ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมาที่ไทยพยายามมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกมหาอำนาจ ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกากดดันไทยอย่างหนัก และเนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนจากระบบขั้วอำนาจเดียวเป็นระบบหลายขั้วอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนที่มีอำนาจและบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้น รัฐบาลไทยได้พยายามเข้าหาจีน และมีการตัดสินใจ มีข้อสรุปอย่างรวดเร็วในเรื่องที่จีนจะเข้ามาช่วยสร้างทางรถไฟเชื่อมจากกรุงเทพฯ - เวียงจันทน์ และไปถึงคุนหมิง
 หลังจากนั้นญี่ปุ่นเห็นว่าจีนกำลังทำอะไรอยู่ จึงคิดว่าต้องรีบเข้ามาหาไทยเพื่อที่จะไม่เพลี่ยงพล้ำต่อการรุกคืบของจีน โดยเสนอว่าอยากจะมาช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ไทย และไทยจึงเสนอให้ญี่ปุ่นเข้ามาช่วยสร้างท่าเรือน้ำลึกนิคมอุตสาหกรรมที่ทวาย และทางรถไฟ โดยเชื่อมจากทวาย – กาญจนบุรี – กรุงเทพฯ – กัมพูชา และเวียดนามซึ่งเรียกว่าระเบียงเศรษฐกิจใต้ หรือ southern economic corridor รวมทั้งเส้นระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก   –  ตะวันตก หรือ east – west economic corridor จากเมียวดี – แม่สอด – พิษณุโลก – ขอนแก่น – มุกดาหาร  –  สะหวันนะเขต – ดานัง ต่อมาเกาหลีสนใจและพยายาติดต่ออยากจะเข้ามาติดต่อเพื่อเข้ามามีบทบาทในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ไทย นอกจากนี้รัสเซียเริ่มขยับเข้ามากระชับความสัมพันธ์กับไทยมากขึ้น โดยขณะนี้รัสเซียมีปัญหากับสหรัฐอเมริกา และตะวันตกในเรื่องยูเครน จึงต้องการหาพันธมิตร เพราะถูกตะวันตกปิดล้อม และไทยก็ต้องการหาพันธมิตรเพราะกำลังถูกสหรัฐอเมริกากดดัน ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับไทยจึงเป็นลักษณะที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
จากที่กล่าวมาข้างต้น ในขณะนี้ไทยจึงเน้นเข้าหาจีน เกาหลี รัสเซีย และอาเซียน เพราะประเทศในเอเชียไม่ได้มีปัญหากับไทย และแยกออกระหว่างเรื่องการเมืองภายในและเรื่องการต่างประเทศ

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

สร้างความรู้ความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกด้านพลังงาน

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางศิริมา  เฟื่องดอกไม้.
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน
หน่วยงาน :  สำนักงานคลังจังหวัดอุตรดิตถ์
หลักสูตรฝึกอบรม  :  สร้างความรู้ความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกด้านพลังงาน
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานพลังงานจังหวัดอุตรดิตถ์
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านทิศทางนโยบายและสถานการณ์พลังงานของประเทศ
2) เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
3) เพื่อให้บุคลากร องค์กร เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์พลังงาน
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ
การอนุรักษ์พลังงาน คือ ความพยายามเพื่อลดการใช้พลังงานในระบบลง ซึ่งการอนุรักษ์พลังงานที่ดีจะเป็นการวางแผนในด้านการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานเพื่อการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการลดความต้องการใช้พลังงานลง ซึ่งการอนุรักษ์พลังงานนี้จะให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและอ้อม เช่น เพิ่มรายได้ของระบบ เพิ่มคุณภาพของสิ่งแวดล้อม เพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของชาติ
การอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า เป็นส่วนประกอบสำคัญของการวางแผนนโยบายพลังงานของทุกองค์กร โดยการวางแผนที่ดีจะสามารถลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการลงทุน ซึ่งทำให้ความต้องการพลังงานไม่สูงมากเกินเมื่อองค์กรขยายและมีการเติบโต ซึ่งสู่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่มีเหตุผลและสามารถลดความต้องการอุปกรณ์ใหม่เพื่อมารองรับพลังงานในระบบที่เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันมี อุปกรณ์สำนักงาน หลายประเภทที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานในสำนักงานต่าง ๆ เช่น…คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องโทรสาร เป็นต้น การทำงานของอุปกรณ์สำนักงานเหล่านี้ เมื่อมีการใช้งานจะมีช่วงเวลาในการอุ่นเครื่อง หรือบางครั้งจะอยู่ในสภาวะรอทำงาน ซึ่งล้วนแต่เป็นช่วงที่สูญเสียพลังงานโยไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ช่วงที่อุปกรณ์เหล่านี้ถูกเปิดใช้งาน จะมีการระบายความร้อนออกสู่ภายนอก ทำให้อุณหภูมิภายในห้องเพิ่มขึ้น หรือเป็นผลให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักสิ้นเปลืองไฟฟ้ามากขึ้นด้วย ดังนั้น เจ้าของสำนักงานและผู้ใช้อุปกรณ์ในสำนักงาน จึงควรร่วมมือกันใช้งานอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยกันประหยัดพลังงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับสำนักงานได้
การประหยัดไฟฟ้า  พลังงานไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบกิจการต่างๆ การผลิตพลังงานไฟฟ้าให้พอเพียงกับความต้องการใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ในแต่ละปีประเทศไทยได้สูญเสียเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมากในการจัดหาเชื้อ เพลิงและพลังงานมาทำการ ผลิตพลังงานไฟฟ้า แม้ว่าความพยายามในการลดสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังมีสัดส่วนที่สูงอยู่ ดังนั้นการประหยัดพลังงานจึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ทุกส่วนฝ่ายควรให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกิจการธุรกิจระดับต่างๆหรือผู้ใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนทั่วไป  สำหรับการใช้ไฟฟ้าในบ้านอยู่อาศัยนั้น ส่วนใหญ่จะใช้เพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจากการประเมินศักยภาพในการประหยัดไฟฟ้าปรากฏว่าในส่วนของบ้านอยู่อาศัย เป็นส่วนที่มีโอกาสลดค่าใช้จ่าย ในการใช้ไฟฟ้าลงได้อีกมาก เพราะในปัจจุบัน มีการใช้ไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลืองในครัวเรือนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากขาดความรู้และไม่ทราบถึงวิธีการที่จะประหยัดการใช้
สรุปได้ว่า: พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จำเป็นต่อชีวิตมีผลต่อความเป็นอยู่ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับประเทศและทั่วโลก  การประหยัดไฟฟ้าไม่ใช่เป็นเรื่องยาก เพียงแต่ขอให้มีความตั้งใจจริงบวกกับความอดทนบ้างเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเกิดความเคยชินในการปฏิบัติก็จะเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่ ครอบครัวรวมทั้งยังเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอีกด้วย