วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กิจกรรมค่าย “รวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชั่น”


ผู้เล่าเรื่อง  :  นายประณต  เชื้อชะเอม
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักบัญชีปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  กองตรวจสอบภาครัฐ
หลักสูตรฝึกอบรม  :  กิจกรรมค่าย “รวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชั่น”
โดยที่ปัจจุบันนี้ มีกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตจำนวนมาก อีกทั้งในการอนุญาตบางเรื่องจะมีกฎหมายหลายฉบับ ที่มีความเชื่อมโยงผูกพันกัน การประกอบกิจการของประชาชนภาคเอกชนหรือประชาชนต่างๆ ก็จะต้องขออนุญาตในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวจากส่วนราชการหลายแห่ง นอกจากนี้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตบางฉบับไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลา กำหนดรายละเอียดของเอกสารและหลักฐานที่จำเป็นที่จะต้องใช้ยื่นเพื่อประกอบการพิจารณา รวมถึงไม่ได้มีการกำหนดขั้นตอนในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน จนทำให้เป็นการสร้างภาระและเป็นอุปสรรคต่อประชาชนในการยื่นคำขออนุญาตเพื่อดำเนินการต่างๆ เกินสมควร อาทิเช่น การขออนุญาตประกอบกิจการด้านการค้า ด้านการอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขีดความสามารถ ในการประกอบธุรกิจ และทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสทางการค้าและการแข่งขันกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๘ นี้ จะมีการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้น เพื่อให้มีกฎหมายกลางที่จะกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาต ให้มีความชัดเจน รวมทั้งมีการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมเพื่อรับคำร้องและศูนย์รับคำขออนุญาต ณ จุดเดียว เพื่อให้การบริการและข้อมูล ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการขออนุญาตซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตามหลักของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีพ.ศ. ๒๕๔๖ คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติในคราวประชุมครั้งที่ ๒๕/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ได้พิจารณาแล้วลงมติเห็นสมควรประกาศใช้เป็นกฎหมายได้บัดนี้ พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการพ.ศ. ๒๕๕๘ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๓๒ ตอนที่ ๔ ก ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘  มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
๑. ระยะเวลาและขอบเขตการใช้บังคับของพระราชบัญญัติ
๑.๑ ระยะเวลาการใช้บังคับของพระราชบัญญัติ (มาตรา ๒ และมาตรา ๑๗)
โดยที่พระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๑๘๐ วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา กล่าวคือ จะมีผลใช้บังคับนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘ เป็นต้นไป ยกเว้นแต่ในเรื่องการจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนของการอนุญาตในแต่ละเรื่อง ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวได้กำหนดให้ผู้อนุญาตตามกฎหมายจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนในเรื่องของการอนุญาตทุกประเภท เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบและเข้าใจถึงรายละเอียดของเอกสารและหลักฐานที่จำเป็นต้องใช้ยื่น รวมทั้งกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน และประชาชนก็จะต้องยื่นคำขออนุญาตตามคู่มือสำหรับประชาชนในเรื่องนั้นๆ ดังนั้น ในระยะเริ่มแรกจึงต้องให้ผู้อนุญาตตามกฎหมายเตรียมความพร้อมโดยการจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนในเรื่องของการขออนุญาต ตั้งแต่วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘ เป็นต้นไป และจะต้องจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนในทุกเรื่องของการอนุญาตให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ด้วย
๑.๒ ขอบเขตการใช้บังคับของพระราชบัญญัติ (มาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕) พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับกับการให้บริการของหน่วยงานของรัฐกับประชาชนแต่ไม่ใช้กับการประสานงานบริการระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐได้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกิจการอื่นใดของรัฐ ที่มีภารกิจเกี่ยวกับการพิจารณาการออกใบอนุญาต การอนุมัติ การจดทะเบียน การขึ้นทะเบียน การรับแจ้ง การให้ประทานบัตรและการให้อาชญาบัตร ตามกฎหมายหรือกฎ หน่วยงานของรัฐนั้นโดยผู้อนุญาตตามกฎหมายจะต้องดำเนินการจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนทุกงานบริการ ยกเว้นแต่เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่
(๑) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
(๒) การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดีและการวางทรัพย์
(๓) การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
(๔) การอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(๕) การอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารด้านยุทธการ รวมทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมยุทธภัณฑ์ และกฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน
(๖) การดำเนินกิจการใดหรือกับหน่วยงานใดที่ได้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
๒. คู่มือสำหรับประชาชน (มาตรา ๗ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๗)
คู่มือสำหรับประชาชนเป็นคู่มือในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขออนุญาตและเป็นรายละเอียดที่ให้ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับกระบวนการขั้นตอน รวมถึงระยะเวลาในการอนุญาตที่ปรากฏอยู่ในคู่มือสำหรับประชาชน โดยผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดทำคู่มือสำหรับประชาชน ได้แก่ ผู้ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจ  ในการอนุญาตหรือที่เรียกว่า “ผู้อนุญาต” โดยผู้อนุญาตจะต้องดำเนินการจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนในทุกประเภท ของการอนุญาตให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ภายในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘) โดยคู่มือสำหรับประชาชนดังกล่าวอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
๒.๑ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ
๒.๒ ขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาต
๒.๓ รายการเอกสารหรือหลักฐานที่ผู้ขออนุญาตจะต้องยื่นมาพร้อมกับคำขอ นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐอาจจะกำหนดให้ประชาชนสามารถยื่นคำขออนุญาตผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์แทนการมายื่นคำขอด้วยตนเองก็ได้ ทั้งนี้ เมื่อส่วนราชการได้จัดทำคู่มือสำหรับประชาชนเรียบร้อยแล้ว หากมีกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับที่มีผลทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือรายละเอียดอื่นใดที่ปรากฏในคู่มือสำหรับประชาชน การเปลี่ยนแปลงนั้นย่อมไม่กระทบถึงการยื่นคำขอที่ได้ยื่นไว้โดยชอบก่อนวันที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับใหม่มีผลใช้บังคับ แต่หากกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับใหม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอันเป็นประโยชน์ต่อผู้ยื่นคำขอ ก็ให้นำการเปลี่ยนแปลงนั้นมาใช้บังคับกับการยื่นคำขอที่ได้ยื่นไว้โดยชอบก่อนวันที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับมีผลใช้บังคับได้สำหรับการเผยแพร่คู่มือสำหรับประชาชนให้ผู้ที่จะมายื่นคำขออนุญาตทราบนั้น เมื่อหน่วยงานของรัฐใดได้จัดทำคู่มือสำหรับประชาชนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หน่วยงานของรัฐนั้นจะต้องปิดประกาศคู่มือสำหรับประชาชนไว้ ณ สถานที่ที่กำหนดให้ยื่นคำขออนุญาตในเรื่องนั้นๆ และเผยแพร่ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการที่จะได้สำเนาคู่มือดังกล่าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำสำเนาให้โดยอาจจะคิดค่าใช้จ่ายหรือไม่ก็ได้
เมื่อส่วนราชการได้จัดทำคู่มือสำหรับประชาชนในแต่ละกระบวนการให้อนุญาตแล้วคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตในคู่มือสำหรับประชาชนว่ามีระยะเวลาที่เหมาะสมตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีหรือไม่ ซึ่งหากเห็นว่าขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดนั้นมีความล่าช้าเกินสมควร ให้ ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการให้ผู้อนุญาตดำเนินการแก้ไขให้เหมาะสมโดยเร็วด้วย
๓. การรับคำขอและการพิจารณาคำขอ (มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐)
๓.๑ หน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ในการรับคำขอเมื่อประชาชนผู้ยื่นคำขอได้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ในการรับคำขออนุญาตแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวดำเนินการตรวจสอบคำขอและรายการเอกสารหรือหลักฐานที่ยื่นพร้อมคำขออนุญาต โดยแบ่งการพิจารณาเป็น
(๑) กรณีคำขอไม่ถูกต้องหรือยังขาดเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดตามที่ระบุในคู่มือสำหรับประชาชน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบในทันที เพื่อให้ดำเนินการดังนี้
   - กรณีที่ผู้ยื่นคำขอสามารถแก้ไขหรือยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนได้ ในขณะนั้น ก็ให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการในทันที
 - กรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่สามารถแก้ไขหรือยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนได้ในขณะนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการบันทึกความบกพร่องและรายการเอกสารหรือหลักฐานที่จะต้องยื่นเพิ่มเติม และกำหนดระยะเวลาที่ผู้ยื่นคำขอจะต้องดำเนินการแก้ไขหรือยื่นเพิ่มเติมไว้พร้อมทั้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ยื่นคำขอลงนามในบันทึกนั้น โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องมอบสำเนาบันทึกดังกล่าวให้ผู้ยื่นคำขอ เพื่อผู้ยื่นคำขอเก็บไว้เป็นหลักฐาน
(๒) กรณีคำขอถูกต้องและแนบเอกสารหรือหลักฐานครบถ้วนตามที่ระบุในคู่มือสำหรับประชาชน หรือผู้ยื่นคำขอได้มีการแก้ไขตามข้อ (๑) เรียบร้อยแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและผู้อนุญาตดำเนินการตามคำขอให้แล้วเสร็จตามขั้นตอนและระยะเวลาที่ระบุไว้ในคู่มือสำหรับประชาชนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมอื่นมิได้ หรือจะปฏิเสธการพิจารณาคำขอโดยเหตุแห่งความไม่สมบูรณ์ของคำขอหรือความไม่ครบถ้วนของเอกสารหรือหลักฐานไม่ได้
(๓) กรณีผู้ยื่นคำขอไม่ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอหรือไม่ส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งตาม (๑) พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการคืนคำขอ พร้อมทั้งแจ้งเป็นหนังสือถึงเหตุ  แห่งการคืนคำขอให้ผู้ขออนุญาตทราบ ทั้งนี้ ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์การแจ้งของพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ แต่ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องยื่นคำขอใดภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ยื่นคำขอจะต้องยื่นคำขอนั้นใหม่ภายในระยะเวลาดังกล่าว
๓.๒ การกำกับและการรับผิดของพนักงานเจ้าหน้าที่
(๑) การกำกับการดำเนินการของผู้อนุญาตที่ให้เป็นไปตามคู่มือสำหรับประชาชน        เมื่อประชาชนผู้ยื่นคำขอได้ยื่นคำขอที่มีความสมบูรณ์ ครบถ้วน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับคำขอแล้ว        ผู้อนุญาตจะต้องดำเนินการพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่คู่มือสำหรับประชาชนกำหนดไว้ และแจ้งให้  ผู้ยื่นคำขอทราบภายใน ๗ วันนับแต่วันที่พิจารณาแล้วเสร็จ แต่หากผู้อนุญาตดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคู่มือสำหรับประชาชนแล้ว ผู้อนุญาตจะต้องดำเนินการแจ้งให้ผู้ยื่นขออนุญาตทราบ  เป็นหนังสือถึงเหตุแห่งความล่าช้าทุก ๗ วัน จนกว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จ พร้อมทั้งให้ส่งสำเนาการแจ้งดังกล่าว   ให้ ก.พ.ร. ทราบทุกครั้ง ทั้งนี้ หาก ก.พ.ร. เห็นว่าความล่าช้านั้นเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกิดจากการขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานของผู้อนุญาตให้ ก.พ.ร. รายงานต่อคณะรัฐมนตรีโดยมีข้อเสนอแนะให้มีการพัฒนาหรือปรับปรุงงานหรือระบบการปฏิบัติราชการของหน่วยงานนั้นก็ได้
(๒) ความรับผิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ในการรับคำขอเมื่อประชาชนผู้ยื่นคำขอได้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ในการรับคำขอ และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบคำขอว่าเป็นคำขอ ที่ครบถ้วนถูกต้องตาม ๓.๑ (๒) แล้วแต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า คำขออนุญาตนั้นไม่สมบูรณ์หรือเอกสารประกอบคำขออนุญาตไม่ครบถ้วนโดยเกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือทุจริตของพนักงานเจ้าหน้าที่จนทำให้ผู้อนุญาตไม่อาจอนุญาตได้ ผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควร และมีหน้าที่ในดำเนินการทางวินัยหรือดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว
(๓) ความรับผิดของผู้อนุญาต หากผู้อนุญาตดำเนินการพิจารณาแล้วเสร็จตามคู่มือสำหรับประชาชนแล้วไม่แจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายใน ๗ วัน หรือหากผู้อนุญาตดำเนินการพิจารณาไม่แล้วเสร็จตามคู่มือสำหรับประชาชนแล้วไม่แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ยื่นคำขออนุญาตทราบถึงสาเหตุแห่งความล่าช้าทุก ๗ วัน และส่งสำเนาให้ ก.พ.ร. ทราบทุกครั้งตาม (๑) ให้ถือว่าผู้อนุญาตกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เว้นแต่จะเป็นเพราะมีเหตุสุดวิสัย
๔. การชำระค่าธรรมเนียมแทนการต่อใบอนุญาต (มาตรา ๑๒)
 ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดอายุใบอนุญาตไว้ และกิจการหรือการดำเนินการที่ได้รับใบอนุญาตนั้นมีลักษณะเป็นกิจการหรือการดำเนินการที่ต่อเนื่องกัน คณะรัฐมนตรีโดยการเสนอแนะของ ก.พ.ร. จะออก  พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตชำระค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตแทนการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็ได้ ทั้งนี้ เมื่อหน่วยงานซึ่งมีอำนาจออกใบอนุญาตได้รับค่าธรรมเนียมแล้ว หน่วยงานดังกล่าวต้องออกหลักฐานการต่ออายุใบอนุญาตให้แก่ผู้รับใบอนุญาตโดยเร็วและให้ถือว่าผู้รับใบอนุญาตได้รับการต่อใบอนุญาตตามกฎหมายนั้นแล้ว
๕. การกำหนดหลักเกณฑ์และตรวจสอบการดำเนินการที่ได้รับอนุญาต (มาตรา ๑๓)
๕.๑ การกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการประกอบกิจการผู้อนุญาตมีหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการประกอบกิจการหรือการดำเนินกิจการของผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยการอนุญาตในเรื่องนั้นๆ กำหนด
๕.๒ การกำกับดูแลผู้ได้รับอนุญาตผู้อนุญาตและพนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ  การประกอบกิจการหรือการดำเนินกิจการของผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยการอนุญาตและหลักเกณฑ์แนวทางตาม ๕.๑ กำหนด อย่างไรก็ดี ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบเห็นเองหรือมีผู้ร้องเรียนว่าได้รับความเดือดร้อนรำคาญหรือเสียหายจากการประกอบกิจการหรือการดำเนินกิจการของผู้ได้รับอนุญาตพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องรีบดำเนินการตรวจสอบและสั่งการตามอำนาจหน้าที่โดยเร็ว
๖. การจัดตั้งศูนย์บริการร่วมและศูนย์รับคำขออนุญาต
๖.๑ การจัดตั้งและหน้าที่ของศูนย์บริการร่วม (มาตรา ๗ วรรคสี่) ให้ส่วนราชการต่างๆ จัดตั้งศูนย์บริการร่วมขึ้นภายในส่วนราชการนั้นๆ โดยทำหน้าที่ให้บริการแก่ประชาชนเกี่ยวกับงานรับคำขอ     และชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการอนุญาตต่างๆตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาต ที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันจากหลากหลายส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมาไว้ ณ สถานที่แห่งเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินการได้หลายเรื่องพร้อมกันในคราวเดียวไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสอบถาม การขอทราบข้อมูล การขออนุญาต หรือการขออนุมัติในเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี โดยติดต่อเจ้าหน้าที่ ณ ศูนย์บริการร่วมเพียงแห่งเดียว ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์บริการร่วมด้วยดังกล่าวต้องเป็นไปตามแนวทางที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการกำหนด
๖.๒ ศูนย์รับคำขออนุญาต (มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖และมาตรา ๑๘)
(๑) การจัดตั้งศูนย์รับคำขออนุญาตคณะรัฐมนตรีอาจมีมติให้จัดตั้งศูนย์รับคำขออนุญาตขึ้นได้เฉพาะในกรณีจำเป็นและสมควรเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยมีฐานะเป็นส่วนราชการซึ่งไม่มีฐานะเป็นกรม แต่มีผู้บังคับบัญชาเป็นอธิบดีหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นอธิบดี  ก็ได้ โดยอยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอาจจะให้มีสาขาของศูนย์รับคำขออนุญาตดังกล่าวประจำกระทรวงหรือประจำจังหวัดด้วยก็ได้ ทั้งนี้ ศูนย์รับคำขออนุญาตหรือสาขาของศูนย์อนุญาตนั้นเป็นศูนย์กลางในการรับคำขอเฉพาะเรื่องที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดรายชื่อกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตที่จะให้อยู่ภายใต้การดำเนินการ     ของศูนย์รับคำขออนุญาตเท่านั้น
(๒) การดำเนินการของศูนย์รับคำขออนุญาต
(๒.๑) เมื่อผู้ยื่นคำขออนุญาตได้ยื่นคำขออนุญาต ส่งเอกสารหรือหลักฐานหรือชำระค่าธรรมเนียม ณ ศูนย์รับคำขออนุญาตแล้ว ให้ถือว่าได้มีการยื่นคำขออนุญาต ส่งเอกสารหรือหลักฐาน หรือชำระค่าธรรมเนียมโดยชอบตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตนั้นแล้ว
(๒.๒) กรณีที่ศูนย์รับคำขออนุญาตได้รับเงินค่าธรรมเนียมหรือเงินอื่นใดที่เกี่ยวกับ  การยื่นคำขออนุญาต ให้ศูนย์รับคำขออนุญาตนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินหรือส่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วแต่กรณี พร้อมทั้งแจ้งให้หน่วยงานผู้อนุญาตทราบ
(๒.๓) กรณีที่หน่วยงานของผู้อนุญาตหักค่าใช้จ่ายจากเงินที่จะต้องนำส่งคลังให้ศูนย์รับคำขออนุญาตหักเงินดังกล่าวแทน และส่งมอบเงินที่หักไว้นั้นให้แก่หน่วยงานของผู้อนุญาต โดยให้ศูนย์รับคำขออนุญาตมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายตามอัตราที่จะได้ตกลงกับหน่วยงานผู้อนุญาต
(๒.๔) ระยะเวลาที่ระบุไว้ในคู่มือสำหรับประชาชน ให้นับแต่วันที่ศูนย์รับคำขออนุญาตส่งเรื่องให้ผู้อนุญาต โดยศูนย์รับคำขออนุญาตจะต้องส่งเรื่องให้ผู้อนุญาตไม่ช้ากว่า ๓ วันทำการ หากศูนย์รับคำขออนุญาตส่งเรื่องให้ผู้อนุญาตช้ากว่า ๓ วัน หรือไม่ส่ง ให้นำเรื่องกระทำการหรือละเว้นกระทำการ เพื่อให้   เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย
(๓) การดำเนินการของผู้อนุญาตผู้อนุญาตต้องส่งคู่มือสำหรับประชาชนฉบับที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันให้ศูนย์รับคำขออนุญาตตามจำนวนที่จำเป็น รวมทั้งต้องดำเนินการให้มีการฝึกอบรมหรือชี้แจง     ให้เจ้าหน้าที่ของศูนย์รับคำขออนุญาตทราบด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชำนาญในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
(๔) การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ศูนย์รับคำขออนุญาตเมื่อประชาชนผู้ยื่นคำขอได้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ในการรับคำขออนุญาตแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวดำเนินการตรวจสอบคำขอและรายการเอกสารหรือหลักฐานที่ยื่นพร้อมคำขออนุญาต โดยแบ่งการพิจารณาเป็น
(๔.๑) กรณีคำขอไม่ถูกต้องหรือยังขาดเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดตามที่ระบุในคู่มือสำหรับประชาชน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบในทันที เพื่อให้ดำเนินการดังนี้
- กรณีที่ผู้ยื่นคำขอสามารถแก้ไขหรือยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนได้ในขณะนั้น ก็ให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการในทันที
- กรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่สามารถแก้ไขหรือยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนได้ในขณะนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการบันทึกความบกพร่องและรายการเอกสารหรือหลักฐานที่จะต้องยื่นเพิ่มเติม และกำหนดระยะเวลาที่ผู้ยื่นคำขอจะต้องดำเนินการแก้ไขหรือยื่นเพิ่มเติมไว้พร้อมทั้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ยื่นคำขอลงนามในบันทึกนั้น โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องมอบสำเนาบันทึกดังกล่าวให้ผู้ยื่นคำขอ เพื่อผู้ยื่นคำขอเก็บไว้เป็นหลักฐาน
(๔.๒) กรณีคำขอถูกต้องและแนบเอกสารหรือหลักฐานครบถ้วนตามที่ระบุในคู่มือสำหรับประชาชน หรือผู้ยื่นคำขอได้มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและผู้อนุญาตดำเนินการตามคำขอให้แล้วเสร็จตามขั้นตอนและระยะเวลาที่ระบุไว้ในคู่มือสำหรับประชาชนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมอื่นมิได้ หรือจะปฏิเสธการพิจารณาคำขอโดยเหตุแห่งความไม่สมบูรณ์ของคำขอหรือความไม่ครบถ้วนของเอกสารหรือหลักฐานไม่ได้ เว้นแต่คำขออนุญาตนั้นไม่สมบูรณ์หรือเอกสารประกอบคำขออนุญาตไม่ครบถ้วนโดยเกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือทุจริตของพนักงานเจ้าหน้าที่ จนทำให้ผู้อนุญาตไม่อาจอนุญาตได้ ผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควร และมีหน้าที่ในดำเนินการทางวินัยหรือดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว
(๕) หน้าที่ของศูนย์รับคำขออนุญาต
(๕.๑) รับคำขอและค่าธรรมเนียม รวมตลอดทั้งคำอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาต
(๕.๒) ให้ข้อมูล ชี้แจง และแนะนำผู้ยื่นคำขอหรือประชาชนให้ทราบถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาต รวมตลอดทั้งความจำเป็นในการยื่นคำขออื่นใดที่จำเป็น
(๕.๓) ส่งคำขอ หรือคำอุทธรณ์ พร้อมทั้งเอกสารหรือหลักฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคอยติดตามเร่งรัดหน่วยงานดังกล่าวเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดในกฎหมายฉบับนี้ คู่มือสำหรับประชาชน หรือกฎหมายที่ให้สิทธิในการอุทธรณ์
(๕.๔) กรณีที่ศูนย์รับคำขอเห็นว่าหลักเกณฑ์หรือวิธีการในการยื่นคำขอมีรายละเอียดหรือกำหนดให้ต้องส่งเอกสารที่ไม่จำเป็น หรือเป็นภาระเกินสมควร ให้เสนอคณะรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงาน      ที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
(๕.๕) รวบรวมปัญหาและอุปสรรคจากการอนุญาตและการดำเนินการของศูนย์รับคำขออนุญาตเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เพื่อรายงานต่อคณะรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป
(๕.๖) เสนอแนะในการพัฒนาหรือปรับปรุงกระบวนการ ขั้นตอน ระยะเวลาเกี่ยวกับการอนุญาตต่างๆ รวมถึงข้อเสนอในการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือกำหนดหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการอนุญาตเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้น
๗. การทบทวนกฎหมาย (มาตรา ๖)
ในทุกระยะเวลา ๕ ปี นับแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ ให้ผู้อนุญาตมีหน้าที่ในการพิจารณากฎหมายที่ให้อำนาจในการอนุญาตว่าสมควรจะปรับปรุงกฎหมาย ยกเลิกการอนุญาต หรือจัดให้มีมาตรการอื่นแทน    การอนุญาตหรือไม่ เว้นแต่มีความจำเป็นผู้อนุญาตจะดำเนินการดังกล่าวในกำหนดระยะเวลาที่เร็วกว่านั้นก็ได้ ทั้งนี้ ให้ผู้อนุญาตเสนอผลการพิจารณาดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี และให้คณะรัฐมนตรีรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการพัฒนากฎหมายด้วย
ภาพรวมพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558



สรุปสาระสำคัญของกฎหมาย
1. สร้างความโปร่งใส ชัดเจน ในขั้นตอนและกระบวนการ รวมทั้งความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ (Transparency)
1.1 หน่วยงานของรัฐต้องจัดทำคู่มือการขออนุญาตสำหรับประชาชน (มาตรา 7)
1.2 หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด และพิจารณาอนุญาตให้แล้วเสร็จตามเวลาที่ระบุในคู่มือสำหรับประชาชนและแจ้งผลการพิจารณาต่อผู้ยื่น
1.3 กำหนดผลในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอดำเนินการ/ไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 8 และมาตรา 9)
2. สร้างความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ (Accountability)
2.1 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบในผลของการปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา 8 วรรคสาม และมาตรา 10 วรรคสี่)
2.2 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินกิจการที่ได้รับอนุญาต และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เมื่อมีการร้องเรียน หรือพบว่ามีการฝ่าฝืน (มาตรา 13)
3. สร้างประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความคุ้มค่าเงิน และการตอบสนอง (Efficiency, Effectiveness, Value-for-money, Responsiveness)
3.1 คณะรัฐมนตรีสามารถกำหนดให้การชำระค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตแทนการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตได้ (มาตรา 12)
3.2 กำหนดให้ส่วนราชการจัดให้มีศูนย์บริการร่วม (มาตรา 7 วรรคสี่)
3.3 กำหนดให้จัดตั้งศูนย์รับคำขออนุญาต (มาตรา 14)
4. สร้างหลักความชอบด้วยกฎหมาย (Legitimacy, Rule of law)
4.1 ให้มีการทบทวนความจำเป็นในการใช้กฎหมาย (มาตรา 6)
4.2 ไม่ให้นำกฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังซึ่งเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ไปจากที่กำหนดในคู่มือสำหรับประชาชนมาใช้กับการยื่นคำขออนุญาตที่ได้ยื่นไว้ก่อน เว้นแต่เป็นกรณีที่การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้ยื่นคำขอ (มาตรา 11)
การพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ฯ
ระบบ IT เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ แบ่งออกเป็น 4 ระบบย่อย ดังนี้
1. ระบบคู่มือสำหรับประชาชน (ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ครบถ้วนทัน สมัย ในจุดเดียว)
1.1 ส่วนการใช้งานของผู้ขอรับบริการ
- รายละเอียดของงานบริการ การดาวน์โหลดคู่มือฯ ตามแบบฟอร์ม
- การสืบค้น คู่มือสำหรับประชาชน และงานบริการ
- การเชื่อมโยงข้อมูลงานบริการที่มีความต่อเนื่องและเกี่ยวข้องกัน
1.2 ส่วนการใช้งานของหน่วยงานภาครัฐ
- การนำเข้า/กรอกข้อมูลคู่มือสำหรับประชาชน
- การแสดงสถานการณ์จัดส่งข้อมูลคู่มือสำหรับประชาชน
- การอนุมัติการเผยแพร่คู่มือสำหรับประชาชน
1.3 ส่วนการใช้งานของสำนักงาน ก.พ.ร.
- การแสดงสถานการณ์จัดส่งข้อมูลคู่มือสำหรับประชาชนของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด
- การอนุมัติการเผยแพร่คู่มือสำหรับประชาชน
2. ระบบหนังสือแจ้งล่าช้า (ลดภาระหน่วยงานภาครัฐในการจัดส่งหนังสือเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบกระบวนงานของ สกพร.)
2.1 ส่วนการใช้งานของผู้ขอรับบริการ
- ติดตามสถานการณ์ดำเนินงานของกรณีล่าช้า
2.2 ส่วนการใช้งานของหน่วยงานภาครัฐ
- การนำเข้า/กรอกข้อมูลการดำเนินงานล่าช้ากว่าที่กำหนดในคู่มือสำหรับประชาชน
- การติดตาม / อัพเดทสถานะของกรณีล่าช้า
- การสั่งพิมพ์หนังสือล่าช้าเพื่อจัดส่งให้ผู้ขอรับบริการ
- การส่งสำเนาหนังสือ/ข้อมูลการดำเนินงานล่าช้ามายังสำนักงาน ก.พ.ร.
2.3 ส่วนการใช้งานของสำนักงาน ก.พ.ร. (ลดภาระหน่วยงานภาครัฐในการจัดส่งหนังสือเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบกระบวนงานของ สกพร.)
- การรับข้อมูลการดำเนินงานล่าช้าจากหน่วยงานภาครัฐ
- การติดตามกรณีล่าช้าตามเกณฑ์ที่กำหนด
- การวิเคราะห์และรายงานทางสถิติ
3. ระบบรับเรื่องร้องเรียน (ประชาชนสามารถร้องเรียนปัญหาการให้บริการและ สกพร. สามารถใช้ตรวจสอบคุณภาพการให้บริการ)
3.1 ส่วนการใช้งานของผู้ขอรับบริการ
- กรอกข้อมูลและเรื่องร้องเรียนในการให้บริการด้านการอนุญาต
- การติดตามสถานการณ์ดำเนินการ
3.2 ส่วนการใช้งานของหน่วยงานภาครัฐ
- รับข้อมูลเรื่องร้องเรียนของหน่วยงาน
- การติดตาม/อัพเดทสถานะการดำเนินการ
- การจัดทำรายงานข้อมูลทางสถิติ
3.3 ส่วนการใช้งานของสำนักงาน ก.พ.ร.
- การติดตามสถานะการดำเนินการ
- การจับคู่เรื่องร้องเรียนและหนังสือแจ้งล่าช้า
- การจัดทำรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
4. ระบบวิเคราะห์กระบวนงาน (เพิ่มประสิทธิภาพ สกพร. ในการนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อเสนอต่อ ครม. ในการพัฒนา การให้บริการ)
4.1 ส่วนการใช้งานของหน่วยงานภาครัฐ
- การเปรียบเทียบกระบวนงานชนิดเดียวกันแต่ต่างหน่วยงาน
4.2 ส่วนการใช้งานของสำนักงาน ก.พ.ร.
- การเปรียบเทียบกระบวนงาน กับมาตรฐานกลาง
- รายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
ศูนย์อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ
1. ให้คำปรึกษาในการติดต่องานอนุญาตของทางราชการ
2. ให้คำปรึกษาข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ
3. รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เมื่อได้รับบริการไม่เป็นไปตามคู่มือประชาชน
รูปแบบการบริการศูนย์อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ
1. สายด่วน        1111 กด 22
2. ติดต่อโดยตรงบริเวณ ชั้น 1 อาคารสำนักงาน ก.พ. (เดิม) ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กทม.
3. ให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.30 – 16.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ)
4. เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ วันละ 4 คน
เว็บไซต์ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ
“ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ” (www.info.go.th)
แอพพลิเคชั่นคู่มือประชาชน
1. วัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนสามารถทราบข้อมูลคู่มือประชาชน
2. ค้นหาคู่มือประชาชนสำหรับเรื่องที่ต้องการติดต่อราชการ
3. ดูรายละเอียดคู่มือประชาชนสำหรับการติดต่อราชการในแต่ละเรื่อง อาทิ ช่องทางการให้บริการขั้นตอน ระยะเวลาที่ต้องใช้ ค่าใช้จ่าย แบบฟอร์ม ตัวอย่างการกรอกแบบฟอร์ม ช่องทางการร้องเรียน เป็นต้น
4. บันทึกคู่มือประชาชนไว้บนเครื่องเพื่อเรียกดูในภายหลัง
5. ติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
6. การติดตั้ง : สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้แล้ววันนี้ ฟรี! iOS เช่น iPhone iPad ผ่าน App Store, Android ผ่าน Google Play หรือผ่านทางเว็บไซต์ Government App Center (GAC) ที่ apps.go.th
7. โดยความร่วมมือของสำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

ภูมิเศรษฐกิจจังหวัดบุรีรัมย์




ผู้เล่าเรื่อง  :   นางนิโลบล  แวววับศรี
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย
ผู้เล่าเรื่อง  :   นางศุภวรรณ  มาสาร
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  คลังจังหวัดลพบุรี
หน่วยงาน :   กรมบัญชีกลาง
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : การศึกษาดูงานภูมิเศรษฐกิจจังหวัดบุรีรัมย์




ข้อมูลทั่วไปของจังหวัดบุรีรัมย์
จังหวัดบุรีรัมย์ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีทิศเหนือติดต่อกับจังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคามและจังหวัดสุรินทร์ ทิศตะวันออกติดกับจังหวัดสุรินทร์ ทิศใต้ติดกับจังหวัดสระแก้ว และประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย และทิศตะวันตกติดกับจังหวัดนครราชสีมา มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 10,393.945 ตารางกิโลเมตร หรือ 6,451,178.125 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 6.11 ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคิดเป็นร้อยละ 2.01 ของพื้นที่
ประเทศไทย มีประชากรประมาณ 1.5 ล้านคน แบ่งการปกครองออกเป็น 23 อำเภอ จังหวัดบุรีรัมย์หมายถึงเมือง
แห่งความรื่นรมย์ มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญคือ โบราณสถานศิลปะแบบขอมโบราณที่มีกระจายอยู่มากมายในพื้นที่
ทั้งจังหวัด อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองเกษตรกรรมและหัตถกรรม โดยเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีและเป็นแหล่งทอผ้าไหมที่สวยงามและมีชื่อเสียง ประกอบกับมีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้านจึงทำให้มีความหลากหลาย
ของเชื้อชาติ ซึ่งก่อให้เกิดความหลากหลายของประเพณีวัฒนธรรมดังคำขวัญของจังหวัดที่ว่า “เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม”
ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นกับการผลิต 4 ภาค คือ
- ภาคการเกษตร เช่น มีพื้นที่เพาะปลูกข้าว 3,056,969 ไร่ มันสำปะหลัง 301,312 ไร่ อ้อย 250,220 ไร่ ยางพารา 173,969 ไร่ และยูคาลิปตัส 61,197 ไร่ และมีแรงงานด้านการเกษตร 556,309 คน
- ภาคอุตสาหกรรม มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 516 โรง (ข้อมูลปี 56) เงินลงทุน 13,537 ล้านบาท มีการจ้างงาน 13,250 คน ส่วนใหญ่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตร เช่น โรงสีข้าว โรงงานน้ำตาล โรงงานผลิตแผ่นยาง ยางแท่ง เป็นต้น รองลงมาได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายและอาหาร เป็นต้น
- ภาคการพาณิชยกรรม รวมถึงการค้าและบริการธุรกิจการค้าที่สำคัญในจังหวัดคือ ธุรกิจค้าส่ง ประเภทวัตถุดิบยานยนต์/ชิ้นส่วนอุปกรณ์ สิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง มูลค่าประมาณร้อยละ 60 และธุรกิจค้าปลีก นอกจากนี้ยังมีสินค้า OTOP ที่หลากหลายประเภท เช่น ผ้าไหมที่เป็นลายเอกลักษณ์ของจังหวัดอันได้แก่ผ้าซิ่นตีนแดง ประเภทของใช้ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากไม้ หรือจากผักตบชวา ประเภทสมุนไพรถนอมผิว ประเภทอาหาร เช่น ขาหมู กระยาสารท กุนเชียง กุ้งจ่อม เป็นต้น
- ภาคการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดเป็นการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอารยธรรม
ขอมโบราณ เช่น ปราสาทเขาพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำเขาอังคาร เขาปลายบัด บุรีรัมย์เป็นเมืองภูเขาไฟในอดีตที่ดับแล้วจำนวน 6 แห่ง มีปล่องภูเขาไฟที่ชัดเจนโดยเฉพาะที่เขากระโดง ในเขตอำเภอเมือง ซึ่งกำลังพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ที่สำคัญ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้แก่ พื้นที่ชุ่มน้ำบุรีรัมย์ (อ่างเก็บน้ำสนามบิน อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด และอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ วนอุทยานเขากระโดง มีแหล่งศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตได้แก่ ประเพณี
ขึ้นเขาพนมรุ้งในต้นเดือนเมษายนของทุกปี กลุ่มเตาเผาเครื่องเคลือบพันปี ศูนย์หัตถกรรมอำเภอนาโพธิ์ และศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้ นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นได้แก่ สนามฟุตบอลไอโมบาย สเตเดี้ยม สนามแข่งรถบุรีรัมย์ช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู

ข้อมูลการวิเคราะห์ด้านศักยภาพของจังหวัดบุรีรัมย์
จุดแข็ง (Strength)
1. ภาคเกษตรกรรมมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ข้าวหอมมะลิ มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา และปศุสัตว์ที่สำคัญได้แก่ สุกร ไก่เนื้อ โคเนื้อ โคนม และกระบือ
2. มีพื้นที่จำนวนมาก แรงงานจำนวนมาก
3. มีแหล่งท่องเที่ยวที่ศูนย์กลางอารยธรรมขอม แหล่งโบราณสถาน โบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์
แหล่งท่องเที่ยวและศึกษาธรรมชาติที่มีศักยภาพและมีวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลาย เช่น ปราสาทเขาพนมรุ้ง
ซึ่งมีปรากฏการณ์มหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรม (ดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก ตรง 15 ช่องประตู) ปราสาทเมืองต่ำ ภูเขาไฟที่ดับแล้วหลายลูกที่มองเห็นปากปล่องภูเขาไฟได้อย่างชัดเจน อุทยานแห่งชาติตราพระยาแล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง เป็นต้น
4. มีสนามกีฬาที่มีชื่อเสียงและได้มาตรฐาน มีสนามแข่งรถระดับโลก
5. มีผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์และมีชื่อเสียง
6. มีพื้นที่ตั้งในเส้นทาง Gate Way สู่อินโดจีน (จังหวัดมุกดาหาร) กับเขตประกอบการนิคมอุตสาหกรรม
ภาคตะวันออกและท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี
7. มีปราชญ์ชาวบ้าน/ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลายสาขาอาชีพ
8. ความเป็นพหุวัฒนธรรม (ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม)
จุดอ่อน (Weakness)
1. ขาดระบบชลประทานและการบริหารจัดการน้ำเชิงระบบและทรัพยากรดินเสื่อมโทรม
2. มีอัตราการว่างงานสูง แรงงานไม่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ และมีการเคลื่อนย้ายแรงงานสูง
3. ขาดการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนด้านการท่องเที่ยวและบริการ
4. กีฬาประเภทอื่นไม่ได้รับการสนใจและขาดการสนับสนุน
5. ขาดการลงทุนด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์ไหม
6. มีการเคลื่อนย้าย คน สิ่งผิดกฎหมาย แรงงานเถื่อน
7. ความเป็นพหุวัฒนธรรม (ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม)
8. มีผลิตภัณฑ์มวลรวมต่ำ
9. การขยายตัวด้านการลงทุนในพื้นที่ระดับต่ำ
10 หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น
11. การคมนาคมขนส่งระหว่างจังหวัดยังเป็น 2 เส้นทาง
โอกาส (Opportunity)
1. นโยบายของรัฐบาลครอบคลุมการพัฒนาทุกๆ ด้าน เช่น นโยบายการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร นโยบายเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร นโยบายส่งเสริมให้ปลูกพืชทดแทนพลังงานฯลฯ จากนโยบายดังกล่าวจังหวัดสามารถส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพ และทางเลือกการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกร
2. มีภูเขาไฟที่ดับแล้วหลายลูก เป็น UNSEEN ที่น่าสนใจของประเทศ สามารถพัฒนาปากปล่องภูเขาไฟให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของประเทศไทย
3. ด้านการคมนาคม สามารถที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางขนถ่ายสินค้า หรือจุดรวมสินค้า (Logistic Center)
เพื่อส่งออกตามเส้นทาง GET WAY และอีสเทิร์นซีบอร์ด สู่อินโดจีน (จังหวัดมุกดาหาร)
4. มีผลการวิจัยความพร้อมด้านการพัฒนา
5. มีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อบ้าน (กัมพูชา) สามารถพัฒนาด้านการค้าและการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม
6. มีชาวต่างชาติที่มาแต่งงานกับคนไทยจำนวนมากที่พำนักในพื้นที่จังหวัด
ข้อจำกัด (Treat)
1. ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไม่แน่นอน
2. ภาวะเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลง ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันชะลอตัวทำให้เกิดปัญหา
การว่างงานในพื้นที่มากขึ้น
3. เป็นจังหวัดที่ประสบปัญหาภัยทางธรรมชาติ เช่น ฤดูน้ำท่วม ฤดูแล้งมาก
4. เส้นทางการคมนาคมหลักของจังหวัดยังคงเป็น 2 ช่องจราจร ซึ่งมีสภาพคับแคบจึงเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจังหวัด
5. นโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
6. มีแรงงานอพยพออกนอกพื้นที่จำนวนมาก ทำให้ขาดแคลนแรงงานทุกภาคการผลิต
จากการวิเคราะห์ศักยภาพของจังหวัด พบว่าจังหวัดบุรีรัมย์มีจุดแข็งในด้านต่างๆ ที่เป็นศักยภาพของจังหวัด
เพื่อกำหนดตำแหน่งจุดยืนทางยุทธศาสตร์ได้ ทำให้มองเห็นแนวโน้มของเศรษฐกิจจังหวัดว่าควรจะเน้นการลงทุน
ไปในทิศทางใด โดยจังหวัดบุรีรัมย์ได้พิจารณาเห็นว่าด้านการท่องเที่ยวมีศักยภาพเพียงพอที่จะส่งเสริม จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาจังหวัดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 – 2560 ว่า “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวอารยธรรมขอม เศรษฐกิจมั่นคง สังคมเป็นสุข” และกำหนดจุดยืนทางยุทธศาสตร์ (Positioning) 4 ด้าน คือ
1. พัฒนาศักยภาพศูนย์กลางการท่องเที่ยวอารยธรรมขอม “เขาพนมรุ้ง”
2. ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย
3. ส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหม
4. ส่งเสริมการค้าชายแดนเพื่อการค้าและการลงทุน
โดยจะทำให้จังหวัดเป็น “เมืองท่องเที่ยว” โดยใช้ปราสาทพนมรุ้งเป็นศูนย์กลางจุดขาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดและเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ภายในจังหวัดเช่น สนามฟุตบอล สนามแข่งรถ
การส่งเสริมเมืองมวยไทยโลก เป็นต้น ตลอดจนเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับจังหวัดข้างเคียง และประเทศเพื่อนบ้าน นครวัด นครธม ของประเทศกัมพูชา เพื่อเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว และยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเพื่อเชื่อมโยงโอกาสในด้านการท่องเที่ยว โดยได้นำแนวคิดของรูปแบบของตัวแบบระบบการบริหารจัดการรายกรณี
B – CM Model : Buriram Case Management Model มาใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว
ของจังหวัด ภายใต้ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 9 ประการ ประกอบด้วย 1) ด้านที่พัก 2) ด้านสุขภาพ 3) ด้านความพร้อม
ด้านสาธารณูปโภค 4) ด้านพนักงานต้อนรับ 5) ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 6) ด้านของที่ระลึกและสินค้าประณีต 7) ด้านโซนนิ่งสถานบริการ 8) ด้านท่องเที่ยวและการเป็นเจ้าบ้านที่ดี และ 9) ด้านการจัดทำระบบฐานข้อมูลและประเมินผล โดยดำเนินการภายใต้เป้าหมายอันสูงสุดคือ “บุรีรัมย์สันติสุข บนความพอเพียง เพื่ออนาคตลูกหลาน
ชาวบุรีรัมย์ ครอบครัวเดียวกัน”

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

“ภาษาอังกฤษง่าย ง่าย สไตล์ลูกทุ่ง”



ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวมนพร เบญจพร..
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ
ชื่อโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร  :  โครงการสัมมนาวิชาการ กิจกรรม Lunch Talk เพื่อเพิ่มมุมมองวิสัยทัศน์ในการทำงานสำหรับบุคลากรในสังกัดกระทรวงการคลัง ครั้งที่ ๑ ในหัวข้อ “ภาษาอังกฤษง่าย ง่าย สไตล์ลูกทุ่ง”
วัตถุประสงค์ของโครงการ / ประชุม / สัมมนา / หลักสูตร
๑) เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรของกระทรวงการคลังได้เรียนรู้ประสบการณ์จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ
๒) เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรกระทรวงการคลังได้ใช้เป็นเวทีในการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์
๓) เพื่อส่งเสริมการสร้างวิสัยทัศน์และเปลี่ยนมุมมองในการทำงานของบุคลากรกระทรวงการคลัง
ความสำคัญของการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ:
“ภาษาอังกฤษเป็นประตูนำไปสู่ความรู้ต่างๆ มหาศาล (English is our opportunity)” ภาษาอังกฤษช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล/ความรู้ต่างๆ ได้อย่างมากมาย สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาตนเองและการทำงานให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นและมีผลการดำเนินงานดีขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้น
ประสบการณ์/แนวทางในการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ:
การพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ มีองค์ประกอบหลัก ดังนี้
๑. ต้องทำความเข้าใจโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ  โดยต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์
๒. ต้องเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น เพราะศัพท์ทำให้รู้ความหมาย โดยให้เรียนรู้ถึง root, prefix, suffix เพื่อเพิ่มทักษะด้านศัพท์ โดยเฉพาะ root จะช่วยพัฒนาทักษะอย่างมาก สำหรับ prefix ทำให้เปลี่ยนความหมาย ส่วน suffix ทำให้เปลี่ยนประเภทหรือหน้าที่ของคำ นอกจากนี้ ให้ขยันจด พยายามจัดกลุ่มคำและเชื่อมโยงคำในกลุ่มเดียวกัน เช่น Candidate hands the candle to show candid. ทั้งนี้ ควรใช้ตำราภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย และใช้ dictionary ที่แปลอังกฤษเป็นอังกฤษ แทน dictionary ที่แปลอังกฤษเป็นไทย พยายามอย่าเปิด    คำแปลภาษาไทย แต่ให้จำบริบทภาษาอังกฤษ รวมทั้งอาจจะฝึกการออกเสียงควบคู่ไปด้วย จะช่วยให้พัฒนาได้เร็วขึ้น
๓. ต้องมีวินัยในการศึกษาเรียนรู้ คือ ศึกษาอย่างต่อเนื่อง เป็นประจำ สม่ำเสมอ

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

ผู้เล่าเรื่อง  : 1. นายภานพ  ฉายอรุณ นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
                    2. นางสาวชัชชญา  ปานทัพ นิติกรปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักกฎหมาย
หลักสูตรฝึกอบรม  :  คุณธรรมตามรอยพระยุคลบาท
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1) เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้และเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของการเป็นข้าราชการที่ดี
2) เพื่อเป็นการสร้างและปลูกจิตสำนึกในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
3) เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมปฏิบัติราชการอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางพระราชดำริ
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง


จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายในเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

สำหรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้น ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ความเจริญทางวัตถุ และสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยายปริมาณและกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น แต่ผลด้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายไปถึงคนในชนบท หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมน้อย แต่ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เช่น การขยายตัวของรัฐเข้าไปในชนบทได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน ทั้งการต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสั่งสินค้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมแตกสลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้
แก้ปัญหาและสั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่มสูญหายไป สิ่งสำคัญ ก็คือ ความพอเพียงในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้คนไทยสามารถพึ่งตนเอง และดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้อำนาจและความมีอิสระในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบต่อความต้องการต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยและสังคมไทยเคยมีอยู่แต่เดิม ต้องถูกกระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่และปัญหาความอ่อนแอของชนบท รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนแต่เป็นข้อพิสูจน์และยืนยันปรากฏการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี
พระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง
“...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...” (๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗)
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า ๓๐ ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะนำไปสู่ “ความสุข” ในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง
“...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...” (๔ ธันวาคม ๒๕๑๗)
พระบรมราโชวาทนี้ ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน เมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น ซึ่งหมายถึง แทนที่จะเน้นการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนำการพัฒนาประเทศ ควรที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพื้นฐานก่อนนั่นคือ ทำให้ประชาชนในชนบทส่วนใหญ่พอมีพอกินก่อน เป็นแนวทางการพัฒนาที่เน้นการกระจายรายได้ เพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนเน้นการพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป ทรงเตือนเรื่อง
พออยู่พอกิน ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ คือ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว แต่ทิศทางการพัฒนามิได้เปลี่ยนแปลง
“...เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็น
ไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...” (๔ ธันวาคม ๒๕๔๑)
กระแสพระราชดำรัส
“ทฤษฎีใหม่นี้มีไว้สำหรับป้องกันหรือถ้าในโอกาสปกติทำให้ร่ำรวยขึ้น ถ้าในโอกาสที่มีอุทกภัยก็สามารถ
ที่จะฟื้นตัวได้ โดยไม่ต้องให้ทางราชการไปช่วยมากเกินไป ทำให้ประชาชนพึ่งตนเองได้อย่างดี”
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ศาลาดุสิตาลัย 4 ธันวาคม 2538
“ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบและทำงานตั้งอธิษฐาน
ตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้เราก็จะยอดยิ่งยวดได้ ฉะนั้น ถ้าท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้มีความคิดและมีอิทธิพลมีพลังที่จะทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีความคิดเหมือนกันช่วยรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล”
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้
1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีต่อความจำเป็นและเหมาะสมกับฐานะของตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจดำเนินการอย่างมีเหตุผล ตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย
หลักคุณธรรมและวัฒนธรรมที่ดีงาม โดยคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างถ้วนถี่ “รู้จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสอุปสรรค” และคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ “รู้เขา รู้เรา รู้จักเลือกนำสิ่งที่ดีและเหมาะสมมาประยุกต์ใช้”
3. การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยง ปรับตัวและรับมือได้อย่างทันท่วงที
เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน มี ๒ ประการ  ดังนี้
1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบ
ที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
2. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต
และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต




เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณอย่างมีเหตุผล โดยสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร เพื่อที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว กว้างขวาง ทั้งทางด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี โดนอาศัยความราอบรู้ รอบคอบ และความระมัดระวังในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้วางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอนควบคู่ไปกับการสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติทุกระดับให้สำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร ความมีสติปัญญา และความรอบคอบ มีเหตุผล
ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีต่อความจำเป็นและเหมาะสมกับฐานะของตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดและผลที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ
การเปลี่ยนแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่กิจกรรมการปฏิบัติ
การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้นั้น ขั้นแรกต้องยึดหลัก “พึ่งตนเอง” คือ พยายามพึ่งตนเองให้ได้ก่อน ในแต่ละครอบครัวมีการบริหารจัดการอย่างพอดี ประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนต้องรู้จักตนเอง เช่น ข้อมูลรายรับ - รายจ่ายในครอบครัวตนเอง สามารถรักษาระดับการใช้จ่ายของตนไม่ให้เป็นหนี้และรู้จักดึงศักยภาพในตัวเองในเรื่องของปัจจัยสี่ให้ได้ในระดับหนึ่ง
การพัฒนาตนเองให้สามารถ “อยู่ได้อย่างพอเพียง” คือ ดำเนินชีวิตโดยยึดหลักทางสายกลางให้อยู่ได้อย่างสมดุล คือ มีความสุขที่แท้ไม่ให้รู้สึกขาดแคลนจนต้องเบียดเบียนตนเอง หรือดำเนินชีวิตอย่างเกินพอดีจนต้องเบียดเบียนผู้อื่นหรือเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม โดย
- ยึดหลักพออยู่ พอกิน พอใช้
- ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่าย ลดความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีพ
- ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้องและสุจริต
- ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันในการค้าขายประกอบอาชีพแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง
- มุ่งเน้นหาข้าวหาปลา ก่อนมุ่งเน้นหาเงินหาทอง
- ทำมาหากินก่อนทำมาค้าขาย
- ภูมิปัญญาชาวบ้านและที่ดินทำกิน คือ ทุนทางสังคม
- ตั้งสติที่มั่นคง ร่างกายที่แข็งแรง ปัญญาที่เฉียบแหลม
- นำความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพื่อปรับวิถีชีวิตสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

การใช้ชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนั้น จะต้องมีความพอดี 5 ประการ คือ
1. ความพอดีด้านสังคมและวัฒนธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานสัมพันธ์ รู้รักสามัคคี เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน รักษาเอกลักษณ์ ภาษา ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย
2. ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาด ประหยัดและรอบคอบ ฟื้นฟูทรัพยากรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและคงอยู่ชั่วลูกหลาน
3. ความพอดีด้านเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อมตามภูมิสังคม พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้าน
4. ความพอดีด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่ลงทุนเกินขนาด คิดและวางแผนอย่างมีเหตุผลและคุณธรรม รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม สัมฤทธิ์ผลและทันกาล
5. ความพอดีด้านจิตใจ เข้มแข็ง กตัญญู มีความเพียร มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง มีคุณธรรมอันมั่นคง สุจริต จริงใจ คิดดี ทำดี แจ่มใส เอื้ออาทร แบ่งปัน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ
ประเทศไทยกับเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้ผู้ผลิต หรือผู้บริโภค พยายามเริ่มต้นผลิต หรือบริโภคภายใต้ขอบเขต ข้อจำกัดของรายได้ หรือทรัพยากรที่มีอยู่ไปก่อน ซึ่งก็คือ หลักในการลดการพึ่งพา เพิ่มขีดความสามารถในการควบคุม
การผลิตได้ด้วยตนเอง และลดภาวะการเสี่ยงจากการไม่สามารถควบคุมระบบตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เศรษฐกิจพอเพียงมิใช่หมายความถึง การกระเบียดกระเสียนจนเกินสมควร หากแต่อาจฟุ่มเฟือยได้เป็นครั้งคราวตามอัตภาพ แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศ มักใช้จ่ายเกินตัว เกินฐานะที่หามาได้ เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจได้  เช่น โดยพื้นฐานแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เศรษฐกิจของประเทศจึงควรเน้นที่เศรษฐกิจการเกษตร เน้นความมั่นคงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นคงให้เป็นระบบเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง จึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่ช่วยลดความเสี่ยง หรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ เศรษฐกิจพอเพียง สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ทุกสาขา ทุกภาคของเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดเฉพาะแต่ภาคการเกษตร หรือภาคชนบท แม้แต่ภาคการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และการค้าการลงทุน
ระหว่างประเทศ โดยมีหลักการที่คล้ายคลึงกันคือ เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม

การดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริพอเพียง
  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าใจถึงสภาพสังคมไทย ดังนั้น เมื่อได้พระราชทานแนวพระราชดำริ หรือพระบรมราโชวาทในด้านต่างๆ จะทรงคำนึงถึงวิถีชีวิต สภาพสังคมของประชาชนด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในทางปฏิบัติได้

แนวพระราชดำริในการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง
๑. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต
2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต
๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง
๔. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้นจนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ
๕. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา
ทฤษฎีใหม่ คือ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงที่เด่นชัดที่สุด
ซึ่งพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่มักประสบปัญหาทั้งภัยธรรมชาติและปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการทำการเกษตร ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก
  ความเสี่ยงที่เกษตรกร มักพบเป็นประจำ ประกอบด้วย
๑. ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตร
๒. ความเสี่ยงในราคาและการพึ่งพาปัจจัยการผลิตสมัยใหม่จากต่างประเทศ
๓. ความเสี่ยงด้านน้ำ ฝนทิ้งช่วง ฝนแล้ง
๔. ภัยธรรมชาติอื่นๆ และโรคระบาด
๕. ความเสี่ยงด้านแบบแผนการผลิต
6. ความเสี่ยงด้านโรคและศัตรูพืช
7. ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน
8. ความเสี่ยงด้านหนี้สินและการสูญเสียที่ดิน
ทฤษฎีใหม่ จึงเป็นแนวทางหรือหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็ก
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด


วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

การอบรมเชิงปฏิบัติการ แนวปฏิบัติในงานราชพิธี รัฐพิธี และงานพระราชกุศล สร้างคนเป็นศาสนพิธีกร ภายใต้โครงการรวมพลัง บวร สร้างนิยมหลักของคนไทยรับอาเซียน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559



ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวณัฐยา  ทรงทิมไทย
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังชำนาญการพิเศษ
ผู้ร่วมเล่าเรื่องนางสาวนัยนา  ชื่นจิตร
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลัง
หน่วยงาน :  สำนักงานคลังจังหวัดสมุทรสงคราม


ชื่อโครงการ/ประชุม/สัมมนา/หลักสูตร  : การอบรมเชิงปฏิบัติการ แนวปฏิบัติในงานราชพิธี รัฐพิธี และงานพระราชกุศล สร้างคนเป็นศาสนพิธีกร ภายใต้โครงการรวมพลัง บวร สร้างนิยมหลักของคนไทยรับอาเซียน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559

วัตถุประสงค์ของโครงการ/ประชุม/สัมมนา/หลักสูตร   เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม
  1) เพื่อให้ส่วนราชการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินงานพระราชพิธี งานรัฐพิธี และงานพิธีต่างๆ
  2) เพื่อให้ทุกส่วนราชการมีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่พิธีกรและดำเนินรายการได้อย่างถูกต้อง
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : ตามหัวข้อวิชา หลักสูตร “การอบรมเชิงปฏิบัติการ แนวปฏิบัติในงานราชพิธี รัฐพิธี และงานพระราชกุศล สร้างคนเป็นศาสนพิธีกร”
เรื่องที่ 1 ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานพระราชพิธี งานรัฐพิธี และงานพิธีต่างๆ


งานพระราชพิธี
งานพระราชพิธี เป็นงานที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
เช่น พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา หรืองานที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เช่น พระราชพิธีอภิเษกสมรส พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ เป็นต้น


งานพระราชกุศล
งานพระราชกุศล เป็นงานที่พระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล งานพระราชกุศลบางงานต่อเนื่อง กับงานพระราชพิธี เช่น พระราชกุศลมาฆบูชา พระราชกุศลทักษิณานุประทานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี พระราชกุศลทรงบาตร เป็นต้น


งานรัฐพิธี
งานรัฐพิธี เป็นงานพิธีที่รัฐบาลหรือทางราชการจัดขึ้นเป็นงานประจำปี โดยกราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเป็นประธานประกอบพิธี เช่น รัฐพิธีที่ระลึกวันจักรี รัฐพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ   ซึ่งปัจจุบันทรงรับเข้าเป็นงานพระราชพิธี


การแต่งกายประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ในหมายกำหนดการ หรือกำหนดนัดหมายของทางราชการในพระราชพิธี หรือรัฐพิธีต่าง ๆ จะมีข้อความ ระบุการแต่งกายในแต่ละโอกาส เช่น ให้แต่งกายเต็มยศ ครึ่งยศ หรือปกติขาว แล้วแต่ละกรณีผู้แต่งกายต้องตรวจสอบหมายกำหนด หรือข้อความที่ระบุการแต่งกายในกำหนดนัดหมายของทางราชการให้ชัดเจน แล้วแต่งกายแล้วประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ถูกต้อง ทั้งนี้ การที่จะประดับ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ร่วมกับ  การแต่งกายดังกล่าวตามที่ระบุไว้ได้อย่างถูกต้องนั้น
มีหลักสำคัญที่ควรทราบ ดังนี้
๑.กรณีให้แต่งกายเต็มยศ (เสื้อขาว กางเกงหรือกระโปรงดำ)
๑.๑ ไม่ระบุชื่อสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้สวมสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด ที่ได้รับพระราชทานเพียงสายเดียว โดยให้ประดับดาราของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด ที่ได้รับพระราชทาน แต่ละตระกูลตามลำดับเกียรติ
๑.๒ ระบุชื่อสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้สวมสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามที่ระบุ ซึ่งแม้ว่าจะได้รับพระราชทานสายสะพาย ที่มีลำดับเกียรติสูงกว่าก็ตาม เช่น ระบุให้สวมสายสะพายมงกุฎไทย 
หากได้รับพระราชทานประถมาภรณ์มงกุฎไทยและประถมาภรณ์ช้างเผือกแล้วก็ให้สวมสายสะพายประถมาภรณ์มงกุฎไทย
 แต่ให้ประดับดาราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของแต่ละตระกูล ที่ได้รับพระราชทานตามลำดับเกียรติ แต่หากมิได้รับพระราชทานสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามที่ระบุชื่อให้สวมสายสะพาย หรือประดับเครื่องราช อิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด ที่ได้รับพระราชทาน โดยประดับดาราตามลำดับเกียรติ อาทิ หากหมายกำหนดการให้แต่งกายเต็มยศ สวมสายสร้อยจุลจอมเกล้า หรือให้แต่งกายเต็มยศสวมสายสะพายช้างเผือก หรือผู้ได้รับพระราชทานปฐมดิเรกคุณาภรณ์เป็นชั้นสูงสุด ให้สวมสายสะพาย

ประถมาภรณ์มงกุฎไทยหรือ สายสะพายปฐม ดิเรกคุณาภรณ์แล้วแต่กรณี
๒. กรณีให้แต่งกายครึ่งยศ (เสื้อขาว กางเกงหรือกระโปรงดำ) จะแต่งกายเช่นเดียวกับเต็มยศโดยประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับพระราชทาน เว้นแต่ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย เมื่อประดับดาราชั้นสูงสุดที่ได้รับพระราชทานแต่ละตระกูลแล้ว ไม่ต้องสวมสายสะพาย เฉพาะผู้ได้รับ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (ฝ่ายใน) เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราช  วราภรณ์ (ฝ่ายใน) เครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าและทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ฝ่ายใน) ให้นำดวงตราห้อยกับแพรแถบผูกแมลงปอ ประดับที่หน้าบ่าเสื้อเบื้องซ้าย โดยไม่ต้องประดับดาราของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าว
๓. กรณีให้แต่งกายปกติขาว (เสื้อขาว กางเกงหรือกระโปรงขาว) ให้ประดับแพรแถบย่อของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามชั้นตราที่ได้รับพระราชทาน แต่หากระบุให้แต่งกายปกติขาวประดับเหรียญให้ประดับเฉพาะเหรียญ ราชอิสริยาภรณ์ที่อกเสื้อเบื้องซ้าย โดยไม่ประดับดาราหรือสายสะพาย อนึ่ง ในกรณีเป็นงานศพซึ่งมีกำหนดการระบุให้แต่งกายเต็มยศ ครึ่งยศ หรือปกติขาวไว้ทุกข์ ให้สวมปลอกแขนสีดาที่แขนเสื้อข้างซ้าย
๔. ในโอกาสพิเศษบางพิธี อาจมีหมายกำหนดการระบุให้แต่งกายปกติขาวประดับเหรียญ เช่น งานเลี้ยงพระ และสมโภชราชกกุธภัณฑ์ ในการพระราชพิธีฉัตรมงคล ก็ให้แต่งกายปกติขาว แต่ประดับเหรียญราชอิสริยาภรณ์แทนแพรแถบย่อของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และไม่ต้องสวมสายสะพายหรือสวมแพรแถบ สวมคอแต่อย่างใด



เรื่องที่ 2 ความสำคัญของพิธีกร/พิธีการ และการเตรียมตนเป็นพิธีกร โฆษก ศาสนพิธีกร
พิธีกร คือ ผู้บุคคลที่รับผิดชอบด้านพิธีการ  มีหน้าที่ดำเนินรายการให้เป็นไปตามขั้นตอนที่เตรียมไว้ เนื่องจากในงานพิธีต่างๆผู้เข้าร่วมทุกคนจะมุ่งให้ความสนใจไปที่พิธีกร เพราะต้องการทราบว่า พิธีกรจะเริ่มอย่างไร จะดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนอย่างไร ดังนั้นพิธีกรจึงเป็นจุดเด่นของพิธีการนั้นๆ จึงต้องมี



คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังต่อไปนี้
ด้านบุคลิกภาพ ต้องแต่งกายเรียบร้อยสุภาพ ถูกกาลเทศะ ถ้าแต่งเครื่องแบบต้องแต่งให้ได้ครบ และถูกต้องตามระเบียบทุกประการ มีกิริยากระตือรือร้น แต่ไม่ลุกลี้ลุกลน  ใบหน้าเบิกบานแจ่มใส มองผู้อื่นอย่างเป็นมิตร มีท่าทีโอภาปราศรัย และต้อนรับขับสู้ มีความทรงจำดี
ด้านการพูด  ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการพูด เช่น การทักที่ประชุม การพูดให้สละสลวย รู้จักการพูดเชื่อมโยง ไม่พูดพล่าม เพ้อเจ้อ หรือวกวน บางโอกาส บางงาน อาจมีลูกเล่น หรือมุกตลกประกอบ ไม่พูดด้วยท่าทีเคร่งเครียดหรือเป็นทางการเกินไป  ต้องไม่มีลักษณะเป็นการอ่านข้อความมากกว่าการพูด


ด้านปฏิภาณไหวพริบและด้านจิตใจ ต้องมีปฏิภาณไหวพริบ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ปรับตัวได้
ตามสถานการณ์ มีจิตใจสุขุมเยือกเย็น สามารถควบคุมอารมณ์หรือมีสมาธิดี
ด้านความรู้ความสามารถ ต้องมีความรู้ในเรื่องของพิธีการที่พิธีกรดำเนินการอยู่ทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความมั่นใจและความเชื่อมั่นไม่ประหม่า และมีความสามารถในเรื่องการบริหารหรือการจัดการ เช่น
การวางแผนงาน การเตรียมงานในระยะสั้น ระยะยาว การเตรียมงานในระยะกระชั้นชิด การมอบหมายให้คนอื่นช่วย การประสานงานในจุดต่างๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการศึกษา แสวงหาความรู้ และสังเกตจากการจัดงานที่แท้จริง แล้วนำมาสรุปเป็นความรู้ของตนเอง

บทบาทหน้าที่ของพิธีกร 
1.เป็นผู้นำด้านพิธีการ เป็นผู้นำเข้าสู่พิธีการ หรือเปลี่ยนบรรยากาศ เข้าสู่บรรยากาศแห่งพิธีการ
2. เป็นผู้ประสาน เป็นผู้ควบคุม เป็นผู้กำกับรายการตามกำหนดการอย่างเคร่งครัด
3. เป็นผู้มีความรู้มากที่สุดในพิธีการนั้นๆ เช่น พิธีกรในงานวางศิลาฤกษ์ ก็ต้องมีความรู้ในพิธีวาง ศิลาฤกษ์มากที่สุดในงาน
4. เป็นผู้มีข้อมูลมากที่สุด เช่น ประธานมาถึงเวลาใด ใครมาร่วมเป็นเกียรติที่เป็นบุคคลสำคัญ
5. เป็นผู้เชื่อมโยงและขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆในพิธีการ เช่น เป็นผู้เชิญให้ประธานกล่าวเชิญมอบ
ของรางวัล
6. เป็นผู้สร้างบรรยากาศ และสร้างอารมณ์ตามระดับของงาน เช่น งานฌาปนกิจศพต้องสงบเรียบร้อย สำรวม  งานมงคลสมรสต้องการความชื่นชมยินดี
7. เป็นผู้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ถึงเวลาวิทยากรยังไม่มา จะทำการอย่างไรเพื่อเป็นการเสริม
ช่องว่างนั้นๆ

สรุป พิธีกร ต้องมีหัวใจ 4 ข้อ คือ ต ป ศ ก
ต คือ การเตรียมการ ทั้งเตรียมตัวเอง  เตรียมงาน  เตรียมบรรยากาศของงาน
ป คือ ประสานงาน ประชุมผู้เกี่ยวข้อง แบ่งงานให้รับผิดชอบ ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร     ต่อจากใคร
ศ คือ ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เช่น เป็นพิธีกรพิธีพระราชทานเพลิงศพ จะต้องรู้ว่า ขั้นตอนที่ 1 คืออะไร 2-3 คืออะไร อะไรควรทำ อะไรควรละเว้น
ก คือ แก้ไข หลังจากประเมินผลแล้ว ให้งานที่ทำดีขึ้นในครั้งต่อไป ไม่ใช่ทำผิดพลาดซ้ำ

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ความรู้เกี่ยวกับการขัดกันของผลประโยชน์ การรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ และการเปิดเผยราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้าง (มาตรา 103 และมาตรา 103/7)


ผู้เล่าเรื่อง  :  นางนวลอนงค์   พงศ์นภารักษ์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนักงานคลังจังหวัดอุตรดิตถ์
ชื่อโครงการสัมมนา  :  ความรู้เกี่ยวกับการขัดกันของผลประโยชน์ การรับผลประโยชน์ของ
เจ้าหน้าที่รัฐ และการเปิดเผยราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้าง  (มาตรา 103 และมาตรา 103/7)

วัตถุประสงค์ของโครงการสัมมนา  : เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายการปฏิบัติราชการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 และ  (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2554  มาตรา 103  และมาตรา 103/7

การแบ่งปันความรู้
มาตรา ๑๐๓ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจาก บุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัย อํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจํานวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด

บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของผู้ซึ่งพ้น จากการเป็น
เจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ถึงสองปีด้วยโดยอนุโลม
ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2543  ประกาศโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 103 ของพ.ร.บ. ป.ป.ช. เมื่อ วันที่ 30พฤศจิกายน 2543  มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2543
ข้อ 5 เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาได้ ดังต่อไปนี้
(1)  รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจาก ญาติ ซึ่งให้โดยเสน่หาตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป

(2) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ญาติมีราคาหรือมูลค่าในการรับจาก                แต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกินสามพันบาท
(3) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่การให้นั้นเป็นการให้ในลักษณะให้กับบุคคลทั่วไป
ข้อ 7 การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์หรือมีมูลค่าหรือมูลค่ามากกว่าที่กำหนดไว้ใน ข้อ 5
- เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับมาแล้วโดยมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องรับไว้เพื่อ...รักษาไมตรี  มิตรภาพ พรือความสัมพันธ์อันดี ระหว่างบุคคล เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น  ต้อง...แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น สังกัด โดยทันทีที่สามารถกระทำได้ เพื่อให้วินิจฉัยว่า... มีเหตุผล,ความจำเป็น,ความเหมาะสมและสมควรที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นไว้เป็นสิทธิของตนหรือไม่
วรรค 2  ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชา ฯลฯ มีคำสั่งว่าไม่สมควรรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวก็ให้...
* คืนทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นแก่ผู้ให้โดยทันที

กรณีที่ไม่สามารถคืนให้ได้
*ต้องส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยเร็ว

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรค 2 แล้ว ให้ถือว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นไม่เคยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์
ดังกล่าวเลย
หลักเกณฑ์ ตามประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับแก่ ผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้ว
ไม่ถึง 2 ปี ด้วย

มาตรา ๑๐๓/๗ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลางและการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ในกรณีที่มีการทำสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้น มีหน้าที่แสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐต่อกรมสรรพากร นอกเหนือจากบัญชีงบดุลปกติที่ยื่นประจำปี เพื่อให้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินและการคำนวณภาษีเงินได้ในโครงการ
ที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด


ในกรณีที่ปรากฏจากการตรวจสอบหรือการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าบุคคลหรือ
นิติบุคคลใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรณีมีความจําเป็นที่จะต้อง
ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินหรือการชําระภาษีเงินได้ของบุคคลหรือนิติบุคคลนั้น แล้วแต่ กรณี
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจประสานงานและสั่งให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรับเรื่อง ดังกล่าว
ไปดําเนินการตามอํานาจหน้าที่แล้วให้หน่วยงานของรัฐนั้นมีหน้าที่รายงานผลการดําเนินการให้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป
นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควร เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เนื่องจากการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรในการกำหนดมาตรการเพื่อให้หน่วยงานของรัฐ
รับไปปฏิบัติ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจสั่งให้หน่วยงานของรัฐนั้นดำเนินการไปตามที่
คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดมาตรการในเรื่องนั้นแล้วรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบก็ได้

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตย

 
 


ผู้เล่าเรื่อง  :   นายโสภณ  พวงคุ้ม 
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  ผู้อำนวยการกลุ่มงานค่าตอบแทนและสวัสดิการ 
หน่วยงาน :   สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ  

หลักสูตรฝึกอบรม  :  การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 17 ประจำปี 2558

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์
๒) นำเสนอข้อมูลภายใต้ฐานของการศึกษาวิจัยในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักนิติธรรม


เนื้อหาและหัวข้อวิชาของหลักสูตรการฝึกอบรม  มีดังนี้  
๑) หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตย
๒) หลักนิติธรรมกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย
๓) หลักนิติธรรม รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย ... ต่างมุมมอง ต่างความเข้าใจ จุดหมายเดียวกัน ฯลฯ


การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตย
หลักนิติธรรมมีสาระสำคัญอะไรบ้างอย่างไร พอสรุปสาระสำคัญที่มีองค์ประกอบดังนี้


กฎหมายต้องบังคับเป็นการทั่วไป หมายถึง หลักนิติธรรมคือกฎหมายต้องมุ่งหมายบังคับใช้เป็นการทั่วไปกับบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคกันไม่มุ่งเฉพาะเจาะจงกับบุคคลใดคนหนึ่ง

กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง หมายถึง กฎหมายจะบัญญัติให้การกระทำที่เกิดก่อนที่จะมีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดทางอาญาเพื่อให้ลงโทษบุคคลย้อนหลังสำหรับการกระทำที่เกิดก่อนที่จะมีกฎหมายไม่ได้

การสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาในคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล  เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเพื่อให้สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่

หลักความอิสระและเป็นกลางของผู้พิพากษาและตุลาการ เนื่องจากผู้พิพากษาและตุลาการเป็นกลไกในการอำนวยความยุติธรรมขั้นสุดท้ายที่สำคัญ ดังนั้นผู้พิพากษาและตุลากการจะต้องมีความอิสระในการพิพากษาตัดสินคดีจะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือแม้แต่ฝ่ายตุลาการด้วยกัน รวมทั้งต้องมีความเป็นกลางไม่มีอคติใดๆ

เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องใช้อำนาจได้ภายใต้กฎหมายที่กำหนดไว้ จะใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ได้หลักการข้อนี้จะช่วยคุ้มครองสิทธิเสรีของประชาชนทั่วไป
กฎหมายต้องไม่ยกเว้นความผิดให้แก่การกระทำในอนาคต การออกกฎหมายเพื่อรองรับการยกเว้นการกระทำผิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไม่สามารถกระทำได้ หลักการนี้ช่วยป้องกันผู้มีอำนาจที่อาจฉ้อฉลใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการป้องกันการกระทำความผิดในภายหน้า