วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตย

 
 


ผู้เล่าเรื่อง  :   นายโสภณ  พวงคุ้ม 
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  ผู้อำนวยการกลุ่มงานค่าตอบแทนและสวัสดิการ 
หน่วยงาน :   สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ  

หลักสูตรฝึกอบรม  :  การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 17 ประจำปี 2558

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์
๒) นำเสนอข้อมูลภายใต้ฐานของการศึกษาวิจัยในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักนิติธรรม


เนื้อหาและหัวข้อวิชาของหลักสูตรการฝึกอบรม  มีดังนี้  
๑) หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตย
๒) หลักนิติธรรมกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย
๓) หลักนิติธรรม รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย ... ต่างมุมมอง ต่างความเข้าใจ จุดหมายเดียวกัน ฯลฯ


การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตย
หลักนิติธรรมมีสาระสำคัญอะไรบ้างอย่างไร พอสรุปสาระสำคัญที่มีองค์ประกอบดังนี้


กฎหมายต้องบังคับเป็นการทั่วไป หมายถึง หลักนิติธรรมคือกฎหมายต้องมุ่งหมายบังคับใช้เป็นการทั่วไปกับบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคกันไม่มุ่งเฉพาะเจาะจงกับบุคคลใดคนหนึ่ง

กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง หมายถึง กฎหมายจะบัญญัติให้การกระทำที่เกิดก่อนที่จะมีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดทางอาญาเพื่อให้ลงโทษบุคคลย้อนหลังสำหรับการกระทำที่เกิดก่อนที่จะมีกฎหมายไม่ได้

การสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาในคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล  เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเพื่อให้สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่

หลักความอิสระและเป็นกลางของผู้พิพากษาและตุลาการ เนื่องจากผู้พิพากษาและตุลาการเป็นกลไกในการอำนวยความยุติธรรมขั้นสุดท้ายที่สำคัญ ดังนั้นผู้พิพากษาและตุลากการจะต้องมีความอิสระในการพิพากษาตัดสินคดีจะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือแม้แต่ฝ่ายตุลาการด้วยกัน รวมทั้งต้องมีความเป็นกลางไม่มีอคติใดๆ

เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องใช้อำนาจได้ภายใต้กฎหมายที่กำหนดไว้ จะใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ได้หลักการข้อนี้จะช่วยคุ้มครองสิทธิเสรีของประชาชนทั่วไป
กฎหมายต้องไม่ยกเว้นความผิดให้แก่การกระทำในอนาคต การออกกฎหมายเพื่อรองรับการยกเว้นการกระทำผิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไม่สามารถกระทำได้ หลักการนี้ช่วยป้องกันผู้มีอำนาจที่อาจฉ้อฉลใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการป้องกันการกระทำความผิดในภายหน้า
           

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กฎหมายคอมพิวเตอร์




ผู้เล่าเรื่อง  :  นางเพ็ญแข  สำราญกิจ
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังชำนาญการ
หน่วยงาน :  กลุ่มอนุมัติพิเศษ สำนักกฎหมาย
โทรศัพท์เพื่อการปันความรู้  :  0 2127 7000 ต่อ 6601

หลักสูตรฝึกอบรม  :  กฎหมายคอมพิวเตอร์
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อให้บุคลากรเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์
๒) เพื่อให้บุคลากรเข้าใจในจริยธรรมและกฎหมายคอมพิวเตอร์
3) เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย
4) เพื่อให้บุคลากรสามารถปกป้องสิทธิ์ของตนเองและไม่ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คือ ผู้กระทำผิดกฎหมายโดยใช้เทคโนโลยี มีการจำแนกไว้ ดังนี้
1.Novice พวกเด็กหัดใหม่ ที่พึ่งเริมหัดให้คอมพิวเตอร์ได้ไม่นาน
2.Deranged Person พวกจิตวิปริต ผิดปกติ ชอบความรุนแรง ชอบทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของ ฯลฯ
3.Organize Crime กลุ่มอาชญากรรมที่ร่วมมือกันทำผิดในลักษณะขององค์กรใหญ่ที่มีระบบซับซ้อน
4.Career Criminal พวกอาชญากรรมมืออาชีพ เป็นกลุ่มที่เป็นห่วงที่สุด เพราะนับวันยิ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
5.Com Aritst พวกหัวพัฒนา ชอบความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ เพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัว หาเงินในทางมิ
6.Dreamer พวกบ้าลัทธิ คอยทำผิดเนื่องจากมีความเชื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างรุนแรง
7.Cracker ผู้มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์จนสามารถลักลอบเข้าสู่ระบบได้ โดยมุ่งหมายเพื่อทำลายไฟล์และระบบให้ใช้การไม่ได้

รูปแบบการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
1.การลักลอบใช้/ขโมยข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
2.อาชญากรนำเอาระบบการสื่อสารมาปกปิดความผิดตนเอง
3.การละเมิดสิทธิ์ปลอมแปลงรูปแบบ เลียนแบบระบบซอฟต์แวร์
4.ใช้คอมพิวเตอร์แพร่ภาพ เสียง ลามก อนาจาร และข้อมูลที่ไม่เหมาะสม
5.ใช้คอมพิวเตอร์ฟอกเงิน
6.อันธพาลทางคอมพิวเตอร์ที่เข้าไปก่อกวน ทำลายระบบการจราจร ฯลฯ
7.หลอกลวงให้ร่วมค้าขายหรือลงทุน
8.แทรกแซงข้อมูล เช่น ดักจับ/ลักลอบค้นหารหัสบัตรเครดิตผู้อื่นมาใช้
9.ใช้คอมพิวเตอร์แอบโอนเงินบัญชีผู้อื่นเข้าบัญชีตนเอง

ข้อแนะนะสำหรับผู้ใช้บริการ
-อย่าบอก password ตนเองแก่บุคคลอื่น
-อย่านำ user id และ password ของบุคคลอื่นมาใช้งานหรือเผยแพร่
-อย่าส่ง (send) หรือส่งต่อ (forward) ภาพ ข้อความ หรือภาพเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมาย
-อย่าให้บุคคลอื่นที่ไม่รู้จักมายืมใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์
-การติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สายควรจะมีระบบป้องกันมิให้บุคคลอื่นแบใช้งานโดยมิได้รับอนุญาต
-เทียบเวลาประเทศไทยให้ตรงกับเครื่องให้บริการเวลา (time Server)

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

การออกแบบกราฟิกสำหรับพรีเซนเทชั่น ด้วย Photoshop

ผู้เล่าเรื่อง  :   นางสาว สุจิตรา นภาคณาพร 
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ
หลักสูตรฝึกอบรม  :  การออกแบบกราฟิกสำหรับพรีเซนเทชั่น ด้วย Photoshop

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
 ๑) เพื่อให้ข้าราชการพลเรือนได้มีความรู้ในด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างหลากหลาย
 ๒) เพื่อให้ข้าราชการพลเรือนสามารถนำโปรแกรม Photoshop มาปรับใช้งานในองค์กรได้


การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ
1. การรวมหลายภาพเป็นภาพเดียว
2. การปรับขนาดภาพ Free Transform 
       1.การรวมหลายภาพเป็นภาพเดียว



step 1: เปิดหลายๆ ภาพ
step 2: แสดงภาพคู่กัน โดยลากชื่อภาพออกมาเป็นหน้าต่างย่อย
step 3: Move tool คลิ๊กเลือกภาพก่อน แล้วลากภาพไปทันกัน
** โปรแกรมแยก Layer auto
Tool เพิ่มเติม Magic Eraser สำหรับลบพื้นที่ตามสีภาพ
2. การปรับขนาดภาพ Free Transform
 

• Move
• Scale (Shift = ล๊อคสัดส่วน)
• Rotate(Shift = snap 15 องศา)
* เสร็จแล้ว Enter , ยกเลิก กด ESC
Free Transform เพิ่มเติม
คลิ๊กขวา ขณะ Free Transform อยู่


•Skew : ดึงมุมภาพ ในระนาบเดิม
•Distort : ดึงมุมภาพ อิสระ
•Perspective : ดึง 2 ข้าง พร้อมกัน
•Warp : ดัดแบบตาข่าย
- ปรับรูปทรงที่ Option bar
- ปรับค่า Bend โดยลากที่จุดตรงตาข่ายได้เลย

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

กิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ (วัดทองเนียม)



ผู้เล่าเรื่อง  :  นางปิยนาถ อุดมชัยเดช
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนักบริหารการรับ – จ่ายเงินภาครัฐ (ฝ่ายบริหารทั่วไป)
ชื่อโครงการ     :  กิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ (วัดทองเนียม)
หน่วยงานผู้จัด  :  กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม

วัตถุประสงค์ของโครงการ
๑) เพื่อพัฒนาความรู้
๒) เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่เพื่อนร่วมงาน
๓) เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ได้มีโอกาสเข้าวัดปฏิบัติธรรมในวันธรรมสวนะ
และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : การสมาทานศีล
ความหมายของศีล
ศีล แปลว่า ปกติของสิ่งต่าง ๆ อันเป็นสภาวธรรมที่มีที่เป็นกับสิ่งนั้น ๆ เช่น ดวงอาทิตย์เป็นดวงไฟที่ร้อนและให้แสงสว่าง ความร้อนและความสว่างถือว่าเป็นสภาวะปกติของดวงอาทิตย์ถ้าดวงอาทิตย์ยังร้อน ยังให้แสงสว่างอยู่  ก็กล่าวได้ว่าดวงอาทิตย์ยังมีปกติยังรักษาปกติของตนไว้ได้ หากเมื่อใดดวงอาทิตย์เกิดไม่ร้อนหรือไม่ให้แสงสว่างขึ้นมา เราก็เรียกว่าดวงอาทิตย์ผิดปกติหรือเสียปกติไป


ปกติเป็นความหมายของศีลดังนี้
คนเราโดยทั่วไปก็มีปกติคือมีศีลประจำตัวอยู่ทุกคนแล้ว ปกติของคนคือไม่ฆ่ากัน ไม่เบียดเบียนกัน     ไม่ลักขโมยทรัพย์สินของกันและกัน ไม่ล่วงละเมิดในคู่ครองของกัน ไม่มักมากในกาเมประเวณี ไม่โกหกหลอกลวงกันไม่ทำให้ผู้อื่นเสียผลประโยชน์ด้วยคำพูดของคน ไม่หลงลืมสติ ไม่ติดสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษทุกชนิดนี่คือปกติของคน  หากผู้ใดเป็นคนเหี้ยมโหด ชอบทารุณ ชอบฆ่าคนอื่น ชอบลักขโมยทรัพย์สินของคนอื่น เป็นต้น ผู้นั้นชื่อว่าได้ทำผิดปกติของคนไป คือผิดไปจากคนธรรมดาปกตินั่นเอง ซึ่งการกระทำนั้นแม้ทางบ้านเมืองและสังคมตามปกติก็ไม่ยอมรับ

 

จุดมุ่งหมายในการสมาทานศีล
การสมาทานศีล เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า การรับศีล ก็เพื่อปฏิญาณตนต่อหน้าพระผู้ให้ศีลและต่อตนเองว่า จะไม่ล่วงละเมิดข้อห้ามนั้น ๆ จะรักษาปกติของตนไว้ เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นเป็นเบื้องต้น ด้วยมีความตั้งใจแน่วแน่ด้วยตนเองโดยไม่ต้องบังคับว่าจะงดเว้นจากความชั่วทุจริตผิดปกติของตน อันจะเกิดทางกาย ทางวาจาต่อไป

อานิสงส์ของการสมาทานศีลก่อนให้ทาน
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนแนวทางแห่งการทำบุญให้ทานที่จะได้อานิสงส์มากแก่ผู้กระทำ    สรุปใจความได้ว่า "การให้ทานควรเลือกให้ เลือกทั้งผู้ให้ สิ่งที่ให้ และผู้รับ ทานที่เลือกให้พระองค์ทรงสรรเสริญ และย่อมมีผลมีอานิสงส์มาก เหมือนชาวนาเลือกพันธ์ข้าวดีแล้วหว่านลงในนาดี ย่อมได้ผลมาก ฉะนั้น เมื่อผู้ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้รับก็เป็นผู้บริสุทธิ์ ทานของผู้นั้นย่อมมีผลมีอานิสงส์มาก เพราะบริสุทธิ์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เมื่อผู้ให้หรือผู้รับมีศีลบริสุทธิ์ฝ่ายเดียว ทานนั้นย่อมมีผลมีอานิสงส์ลดน้อยลงมา เพราะบริสุทธิ์เพียงฝ่ายเดียว เมื่อผู้ให้ก็ไม่บริสุทธิ์ ผู้รับก็ไม่บริสุทธิ์   ทานนั้นย่อมมีผลมีอานิสงส์น้อย เพราะทั้งสองฝ่ายไม่บริสุทธิ์" ดังนี้

ดังนั้น ในการทำบุญให้ทานทุกครั้ง ท่านจึงสอนให้รับศีลเสียก่อน เพื่อให้ตนเองบริสุทธิ์ทางกายวาจาใจ ทานที่ให้หรือบุญที่จะทำจะได้มีผลมีอานิสงส์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านผู้ฉลาดในการทำบุญจึงได้ประสบผลบุญตามปรารถนาตลอดมา โดยเมื่อถึงคราวทำบุญก็ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ รักษาปกติกาย วาจาให้เรียบร้อยสมบูรณ์ โดยเวลารับศีลก็เต็มใจรับ รับด้วยความตั้งใจ เวลารักษาศีลก็เต็มใจตั้งใจรักษา ไม่ยอมให้ศีลด่างพร้อยด้วยประการต่าง ๆ โดยเฉพาะในขณะทำบุญ จะประคองศีลของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งทีเดียว
วิธีสมาทานศีล
การทำตนให้มีศีล โดยปกติมักเข้าใจว่าต้องไปรับกับพระเท่านั้นจึงจะใช้ได้ และจึงจะเป็นศีลถูกต้อง       มีอานิสงส์มาก ความจริงการรักษาศีลหรือทำตนให้มีศีลนั้นมีหลายวิธีด้วยกัน มีทั้งวิธีที่รับกับพระและไม่ได้รับกับพระ แต่จะเป็นวิธีไหนก็ตามล้วนมีผลมีอานิสงส์ทั้งสิ้น

๑.แบบสัมปัตตวิรัติ
แบบนี้ไม่ต้องรับจากพระ ไม่ต้องกล่าววาจาสมาทานใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่เกิดมีสามัญสำนึกในการ จากความชั่วทุจริตต่าง ๆ เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีด้วยตนเอง แล้วเว้นจากการทำผิด เช่น มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ พอที่จะยักยอกหรือฉ้อโกงเอามาได้ แต่ไม่ทำ ทั้ง ๆ ที่ทำได้ ทั้งนี้ เพราะมาคิดว่า การยักยอกฉ้อโกงนี้เป็นบาปทุจริต แม้ยักยอกเอาไปได้ เงินทองนี้อาจจะอำนวยประโยชน์และให้ความสุขได้จริง แต่เป็นความสุขที่เจือด้วยความทุกข์ เพราะต้องหวาดผวาระแวงภัยระวังตัวอยู่เสมอ กลัวเขาจะจับได้ เป็นต้น ทั้งยังจะทุกข์หนักยิ่งกว่าทุกข์เพราะไม่พอกินไม่พอใช้เสียอีก หรือมาคิดว่า การยักยอกฉ้อโกงเขา อย่างนี้เป็นสิ่งไม่เหมาะไม่ควรแก่ตน เราเป็นมนุษย์เป็นผู้มีใจสูงมีวัฒนธรรม เล่าเรียนมาก็สูง มาทำอย่างนี้จะเหมาะหรือถ้าเราทำ ระดับจิตใจของเราก็จะลดระดับต่ำลง ต่อไปจะได้ใจทำซ้ำอีก หนักเข้าก็จะชาชินกับความชั่วอย่างนี้ความเป็นมนุษย์ของเราก็จะลดระดับต่ำลงเรื่อย ๆ ดังนี้เป็นต้น
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วก็เว้นจากการกระทำนั้น ๆ ไม่ยอมทำตามใจปรารถนาที่เกิดขึ้นครั้งแรก ทั้งนี้เพราะมาเกิดสามัญสำนึกอายชั่วกลัวบาปขึ้นมาเอง อย่างนี้ก็เป็นศีลเหมือนกัน แม้การคิดงดเว้นจากการล่วงละเมิดศีลข้ออื่น ๆ นอกจากที่ยกตัวอย่างมานี้ด้วยตนเอง ก็จัดเป็นศีลแบบสัมปัตตวิรัติเช่นกัน ผู้มีศีลแบบนี้ เป็นผู้เอาตัวรอดจากความชั่วเฉพาะหน้าได้

๒.แบบสมาทานวิรัติ
แบบนี้เป็นแบบที่รับกับพระหรือจากผู้มีศีลอื่น คือต้องมีบุคคลอื่นเป็นสักขีพยานเสียก่อน  จึงรักษาได้แบบนี้เป็นแบบที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป เรียกว่ารักษาศีลด้วยมีเจตนาตั้งใจรับด้วยการสมาทานจากผู้อื่น              ผู้มีศีลแบบนี้อาจล่วงละเมิดศีลของตนได้ง่ายหากไม่มีผู้อื่นเห็น เพราะฉะนั้น จึงต้องระวังใจไม่ให้เผลออีกเหมือนกันเพราะถ้าเผลอเมื่อไร จะล่วงละเมิดศีลข้อนั้น ๆ ทำให้ศีลขาดหรือด่างพร้อยลงทันที
 วีธีฝึกรักษาศีลแบบนี้ เมื่อไม่อาจจะสมาทานจากพระทุกวันได้ จะสมาทานเองก็ได้เหมือนกัน โดยตั้งใจสมาทานเองทุกวันก่อนออกจากบ้านไปทำงาน หรือตอนเช้า ๆ เมื่อตื่นนอน ด้วยการประนมมือเข้าหาพระพุทธรูปบูชาที่บ้านหรือในที่ทำงาน หรือหากแขวนพระแขวนเหรียญไว้ที่คอ ก็กำพระกำเหรียญนั้นขึ้นประนมพร้อมตั้งใจอธิษฐานว่า
ปาณาติปาตา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้า จะไม่ฆ่าสัตว์
อะทินนาทานา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้า จะไม่ลักทรัพย์
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้า จะไม่ประพฤติล่วงประเวณี
มุสาวาทา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้า จะไม่พูดเท็จ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้า จะไม่ดื่มสุรายาเมาทุกชนิด
ทำเช่นนี้ก็ชื่อว่าได้ปฏิญญาว่าจะรักษาศีลแล้ว ต่อไปก็พยายามตั้งใจรักษาปฏิญญานั้นให้ดี ต้องนึกอยู่เสมอว่าตัวเองได้สมาทานศีลมาแล้ว

๓.แบบสมุจเฉทวิรัติ
แบบนี้เป็นแบบที่จะงดเว้นเองหรืองดเว้นเพราะสมาทานก็ได้ แต่สูงกว่าสองแบบแรกโดยมีความตั้งใจ เด็ดเดี่ยวที่จะงดเว้นจากบาปทุจริตต่าง ๆ โดยเด็ดขาด ตั้งใจรักษาศีลตลอดไป เรียกว่า "รักษาศีลตลอดชีพ" แบบนี้เป็นแบบที่เคร่งครัดมาก มีผลอานิสงส์มาก เพราะเป็นแบบของพระอริยะเจ้า ซึ่งคนเราสามารถจะดำเนินรอยตามได้ โดยวิธีตั้งใจงดเว้นทุกวันก่อนนอนหรือก่อนออกไปทำงานนอกบ้านว่า

ปาณาติปาตา เวระมะณี ข้า ฯ จะไม่ฆ่าสัตว์ ตลอดชีวิต
อะทินนาทานา เวระมะณี ข้า ฯ จะไม่ลักทรัพย์ ตลอดชีวิต
กาเมสุมิจฉารา เวระมะณี ข้า ฯ จะไม่ประพฤติล่วงประเวณี ตลอดชีวิต
มุสาวาทา เวระมะณี ข้า ฯ จะไม่พูดเท็จ ตลอดชีวิต
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี ข้า ฯ จะไม่ดื่มสุรายาเมาทุกชนิด ตลอดชีวิต

ทั้ง 3 แบบนี้ เป็นการทำตนให้มีศีลจากง่ายไปหายาก ผู้หวังความสุขความเจริญในชีวิต ก็อาจฝึกจากวิธีต้นไปหาวิธีปลายได้ และไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ในเพศไหนวัยใด หากทำได้ ย่อมได้รับอานิสงส์เท่าเทียมกันหมด

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การออกแบบและจัดการฐานข้อมูลด้วย Microsoft Access

ผู้เล่าเรื่อง  : นางสาวญาณิศา  ศิริวัฒน์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน : สำนักกฎหมาย

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับฐานข้อมูลและการใช้งานเบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรม Microsoft Access 2010 และเข้าใจความหมาย ประโยชน์ความสำคัญของการจัดการฐานข้อมูล ความสามารถของโปรแกรม รวมถึงอธิบายส่วนประกอบต่าง ๆ ในหน้าจอโปรแกรม Microsoft Access 2010 ได้




การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ :  การออกแบบและจัดการฐานข้อมูลด้วย Microsoft Access

ระบบฐานข้อมูล
ปัจจุบันการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการเกี่ยวกับฐานข้อมูล (database) ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรที่มีขนาดใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการสามารถทำได้รวดเร็วและถูกต้องแม่นำ ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมในการดำเนินการขององค์กรสูงขึ้นด้วยระบบฐานข้อมูล (Database System) คือการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้ใช้สามารถเรียกใช้ข้อมูลดังกล่าวได้ในลักษณะต่าง ๆ เช่น การเพิ่มข้อมูล (Add Data) การแทรกข้อมูล (Insert Data) การเรียกใช้ข้อมูล (Retrieve Data) การแก้ไขและลบข้อมูล (Update & Delete Data) ตลอดจนการเคลื่อนย้ายข้อมูล (Move Data) ไปตามที่กำหนด

โครงสร้างของระบบ (structure of Databases)
ระบบฐานข้อมูลในมุมมองของผู้ใช้สามารถแบ่งออกตามลักษณะโครงสร้าง ซึ่งประกอบไปด้วย โครงสร้างหลัก 2 ส่วน ได้แก่ ส่วน Font end และ Back end
Font End เป็นโปรแกรมประยุกต์ (Application) ที่อาจจะสร้างจากภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษาระดับสูง CASE หรือภาษาอื่น ๆ ส่วนนี้โดยปกติจะรองรับการท างานของผู้ใช้ (End User) เพื่อทำหน้าที่ติดต่อกับ ระบบ
Back End เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการจัดการกับระบบฐานข้อมูลทั้งหมด ในแง่ของการจัดเก็บและเรียกใช้ ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลจริง ได้แก่ การปฏิบัติการต่างๆ กับข้อมูล, การจัดทำ Backup, การควบคุมความ ถูกต้องในการใช้ข้อมูลพร้อมกัน รวมไปถึงการควบคุมความปลอดภัยของระบบ เป็นต้น
องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล
Data เนื่องจากฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล ให้มีลักษณะเป็นศูนย์กลางข้อมูลอย่างเป็นระบบ      ในกรณีที่มีผู้ใช้ร่วมกันหลายคน (Multi-User) ข้อมูลจะต้องสามารถเรียกใช้ร่วมกันได้ ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ใช้จะมองภาพของข้อมูล ที่แตกต่างกันไปตามระดับของการออกแบบระบบ
Hardware ในส่วนของ Hardware ที่เกี่ยวช้องกับระบบ จะพิจารณาถึงส่วนประกอบที่สำคัญสองประการ ส่วนแรกคือ สื่อในการเก็บข้อมูล (Secondary Storage) ได้แก่ การเก็บข้อมูลด้วย Magnetic Disk รวมไปถึงการติดต่อระหว่างอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น I/O Device ต่าง ๆ ส่วนที่สองจะเกี่ยวข้องกับความเร็วในการทำงานของโปรเซสเซอร์และเมมโมรี       ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของข้อมูลในระบบและจำนวนของผู้ใช้เป็นตัวกำหนด
User ในระบบฐานข้อมูลจะมีบุคลากรที่เกี่ยวช้องดังนี้
Programmer เป็นบุคลากรที่ทำหน้าที่เขียนโปรแกรมประยุกต์ใช้งาน เพื่อการจัดเก็บและการเรียกใช้งาน เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้
End User เป็นบุคลากรที่ทำการใช้ข้อมูลจากระบบ ซึ่งโดยปกติจะทำงานใน 3 ลักษณะ คือ การอ่าน (Read Only), การเพิ่มหรือลบข้อมูล (Add/Delete) และการแก้ไขข้อมูล (Modify Data) เป็นต้น
DBA (Database administrator) เป็นบุคลากรที่ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุม และบริหารงานของ ระบบฐานข้อมูลทั้งหมด นั่นคือจะเป็นผู้ที่ต้องตัดสินใจว่าข้อมูลใด ที่จะรวบรวมเข้าสู่ระบบรวมไปถึงเป็น ผู้กำหนดกฎเกณฑ์ที่ใช้ภายในระบบ เช่น วิธีการในการจัดเก็บข้อมูล การเรียกใช้ข้อมูลตลอดจนการ กำหนดการรักษาความปลอดภัยในระบบ เป็นต้น
Software ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ และข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในสื่อต่างๆ Software ใน ส่วนนี้เรียกว่า Database Management System (DBMS) นั่นคือ ความต้องการใช้ข้อมูลจากผู้ใช้จะ ถูกจัดการโดย DBMS เพื่อที่จะทานในลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกใช้ข้อมูลการจัดทำรายงานและการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขในรูปแบบต่าง ๆ
แนวคิดการออกแบบฐานข้อมูล (Database Approach)
ระบบฐานข้อมูลจะมีแนวคิดในการจัดการกับตัวข้อมูลโดยตรง นี่นคือความพร้อมของข้อมูลที่ จะถูกเรียกใช้ได้ทันทีที่ต้องการ นอกจากนี้แล้วข้อมูลในระบบจะถูกใช้ร่วมกัน (Shared Data) โดยผู้ใช้ แต่ละคนจะมองเห็นระบบฐานข้อมูลที่แตกต่างกันตามลักษณะการทำงานที่ได้ถูกกำหนดไว้โดยผู้ออกแบบระบบ ผลกระทบของการประมวลผลด้วยระบบฐานข้อมูล
ข้อดีของการประมวลผลด้วยระบบฐานข้อมูล
1. ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Minimal Data Redundancy) การจัดเก็บข้อมูลในลักษณะเป็นแฟ้มข้อมูล อาจทำให้ข้อมูลประเภทเดียวกันถูกเก็บไว้หลาย ๆ แห่ง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลขึ้นได้ ดังนั้น การนำข้อมูลรวมมาเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลจะช่วยลดปัญหาความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้
2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้ (Consistency of Data) การจัดเก็บข้อมูลในลักษณะเป็นแฟ้มข้อมูล โดยที่ข้อมูลเป็นเรื่องเดียวกันอาจมีอยู่ในหลายแฟ้ม ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งของข้อมูลขึ้นได้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการแก้ไขข้อมูลที่แฟ้มแห่งหนึ่ง แต่มิได้แก้ไขข้อมูลเรื่องเดียวกันที่อยู่ในไฟล์อื่น ๆ ทำให้ข้อมูลนั้น ๆ แตกต่างกันได้
3. จำกัดความผิดพลาดในการป้อนข้อมูลให้น้อยที่สุด (Data Integrity) บางครั้งความผิดพลาดของข้อมูล    อาจเกิดขึ้นจากการป้อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเข้าสู่ระบบดังนั้นในระบบจัดการ ฐานข้อมูล จึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดกฎเกณฑ์ในการรับข้อมูลจากการป้อนของผู้ใช้ เพื่อรักษาความถูกต้องของข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
4. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ (Sharing of Data) เนื่องจากระบบฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน เมื่อผู้ใช้ต้องการเรียกใช้ข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลที่แตกต่างกันก็จะสามารถทำได้โดยง่าย
5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันได้ (Enforcement of Standard) การเก็บข้อมูลไว้ด้วยกัน   จะสามารถกำหนดและควบคุมความมีมาตรฐานของข้อมูลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ ดังนั้น จึงทำให้ระบบเกิดความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น
6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้ (Security and Privacy Control) เนื่องจากระบบ        จะทำการกำหนดระดับของผู้ใช้แต่ละคนตามลำดับความสำคัญของผู้ใช้ ดังนั้น จึงสามารถที่จะควบคุมและดูแลความปลอดภัย ของข้อมูลภายในระบบได้ดียิ่งขึ้น
7. ข้อมูลมีความเป็นอิสระ (Data Independence) ระบบฐานข้อมูลจะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับโปรแกรมประยุกต์ที่ทำงานกับข้อมูลโดยตรงการแก้ไขข้อมูล เช่น ต้องการเปลี่ยนรหัสไปรษณีย์จากเลข 4 หลัก เป็นเลข 5 หลัก ก็จะทำการแก้ไขข้อมูลที่เป็นรหัสไปรษณีย์ เฉพาะโปรแกรมที่เรียกใช้รหัสไปรษณีย์เท่านั้น ส่วนโปรแกรมอื่นจะเป็นอิสระต่อการเปลี่ยนแปลงนี้
ข้อเสียของการประมวลผลด้วยระบบฐานข้อมูล
1. ขั้นตอนการออกแบบดำเนินการและการบำรุงรักษามีต้นทุนที่สูง เนื่องจากระบบต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ในการออกแบบระบบ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน Hardware และ Software รวมไปถึงราคาอุปกรณ์ที่ใช้มีราคาค่อนข้างสูง
2. ระบบมีความซับซ้อนจำเป็นต้องมีผู้ดูแลระบบที่ถูกฝึกมาอย่างดี เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ผิดพลาดอันอาจจะเกิดขึ้นได้
3. การเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของระบบ เนื่องจากข้อมูลอาจถูกจัดเก็บแบบรวมศูนย์ (Centralized Database System) ความล้มเหลวของการทำงานบางส่วนอาจทำให้ระบบฐานข้อมูลโดยรวมหยุดชะงักการทำงานได้

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

ผู้เล่าเรื่อง :  นางสาวจันทิมา  ตันติกุลวัฒนา  
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง : นักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการ
หน่วยงาน : กลุ่มงานวิชาการด้านการคลังการบัญชี  สำนักงานคลังจังหวัดนนทบุรี
หลักสูตรฝึกอบรม : โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน”

การสัมมนาเรื่อง “การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน”
การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน หมายถึง การช่วยชีวิตคนหัวใจหยุดเต้น หรือคนที่หยุดหายใจกระทันหันจากระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจล้มเหลว
ลักษณะของผู้ป่วยที่ต้องทำการฟื้นคืนชีพ
1.หมดสติ  ไม่รู้สึกตัว
2.ไม่หายใจ  หรือหายใจเฮือก

ขั้นตอนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้ผู้ป่วยอายุ 8 ปี ขึ้นไป 
เมื่อท่านพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินหมดสติให้ปฏิบัติดังนี้


1.ตรวจดูว่าผู้ป่วยรู้สึกตัวหรือไม่  โดยการใช้มือทั้ง 2 ข้างจับบริเวณไหล่ เขย่าให้แรงพอสมควรพร้อมเรียกผู้ป่วยดัง ๆ
2.หากผู้ป่วย  ไม่ตอบสนองให้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ  ผ่านหมายเลข 1669 ให้เร็วที่สุด
3.ตรวจดูว่าผู้ป่วยหายใจหรือไม่  หากไม่หายใจ หรือหายใจเฮือก ให้ปฏิบัติดังนี้

3.1กดนวดหัวใจ
1)จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นแข็งโดยผู้ช่วยเหลือนั่งคุกเข่าอยู่ทางด้านข้างกายของผู้ป่วย
2)างส้นมือลงไป  ขนานกับแนวกึ่งกลางหน้าอก   (กึ่งกลางระหว่างหัวนมทั้งสองข้างของผู้ป่วย) แล้วนำมืออีกข้างมาประกบ  ประสานนิ้วแลบะทำการล็อคนิว  กระดกข้อมือขึ้น  โดยให้ส้นมือสัมผัสกับหน้าอก
เท่านั้น  โน้มตัวมาให้แนวแขนตั้งฉากกับหน้าอกของผู้ป่วย
3)แขนตรงและตึง  ออกแรงกดลงไปโดยใช้แรงจากหัวไหล่  จุดหมุนอยู่ตรงสะโพก  กดให้หน้าอกยุบลงไปอย่างน้อย 5 เซนติเมตร  โดยให้ส้นมือสัมผัสกับหน้าอกผู้ป่วยตลอดการนวดหัวใจ  ส้นมือไม่หลุดออกจากหน้าอกผู้ป่วย  ด้วยความเร็ว 100 ครั้ง/นาที หรืออัตราความเร็วตามจังหวะเพลง “สุขกันเถอะเรา”

3.2เปิดทางเดินหายใจ
1)ถ้าผู้ช่วยเหลือมีเพียงคนเดียว  ให้ทำการกดหน้าอกอย่างเดียวในอัตราอย่างน้อย 100 ครั้ง/นาที  จนกว่าทีมกู้ชีพ 1669 จะมาถึง
2)ถ้ามีผู้ช่วยเหลือมากกว่า 1 คน ให้ทำการเปิดทางเดินหายใจ  โดยการกดหน้าผากและเชยคาง

3.3ช่วยการหายใจ
ถ้าผู้ป่วยเป็นญาติสนิทและมั่นใจว่าไม่เป็นโรคติดต่อใด ๆ ทำการช่วยหายใจโดยการเป่าปากผู้ป่วย 2 ครั้ง  โดยวางปากผู้ช่วยเหลือครอบปากผู้ป่วยให้แนบสนิท บีบจมูกผู้ป่วยให้แนบสนิทและเป่าลมเข้าไป  โดยการเป่าแต่ละครั้งให้ยาว  ประมาณ 1-2 วินาที  จนเห็นหน้าอกผู้ป่วยยกตัวขึ้นพร้อมกับปล่อยให้หน้าอกผู้ป่วยยุบลงมาอยู่ตำแหน่งเดิมก่อนที่จะเป่าครั้งที่ 2  หากไม่มั่นใจให้กดหน้าอกเพียงอย่างเดียวต่อไปเรื่อย ๆ หรือสลับกับผู้ช่วยเหลือคนอื่นเมื่อครบ 2 นาที

สรุปการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน
1)กรณีผู้ช่วยเหลืออยู่คนเดียว  ให้กดหัวใจ 100 ครั้ง/นาที หรือตามจังหวะเพลง “สุขกันเถอะเรา”ต่อเนื่องจนกว่าทีมช่วยเหลือจะมาถึง
2)กรณีผู้ช่วยเหลือมากกว่า 1 คน   ในหนึ่งรอบของการช่วยฟื้นคืนชีพ คือ การปฏิบัติการกดนวดหัวใจ
30 ครั้ง และช่วยหายใจจำนวน 2 ครั้ง  และทำอย่างต่อเนื่องกันทั้งหมด 5 รอบ (ใช้เวลาประมาณ 2 นาที) ทำสลับกันไปจนกว่าจะพบว่าผู้ป่วยมีอาการไอ/ขยับตัว/มีการหายใจ หรือทีมช่วยเหลือมาถึง เราจึงหยุดได้
3)การฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานนั้น จะได้ผลดีต้องกระทำภายใน 4 นาที หลังผู้ป่วยหยุดหายใจ
4)สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี ให้รีบโทรแจ้ง 1669 และปฏิบัติตามคำแนะนำ

ห่วงโซ่ของการรอดชีวิต
1)พบเหตุเร็ว  ประเมินอาการว่าไม่รู้สึกตัว  แจ้งเหตุทางหมายเลข 1669
2)หากไม่ตอบสนอง  ปั๊มหัวใจได้ถูกต้องรวดเร็ว
3)ทีมฉุกเฉินขั้นสูงกว่ามาถึงเร็ว  ให้การช่วยเหลือได้เร็ว  และนำส่งโรงพยาบาลได้เร็วและเหมาะสม

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ข้าราชการยุคใหม่ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวนงลักษณ์  พิศวงศ์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  กองแผนงาน  กรมบัญชีกลาง
ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : ข้าราชการยุคใหม่ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

 
คนที่โลกยุคใหม่ต้องการ
- มีความเป็นเลิศ
- มีความเป็นมืออาชีพ
- ปรับตัวได้ตลอดเวลา
- คิดเป็นแก้ปัญหาเป็น

ค่านิยมสร้างสรรค์ 5 ประการสำหรับข้าราชการยุคใหม่
1.กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง
- ยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม
- ยึดหลักวิชา จรรยาวิชาชีพ
- ไม่โอนตามอิทธิพลใดๆ

2.ซื่อสัตย์รับผิดชอบ
- ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
- แยกเรื่องส่วนตัวจากหน้าที่การงาน
- รับผิดชอบต่อ ประชาชน ผลการปฏิบัติงานขององค์กรและการพัฒนาระบบราชการ

3.โปร่งใสตรวจสอบได้
- ปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรให้โปร่งใส
- มีวิธีการให้ประชาชนตรวจสอบได้
- เปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในขอบเขตกฎหมาย

4.ไม่เลือกปฏิบัติ
- บริการประชาชนด้วยความเสมอภาค สะดวก รวดเร็ว ประหยัด ถูกต้อง
- ปฏิบัติต่อผู้รับบริการด้วยความมีน้ำใจ เมตตา เอื้อเฟื้อ

5.มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน
- ทำงานให้เสร็จตามกำหนด เกิดผลดีต่อหน่วยงานและส่วนรวม
- ใช้ทรัพยากรของราชการให้คุ้มค่าเสมือนใช้ทรัพยากรของตนเอง
- ทำงานโดยยึดผลลัพธ์ มีการวัดผลและค่าใช้จ่าย

ค่านิยมสร้างสรรค์ จะนำไปสู่...
- พฤติกรรมในการทำงานเพื่อประชาชนและส่วนรวม
- กล้าตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง
- ไม่ถูกชี้นำในการตัดสินใจและการทำงาน
- มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานและการตัดสินใจ
- รักษาเกียรติของอาชีพตนเอง
- โปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ
- มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน
- ระบบงานของรัฐได้รับความศรัทธาและเชื่อถือจากประชาชน

ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : การพัฒนาบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพ คือ ลักษณะท่าทางซึ่งสามารถแสดงออกมาได้ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความรู้สึก

นึกคิดที่สะท้อนออกมาให้ผู้อื่นเห็นและเกิดความประทับใจ  ฉะนั้น  การที่บุคคลจะได้รับการยอมรับนับถือ การสนับสนุน ความไว้วางใจ และความประทับใจจากผู้อื่นนั้น ก็ควรที่จะแสดงบุคลิกภาพที่ดีและเหมาะสมให้ผู้อื่นเห็น เพราะบุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง
การวางท่าทาง
ประโยชน์ของการวางท่าทางที่ถูกต้อง
1.สุขภาพร่างกายทั่วไปดีขึ้น
2.การทรงตัวดี     
3.ลดการปวดเมื่อยต่างๆ
4.เสียงดีขึ้นเพราะกระบังลมทำงานดี
5.การเคลื่อนไหวนิ่มนวล
6.สง่างาม  
7.ลักษณะท่าทางมีความมั่นใจ
8.สะดุดตา

ข้อเสียของการวางท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
1. สุขภาพไม่ดีมีอาการดังนี้
- การย่อยอาหารไม่ดี- ปวดหลัง
- การหมุนเวียนโลหิตไม่ดี
- เหนื่อยง่ายอ่อนเพลีย
2. ขาดการวางตัวที่ดี
3. ขาดความมั่นใจในตัวเอง

ตัวท่านละเป็นอย่างไร
1.ศีรษะยื่นออกมาหรือเปล่า
2.ไหล่ห่อหรือก้มงอไปข้างหน้าหรือเปล่า
3.ทรวงอกห่อหน้าอกโค้งงอเข้าไปหรือเปล่า
4.หน้าท้องยื่นออกมาหรือเปล่า
5.ก้นยื่นออกไปข้างหลังหรือไม่
6.เข่าทั้งสองตึงและอยู่ถูกที่หรือไม่
7.เท้ายื่นชี้ไปข้างในหรือข้างนอก

วิธีการตรวจการวางท่าทาง
1.ยืนหันหน้าเข้าผนังให้ชิด
2.วางมือบนหน้าขา (หรือเดินเข้าหาผนังช้าๆ)
3.ถ้าหน้าอกสัมผัสผนังก่อน  การวางท่าทางดี
4.ถ้าท้องสัมผัสก่อน = ต้องปรับปรุง
5.ถ้าศีรษะสัมผัสก่อน = ต้องปรับปรุง

การวางตัวและการเดิน
1.เท้า ชี้ตรงไปข้างหน้าห่างกัน 2-3 นิ้ว น้ำหนักตัวอยู่ศูนย์กลาง
2.เข่า ตึงหรืออาจหย่อนเล็กน้อย  แต่อย่างอเข่า
3.หน้าท้อง แขม่วไว้
4.เอว ดึงขึ้นไปให้พ้นจากสะโพก
5.ไหล่ ตรง
6.คอ ยืดตรง
7.คาง ให้คางขนานกับพื้น

จุดสำคัญเกี่ยวกับการวางมือ
1.มือทั้งสองปล่อยตามสบาย
2.การเคลื่อนไหวจะใช้ข้อมือและช่วงต่ำกว่าศอก
3.พยายามให้เห็นด้านข้างของมือ อย่าบิดมือ
4.การก้าวเดินและแกว่งแขนต้องประสานกัน
5.ลักษณะมือไม่ควรจะแข็งหรือแกว่งไปมามากเกินไป

มารยาทการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์หรือชนิดช่วยตนเอง
1.ควรตักแบ่งอาหารให้พอดีกับความต้องการของตนเองอย่าโลภตักอาหารไปจนทานไม่หมด
2.อย่าตักอาหารโดยคุ้ยเขี่ยทำลายความสวยงามที่เขาตกแต่งไว้
3.เมื่อรับประทานอาหารเสร็จวางไว้ที่วางจานใช้แล้วหรือส่งให้บริกร

ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : จิตบริการในการทำงานภาครัฐ
จิตบริการ (Service mind)  เป็นศัพท์ที่ได้ยินบ่อยๆ มาจากคำ 2 คำ คือ Service หมายถึง การบริการ และ mind หมายถึง จิตใจ  รวมแล้วหมายถึง จิตใจของการเป็นผู้ให้บริการ ซึ่งแสดงออกได้หลายรูปแบบเพื่อให้ผู้รับบริการประทับใจ เช่น การบริการด้วยรอยยิ้มและคำพูดที่เหมาะสมเพื่อสร้างความไว้วางใจ การแสดงออกถึงความพร้อมและความเต็มใจในการให้บริการ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ กริยาท่าทางและน้ำเสียงในขณะให้บริการเป็นอย่างดี การเก็บอารมณ์ได้ดีในขณะรับฟังข้อร้องเรียนในเรื่องต่างๆ  ความมีน้ำใจที่เสนอแนะหรือ    ให้ข้อมูลในเรื่องอื่น ๆ ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการ

ทัศนคติและวิธีคิดในการทำงานบริการ
1. คิดมองโลกและผู้อื่นเชิงบวก
2. ทัศนคติแบบสามารถ เชื่อว่าทำได้
3. คิดและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเหมาะสม ทุกคนมีจุดแข็ง จุดอ่อน มองตามความเป็นจริง

เราจะให้คนอื่นได้อย่างไร
- ให้ด้วยความตั้งใจ สนใจ
- ให้ด้วยกิริยา ท่าทาง
- ให้ด้วยคำพูด
- ให้ด้วยการกระทำ

สิ่งที่ผู้รับบริการคาดหวัง
- ความถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม
- โปร่งใส ประทับใจ ตรวจสอบได้
- บริการของผู้ให้ ต้องนั่งในใจของผู้รับ
- บริการทุกระดับ ตามลำดับก่อนหลัง
- ยิ้มงาม ถามไถ่ มีธุระเรื่องใด เต็มใจบริการ

สร้างน้ำใจด้วยการมองและยิ้ม
- มองทุกคนที่พบด้วยสายตาที่เป็นมิตร
- ยิ้มให้ทุกคนที่พบกัน
- ทำความรู้จักกับคนที่ไม่รู้จัก
- มองคนในแง่ดี

- คนเราเป็นมิตรกันได้ แม้ความคิดเห็นจะต่างกัน
สร้างน้ำใจด้วยการพูดทักทาย
- ทักทายกับคนอื่น เมื่อได้พบกัน
“กล่าวคำสวัสดี ยกมือไหว้ ยิ้มหรือก้มหัวตามความเหมาะสม เรียกชื่อผู้ที่เราติดต่อด้วยทุกครั้ง”
-ทักทาย พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน
“คิดเป็นทีม รู้สึกเป็นทีม ทำงานเป็นทีม”
- ใช้คำพูดให้ติดปาก คือ ขอบคุณ ขอโทษ
- พูดด้วยคำสุภาพ ไพเราะอ่อนหวาน

สร้างน้ำใจด้วยการฟัง
- ตั้งใจฟังคนอื่นพูด
- การฟังที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เราได้รับรู้สิ่งนั้น โดยกระตุ้นให้ลูกค้าพูด เราทำหน้าที่ฟัง
- มนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ต้องมีการสื่อสารกัน 2 ทาง เป็นเรื่องของการ “ให้” และ “รับ” เป็นเรื่องของ “การกระทำ” และ “สนองตอบ”
-ถ้าไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามชอบอะไร? ลูกค้าชอบอะไร? ต้องการอะไร? แล้วเราจะสนองตอบลูกค้าได้อย่างไร?