วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

ผู้เล่าเรื่อง  : 1. นายภานพ  ฉายอรุณ นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
                    2. นางสาวชัชชญา  ปานทัพ นิติกรปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักกฎหมาย
หลักสูตรฝึกอบรม  :  คุณธรรมตามรอยพระยุคลบาท
หน่วยงานผู้จัด  :  สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
1) เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้และเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของการเป็นข้าราชการที่ดี
2) เพื่อเป็นการสร้างและปลูกจิตสำนึกในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
3) เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมปฏิบัติราชการอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางพระราชดำริ
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง


จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายในเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

สำหรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้น ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ความเจริญทางวัตถุ และสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยายปริมาณและกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น แต่ผลด้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายไปถึงคนในชนบท หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมน้อย แต่ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เช่น การขยายตัวของรัฐเข้าไปในชนบทได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน ทั้งการต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสั่งสินค้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมแตกสลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้
แก้ปัญหาและสั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่มสูญหายไป สิ่งสำคัญ ก็คือ ความพอเพียงในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้คนไทยสามารถพึ่งตนเอง และดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้อำนาจและความมีอิสระในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบต่อความต้องการต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยและสังคมไทยเคยมีอยู่แต่เดิม ต้องถูกกระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่และปัญหาความอ่อนแอของชนบท รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนแต่เป็นข้อพิสูจน์และยืนยันปรากฏการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี
พระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง
“...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...” (๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗)
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า ๓๐ ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะนำไปสู่ “ความสุข” ในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง
“...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...” (๔ ธันวาคม ๒๕๑๗)
พระบรมราโชวาทนี้ ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน เมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น ซึ่งหมายถึง แทนที่จะเน้นการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนำการพัฒนาประเทศ ควรที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพื้นฐานก่อนนั่นคือ ทำให้ประชาชนในชนบทส่วนใหญ่พอมีพอกินก่อน เป็นแนวทางการพัฒนาที่เน้นการกระจายรายได้ เพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนเน้นการพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป ทรงเตือนเรื่อง
พออยู่พอกิน ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ คือ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว แต่ทิศทางการพัฒนามิได้เปลี่ยนแปลง
“...เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็น
ไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...” (๔ ธันวาคม ๒๕๔๑)
กระแสพระราชดำรัส
“ทฤษฎีใหม่นี้มีไว้สำหรับป้องกันหรือถ้าในโอกาสปกติทำให้ร่ำรวยขึ้น ถ้าในโอกาสที่มีอุทกภัยก็สามารถ
ที่จะฟื้นตัวได้ โดยไม่ต้องให้ทางราชการไปช่วยมากเกินไป ทำให้ประชาชนพึ่งตนเองได้อย่างดี”
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ศาลาดุสิตาลัย 4 ธันวาคม 2538
“ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบและทำงานตั้งอธิษฐาน
ตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้เราก็จะยอดยิ่งยวดได้ ฉะนั้น ถ้าท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้มีความคิดและมีอิทธิพลมีพลังที่จะทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีความคิดเหมือนกันช่วยรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล”
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้
1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีต่อความจำเป็นและเหมาะสมกับฐานะของตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจดำเนินการอย่างมีเหตุผล ตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย
หลักคุณธรรมและวัฒนธรรมที่ดีงาม โดยคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างถ้วนถี่ “รู้จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสอุปสรรค” และคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ “รู้เขา รู้เรา รู้จักเลือกนำสิ่งที่ดีและเหมาะสมมาประยุกต์ใช้”
3. การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยง ปรับตัวและรับมือได้อย่างทันท่วงที
เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน มี ๒ ประการ  ดังนี้
1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบ
ที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
2. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต
และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต




เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณอย่างมีเหตุผล โดยสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร เพื่อที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว กว้างขวาง ทั้งทางด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี โดนอาศัยความราอบรู้ รอบคอบ และความระมัดระวังในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้วางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอนควบคู่ไปกับการสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติทุกระดับให้สำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร ความมีสติปัญญา และความรอบคอบ มีเหตุผล
ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีต่อความจำเป็นและเหมาะสมกับฐานะของตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดและผลที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ
การเปลี่ยนแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่กิจกรรมการปฏิบัติ
การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้นั้น ขั้นแรกต้องยึดหลัก “พึ่งตนเอง” คือ พยายามพึ่งตนเองให้ได้ก่อน ในแต่ละครอบครัวมีการบริหารจัดการอย่างพอดี ประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนต้องรู้จักตนเอง เช่น ข้อมูลรายรับ - รายจ่ายในครอบครัวตนเอง สามารถรักษาระดับการใช้จ่ายของตนไม่ให้เป็นหนี้และรู้จักดึงศักยภาพในตัวเองในเรื่องของปัจจัยสี่ให้ได้ในระดับหนึ่ง
การพัฒนาตนเองให้สามารถ “อยู่ได้อย่างพอเพียง” คือ ดำเนินชีวิตโดยยึดหลักทางสายกลางให้อยู่ได้อย่างสมดุล คือ มีความสุขที่แท้ไม่ให้รู้สึกขาดแคลนจนต้องเบียดเบียนตนเอง หรือดำเนินชีวิตอย่างเกินพอดีจนต้องเบียดเบียนผู้อื่นหรือเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม โดย
- ยึดหลักพออยู่ พอกิน พอใช้
- ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่าย ลดความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีพ
- ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้องและสุจริต
- ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันในการค้าขายประกอบอาชีพแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง
- มุ่งเน้นหาข้าวหาปลา ก่อนมุ่งเน้นหาเงินหาทอง
- ทำมาหากินก่อนทำมาค้าขาย
- ภูมิปัญญาชาวบ้านและที่ดินทำกิน คือ ทุนทางสังคม
- ตั้งสติที่มั่นคง ร่างกายที่แข็งแรง ปัญญาที่เฉียบแหลม
- นำความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพื่อปรับวิถีชีวิตสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

การใช้ชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนั้น จะต้องมีความพอดี 5 ประการ คือ
1. ความพอดีด้านสังคมและวัฒนธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานสัมพันธ์ รู้รักสามัคคี เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน รักษาเอกลักษณ์ ภาษา ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย
2. ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาด ประหยัดและรอบคอบ ฟื้นฟูทรัพยากรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและคงอยู่ชั่วลูกหลาน
3. ความพอดีด้านเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อมตามภูมิสังคม พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้าน
4. ความพอดีด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่ลงทุนเกินขนาด คิดและวางแผนอย่างมีเหตุผลและคุณธรรม รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม สัมฤทธิ์ผลและทันกาล
5. ความพอดีด้านจิตใจ เข้มแข็ง กตัญญู มีความเพียร มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง มีคุณธรรมอันมั่นคง สุจริต จริงใจ คิดดี ทำดี แจ่มใส เอื้ออาทร แบ่งปัน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ
ประเทศไทยกับเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้ผู้ผลิต หรือผู้บริโภค พยายามเริ่มต้นผลิต หรือบริโภคภายใต้ขอบเขต ข้อจำกัดของรายได้ หรือทรัพยากรที่มีอยู่ไปก่อน ซึ่งก็คือ หลักในการลดการพึ่งพา เพิ่มขีดความสามารถในการควบคุม
การผลิตได้ด้วยตนเอง และลดภาวะการเสี่ยงจากการไม่สามารถควบคุมระบบตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เศรษฐกิจพอเพียงมิใช่หมายความถึง การกระเบียดกระเสียนจนเกินสมควร หากแต่อาจฟุ่มเฟือยได้เป็นครั้งคราวตามอัตภาพ แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศ มักใช้จ่ายเกินตัว เกินฐานะที่หามาได้ เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจได้  เช่น โดยพื้นฐานแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เศรษฐกิจของประเทศจึงควรเน้นที่เศรษฐกิจการเกษตร เน้นความมั่นคงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นคงให้เป็นระบบเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง จึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่ช่วยลดความเสี่ยง หรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ เศรษฐกิจพอเพียง สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ทุกสาขา ทุกภาคของเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดเฉพาะแต่ภาคการเกษตร หรือภาคชนบท แม้แต่ภาคการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และการค้าการลงทุน
ระหว่างประเทศ โดยมีหลักการที่คล้ายคลึงกันคือ เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม

การดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริพอเพียง
  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าใจถึงสภาพสังคมไทย ดังนั้น เมื่อได้พระราชทานแนวพระราชดำริ หรือพระบรมราโชวาทในด้านต่างๆ จะทรงคำนึงถึงวิถีชีวิต สภาพสังคมของประชาชนด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในทางปฏิบัติได้

แนวพระราชดำริในการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง
๑. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต
2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต
๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง
๔. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้นจนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ
๕. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา
ทฤษฎีใหม่ คือ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงที่เด่นชัดที่สุด
ซึ่งพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่มักประสบปัญหาทั้งภัยธรรมชาติและปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการทำการเกษตร ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก
  ความเสี่ยงที่เกษตรกร มักพบเป็นประจำ ประกอบด้วย
๑. ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตร
๒. ความเสี่ยงในราคาและการพึ่งพาปัจจัยการผลิตสมัยใหม่จากต่างประเทศ
๓. ความเสี่ยงด้านน้ำ ฝนทิ้งช่วง ฝนแล้ง
๔. ภัยธรรมชาติอื่นๆ และโรคระบาด
๕. ความเสี่ยงด้านแบบแผนการผลิต
6. ความเสี่ยงด้านโรคและศัตรูพืช
7. ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน
8. ความเสี่ยงด้านหนี้สินและการสูญเสียที่ดิน
ทฤษฎีใหม่ จึงเป็นแนวทางหรือหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็ก
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด


วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

การอบรมเชิงปฏิบัติการ แนวปฏิบัติในงานราชพิธี รัฐพิธี และงานพระราชกุศล สร้างคนเป็นศาสนพิธีกร ภายใต้โครงการรวมพลัง บวร สร้างนิยมหลักของคนไทยรับอาเซียน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559



ผู้เล่าเรื่อง  :  นางสาวณัฐยา  ทรงทิมไทย
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังชำนาญการพิเศษ
ผู้ร่วมเล่าเรื่องนางสาวนัยนา  ชื่นจิตร
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลัง
หน่วยงาน :  สำนักงานคลังจังหวัดสมุทรสงคราม


ชื่อโครงการ/ประชุม/สัมมนา/หลักสูตร  : การอบรมเชิงปฏิบัติการ แนวปฏิบัติในงานราชพิธี รัฐพิธี และงานพระราชกุศล สร้างคนเป็นศาสนพิธีกร ภายใต้โครงการรวมพลัง บวร สร้างนิยมหลักของคนไทยรับอาเซียน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559

วัตถุประสงค์ของโครงการ/ประชุม/สัมมนา/หลักสูตร   เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม
  1) เพื่อให้ส่วนราชการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินงานพระราชพิธี งานรัฐพิธี และงานพิธีต่างๆ
  2) เพื่อให้ทุกส่วนราชการมีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่พิธีกรและดำเนินรายการได้อย่างถูกต้อง
การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : ตามหัวข้อวิชา หลักสูตร “การอบรมเชิงปฏิบัติการ แนวปฏิบัติในงานราชพิธี รัฐพิธี และงานพระราชกุศล สร้างคนเป็นศาสนพิธีกร”
เรื่องที่ 1 ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานพระราชพิธี งานรัฐพิธี และงานพิธีต่างๆ


งานพระราชพิธี
งานพระราชพิธี เป็นงานที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
เช่น พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา หรืองานที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เช่น พระราชพิธีอภิเษกสมรส พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ เป็นต้น


งานพระราชกุศล
งานพระราชกุศล เป็นงานที่พระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล งานพระราชกุศลบางงานต่อเนื่อง กับงานพระราชพิธี เช่น พระราชกุศลมาฆบูชา พระราชกุศลทักษิณานุประทานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี พระราชกุศลทรงบาตร เป็นต้น


งานรัฐพิธี
งานรัฐพิธี เป็นงานพิธีที่รัฐบาลหรือทางราชการจัดขึ้นเป็นงานประจำปี โดยกราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเป็นประธานประกอบพิธี เช่น รัฐพิธีที่ระลึกวันจักรี รัฐพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ   ซึ่งปัจจุบันทรงรับเข้าเป็นงานพระราชพิธี


การแต่งกายประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ในหมายกำหนดการ หรือกำหนดนัดหมายของทางราชการในพระราชพิธี หรือรัฐพิธีต่าง ๆ จะมีข้อความ ระบุการแต่งกายในแต่ละโอกาส เช่น ให้แต่งกายเต็มยศ ครึ่งยศ หรือปกติขาว แล้วแต่ละกรณีผู้แต่งกายต้องตรวจสอบหมายกำหนด หรือข้อความที่ระบุการแต่งกายในกำหนดนัดหมายของทางราชการให้ชัดเจน แล้วแต่งกายแล้วประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ถูกต้อง ทั้งนี้ การที่จะประดับ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ร่วมกับ  การแต่งกายดังกล่าวตามที่ระบุไว้ได้อย่างถูกต้องนั้น
มีหลักสำคัญที่ควรทราบ ดังนี้
๑.กรณีให้แต่งกายเต็มยศ (เสื้อขาว กางเกงหรือกระโปรงดำ)
๑.๑ ไม่ระบุชื่อสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้สวมสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด ที่ได้รับพระราชทานเพียงสายเดียว โดยให้ประดับดาราของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด ที่ได้รับพระราชทาน แต่ละตระกูลตามลำดับเกียรติ
๑.๒ ระบุชื่อสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้สวมสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามที่ระบุ ซึ่งแม้ว่าจะได้รับพระราชทานสายสะพาย ที่มีลำดับเกียรติสูงกว่าก็ตาม เช่น ระบุให้สวมสายสะพายมงกุฎไทย 
หากได้รับพระราชทานประถมาภรณ์มงกุฎไทยและประถมาภรณ์ช้างเผือกแล้วก็ให้สวมสายสะพายประถมาภรณ์มงกุฎไทย
 แต่ให้ประดับดาราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของแต่ละตระกูล ที่ได้รับพระราชทานตามลำดับเกียรติ แต่หากมิได้รับพระราชทานสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามที่ระบุชื่อให้สวมสายสะพาย หรือประดับเครื่องราช อิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด ที่ได้รับพระราชทาน โดยประดับดาราตามลำดับเกียรติ อาทิ หากหมายกำหนดการให้แต่งกายเต็มยศ สวมสายสร้อยจุลจอมเกล้า หรือให้แต่งกายเต็มยศสวมสายสะพายช้างเผือก หรือผู้ได้รับพระราชทานปฐมดิเรกคุณาภรณ์เป็นชั้นสูงสุด ให้สวมสายสะพาย

ประถมาภรณ์มงกุฎไทยหรือ สายสะพายปฐม ดิเรกคุณาภรณ์แล้วแต่กรณี
๒. กรณีให้แต่งกายครึ่งยศ (เสื้อขาว กางเกงหรือกระโปรงดำ) จะแต่งกายเช่นเดียวกับเต็มยศโดยประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับพระราชทาน เว้นแต่ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย เมื่อประดับดาราชั้นสูงสุดที่ได้รับพระราชทานแต่ละตระกูลแล้ว ไม่ต้องสวมสายสะพาย เฉพาะผู้ได้รับ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ (ฝ่ายใน) เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราช  วราภรณ์ (ฝ่ายใน) เครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าและทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ฝ่ายใน) ให้นำดวงตราห้อยกับแพรแถบผูกแมลงปอ ประดับที่หน้าบ่าเสื้อเบื้องซ้าย โดยไม่ต้องประดับดาราของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าว
๓. กรณีให้แต่งกายปกติขาว (เสื้อขาว กางเกงหรือกระโปรงขาว) ให้ประดับแพรแถบย่อของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามชั้นตราที่ได้รับพระราชทาน แต่หากระบุให้แต่งกายปกติขาวประดับเหรียญให้ประดับเฉพาะเหรียญ ราชอิสริยาภรณ์ที่อกเสื้อเบื้องซ้าย โดยไม่ประดับดาราหรือสายสะพาย อนึ่ง ในกรณีเป็นงานศพซึ่งมีกำหนดการระบุให้แต่งกายเต็มยศ ครึ่งยศ หรือปกติขาวไว้ทุกข์ ให้สวมปลอกแขนสีดาที่แขนเสื้อข้างซ้าย
๔. ในโอกาสพิเศษบางพิธี อาจมีหมายกำหนดการระบุให้แต่งกายปกติขาวประดับเหรียญ เช่น งานเลี้ยงพระ และสมโภชราชกกุธภัณฑ์ ในการพระราชพิธีฉัตรมงคล ก็ให้แต่งกายปกติขาว แต่ประดับเหรียญราชอิสริยาภรณ์แทนแพรแถบย่อของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และไม่ต้องสวมสายสะพายหรือสวมแพรแถบ สวมคอแต่อย่างใด



เรื่องที่ 2 ความสำคัญของพิธีกร/พิธีการ และการเตรียมตนเป็นพิธีกร โฆษก ศาสนพิธีกร
พิธีกร คือ ผู้บุคคลที่รับผิดชอบด้านพิธีการ  มีหน้าที่ดำเนินรายการให้เป็นไปตามขั้นตอนที่เตรียมไว้ เนื่องจากในงานพิธีต่างๆผู้เข้าร่วมทุกคนจะมุ่งให้ความสนใจไปที่พิธีกร เพราะต้องการทราบว่า พิธีกรจะเริ่มอย่างไร จะดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนอย่างไร ดังนั้นพิธีกรจึงเป็นจุดเด่นของพิธีการนั้นๆ จึงต้องมี



คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังต่อไปนี้
ด้านบุคลิกภาพ ต้องแต่งกายเรียบร้อยสุภาพ ถูกกาลเทศะ ถ้าแต่งเครื่องแบบต้องแต่งให้ได้ครบ และถูกต้องตามระเบียบทุกประการ มีกิริยากระตือรือร้น แต่ไม่ลุกลี้ลุกลน  ใบหน้าเบิกบานแจ่มใส มองผู้อื่นอย่างเป็นมิตร มีท่าทีโอภาปราศรัย และต้อนรับขับสู้ มีความทรงจำดี
ด้านการพูด  ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการพูด เช่น การทักที่ประชุม การพูดให้สละสลวย รู้จักการพูดเชื่อมโยง ไม่พูดพล่าม เพ้อเจ้อ หรือวกวน บางโอกาส บางงาน อาจมีลูกเล่น หรือมุกตลกประกอบ ไม่พูดด้วยท่าทีเคร่งเครียดหรือเป็นทางการเกินไป  ต้องไม่มีลักษณะเป็นการอ่านข้อความมากกว่าการพูด


ด้านปฏิภาณไหวพริบและด้านจิตใจ ต้องมีปฏิภาณไหวพริบ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ปรับตัวได้
ตามสถานการณ์ มีจิตใจสุขุมเยือกเย็น สามารถควบคุมอารมณ์หรือมีสมาธิดี
ด้านความรู้ความสามารถ ต้องมีความรู้ในเรื่องของพิธีการที่พิธีกรดำเนินการอยู่ทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความมั่นใจและความเชื่อมั่นไม่ประหม่า และมีความสามารถในเรื่องการบริหารหรือการจัดการ เช่น
การวางแผนงาน การเตรียมงานในระยะสั้น ระยะยาว การเตรียมงานในระยะกระชั้นชิด การมอบหมายให้คนอื่นช่วย การประสานงานในจุดต่างๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการศึกษา แสวงหาความรู้ และสังเกตจากการจัดงานที่แท้จริง แล้วนำมาสรุปเป็นความรู้ของตนเอง

บทบาทหน้าที่ของพิธีกร 
1.เป็นผู้นำด้านพิธีการ เป็นผู้นำเข้าสู่พิธีการ หรือเปลี่ยนบรรยากาศ เข้าสู่บรรยากาศแห่งพิธีการ
2. เป็นผู้ประสาน เป็นผู้ควบคุม เป็นผู้กำกับรายการตามกำหนดการอย่างเคร่งครัด
3. เป็นผู้มีความรู้มากที่สุดในพิธีการนั้นๆ เช่น พิธีกรในงานวางศิลาฤกษ์ ก็ต้องมีความรู้ในพิธีวาง ศิลาฤกษ์มากที่สุดในงาน
4. เป็นผู้มีข้อมูลมากที่สุด เช่น ประธานมาถึงเวลาใด ใครมาร่วมเป็นเกียรติที่เป็นบุคคลสำคัญ
5. เป็นผู้เชื่อมโยงและขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆในพิธีการ เช่น เป็นผู้เชิญให้ประธานกล่าวเชิญมอบ
ของรางวัล
6. เป็นผู้สร้างบรรยากาศ และสร้างอารมณ์ตามระดับของงาน เช่น งานฌาปนกิจศพต้องสงบเรียบร้อย สำรวม  งานมงคลสมรสต้องการความชื่นชมยินดี
7. เป็นผู้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ถึงเวลาวิทยากรยังไม่มา จะทำการอย่างไรเพื่อเป็นการเสริม
ช่องว่างนั้นๆ

สรุป พิธีกร ต้องมีหัวใจ 4 ข้อ คือ ต ป ศ ก
ต คือ การเตรียมการ ทั้งเตรียมตัวเอง  เตรียมงาน  เตรียมบรรยากาศของงาน
ป คือ ประสานงาน ประชุมผู้เกี่ยวข้อง แบ่งงานให้รับผิดชอบ ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร     ต่อจากใคร
ศ คือ ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เช่น เป็นพิธีกรพิธีพระราชทานเพลิงศพ จะต้องรู้ว่า ขั้นตอนที่ 1 คืออะไร 2-3 คืออะไร อะไรควรทำ อะไรควรละเว้น
ก คือ แก้ไข หลังจากประเมินผลแล้ว ให้งานที่ทำดีขึ้นในครั้งต่อไป ไม่ใช่ทำผิดพลาดซ้ำ

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ความรู้เกี่ยวกับการขัดกันของผลประโยชน์ การรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ และการเปิดเผยราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้าง (มาตรา 103 และมาตรา 103/7)


ผู้เล่าเรื่อง  :  นางนวลอนงค์   พงศ์นภารักษ์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนักงานคลังจังหวัดอุตรดิตถ์
ชื่อโครงการสัมมนา  :  ความรู้เกี่ยวกับการขัดกันของผลประโยชน์ การรับผลประโยชน์ของ
เจ้าหน้าที่รัฐ และการเปิดเผยราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้าง  (มาตรา 103 และมาตรา 103/7)

วัตถุประสงค์ของโครงการสัมมนา  : เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายการปฏิบัติราชการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 และ  (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2554  มาตรา 103  และมาตรา 103/7

การแบ่งปันความรู้
มาตรา ๑๐๓ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจาก บุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัย อํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจํานวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด

บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของผู้ซึ่งพ้น จากการเป็น
เจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ถึงสองปีด้วยโดยอนุโลม
ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2543  ประกาศโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 103 ของพ.ร.บ. ป.ป.ช. เมื่อ วันที่ 30พฤศจิกายน 2543  มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2543
ข้อ 5 เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาได้ ดังต่อไปนี้
(1)  รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจาก ญาติ ซึ่งให้โดยเสน่หาตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป

(2) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ญาติมีราคาหรือมูลค่าในการรับจาก                แต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกินสามพันบาท
(3) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่การให้นั้นเป็นการให้ในลักษณะให้กับบุคคลทั่วไป
ข้อ 7 การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์หรือมีมูลค่าหรือมูลค่ามากกว่าที่กำหนดไว้ใน ข้อ 5
- เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับมาแล้วโดยมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องรับไว้เพื่อ...รักษาไมตรี  มิตรภาพ พรือความสัมพันธ์อันดี ระหว่างบุคคล เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น  ต้อง...แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น สังกัด โดยทันทีที่สามารถกระทำได้ เพื่อให้วินิจฉัยว่า... มีเหตุผล,ความจำเป็น,ความเหมาะสมและสมควรที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นไว้เป็นสิทธิของตนหรือไม่
วรรค 2  ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชา ฯลฯ มีคำสั่งว่าไม่สมควรรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวก็ให้...
* คืนทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นแก่ผู้ให้โดยทันที

กรณีที่ไม่สามารถคืนให้ได้
*ต้องส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยเร็ว

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรค 2 แล้ว ให้ถือว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นไม่เคยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์
ดังกล่าวเลย
หลักเกณฑ์ ตามประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับแก่ ผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้ว
ไม่ถึง 2 ปี ด้วย

มาตรา ๑๐๓/๗ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลางและการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ในกรณีที่มีการทำสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้น มีหน้าที่แสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐต่อกรมสรรพากร นอกเหนือจากบัญชีงบดุลปกติที่ยื่นประจำปี เพื่อให้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินและการคำนวณภาษีเงินได้ในโครงการ
ที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด


ในกรณีที่ปรากฏจากการตรวจสอบหรือการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าบุคคลหรือ
นิติบุคคลใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรณีมีความจําเป็นที่จะต้อง
ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินหรือการชําระภาษีเงินได้ของบุคคลหรือนิติบุคคลนั้น แล้วแต่ กรณี
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจประสานงานและสั่งให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรับเรื่อง ดังกล่าว
ไปดําเนินการตามอํานาจหน้าที่แล้วให้หน่วยงานของรัฐนั้นมีหน้าที่รายงานผลการดําเนินการให้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป
นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควร เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เนื่องจากการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรในการกำหนดมาตรการเพื่อให้หน่วยงานของรัฐ
รับไปปฏิบัติ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจสั่งให้หน่วยงานของรัฐนั้นดำเนินการไปตามที่
คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดมาตรการในเรื่องนั้นแล้วรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบก็ได้

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตย

 
 


ผู้เล่าเรื่อง  :   นายโสภณ  พวงคุ้ม 
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  ผู้อำนวยการกลุ่มงานค่าตอบแทนและสวัสดิการ 
หน่วยงาน :   สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ  

หลักสูตรฝึกอบรม  :  การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 17 ประจำปี 2558

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์
๒) นำเสนอข้อมูลภายใต้ฐานของการศึกษาวิจัยในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักนิติธรรม


เนื้อหาและหัวข้อวิชาของหลักสูตรการฝึกอบรม  มีดังนี้  
๑) หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตย
๒) หลักนิติธรรมกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย
๓) หลักนิติธรรม รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย ... ต่างมุมมอง ต่างความเข้าใจ จุดหมายเดียวกัน ฯลฯ


การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตย
หลักนิติธรรมมีสาระสำคัญอะไรบ้างอย่างไร พอสรุปสาระสำคัญที่มีองค์ประกอบดังนี้


กฎหมายต้องบังคับเป็นการทั่วไป หมายถึง หลักนิติธรรมคือกฎหมายต้องมุ่งหมายบังคับใช้เป็นการทั่วไปกับบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคกันไม่มุ่งเฉพาะเจาะจงกับบุคคลใดคนหนึ่ง

กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง หมายถึง กฎหมายจะบัญญัติให้การกระทำที่เกิดก่อนที่จะมีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดทางอาญาเพื่อให้ลงโทษบุคคลย้อนหลังสำหรับการกระทำที่เกิดก่อนที่จะมีกฎหมายไม่ได้

การสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาในคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล  เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเพื่อให้สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่

หลักความอิสระและเป็นกลางของผู้พิพากษาและตุลาการ เนื่องจากผู้พิพากษาและตุลาการเป็นกลไกในการอำนวยความยุติธรรมขั้นสุดท้ายที่สำคัญ ดังนั้นผู้พิพากษาและตุลากการจะต้องมีความอิสระในการพิพากษาตัดสินคดีจะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือแม้แต่ฝ่ายตุลาการด้วยกัน รวมทั้งต้องมีความเป็นกลางไม่มีอคติใดๆ

เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องใช้อำนาจได้ภายใต้กฎหมายที่กำหนดไว้ จะใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ได้หลักการข้อนี้จะช่วยคุ้มครองสิทธิเสรีของประชาชนทั่วไป
กฎหมายต้องไม่ยกเว้นความผิดให้แก่การกระทำในอนาคต การออกกฎหมายเพื่อรองรับการยกเว้นการกระทำผิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไม่สามารถกระทำได้ หลักการนี้ช่วยป้องกันผู้มีอำนาจที่อาจฉ้อฉลใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการป้องกันการกระทำความผิดในภายหน้า
           

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กฎหมายคอมพิวเตอร์




ผู้เล่าเรื่อง  :  นางเพ็ญแข  สำราญกิจ
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังชำนาญการ
หน่วยงาน :  กลุ่มอนุมัติพิเศษ สำนักกฎหมาย
โทรศัพท์เพื่อการปันความรู้  :  0 2127 7000 ต่อ 6601

หลักสูตรฝึกอบรม  :  กฎหมายคอมพิวเตอร์
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
๑) เพื่อให้บุคลากรเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์
๒) เพื่อให้บุคลากรเข้าใจในจริยธรรมและกฎหมายคอมพิวเตอร์
3) เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย
4) เพื่อให้บุคลากรสามารถปกป้องสิทธิ์ของตนเองและไม่ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น

การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ : อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คือ ผู้กระทำผิดกฎหมายโดยใช้เทคโนโลยี มีการจำแนกไว้ ดังนี้
1.Novice พวกเด็กหัดใหม่ ที่พึ่งเริมหัดให้คอมพิวเตอร์ได้ไม่นาน
2.Deranged Person พวกจิตวิปริต ผิดปกติ ชอบความรุนแรง ชอบทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของ ฯลฯ
3.Organize Crime กลุ่มอาชญากรรมที่ร่วมมือกันทำผิดในลักษณะขององค์กรใหญ่ที่มีระบบซับซ้อน
4.Career Criminal พวกอาชญากรรมมืออาชีพ เป็นกลุ่มที่เป็นห่วงที่สุด เพราะนับวันยิ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
5.Com Aritst พวกหัวพัฒนา ชอบความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ เพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัว หาเงินในทางมิ
6.Dreamer พวกบ้าลัทธิ คอยทำผิดเนื่องจากมีความเชื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างรุนแรง
7.Cracker ผู้มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์จนสามารถลักลอบเข้าสู่ระบบได้ โดยมุ่งหมายเพื่อทำลายไฟล์และระบบให้ใช้การไม่ได้

รูปแบบการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
1.การลักลอบใช้/ขโมยข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
2.อาชญากรนำเอาระบบการสื่อสารมาปกปิดความผิดตนเอง
3.การละเมิดสิทธิ์ปลอมแปลงรูปแบบ เลียนแบบระบบซอฟต์แวร์
4.ใช้คอมพิวเตอร์แพร่ภาพ เสียง ลามก อนาจาร และข้อมูลที่ไม่เหมาะสม
5.ใช้คอมพิวเตอร์ฟอกเงิน
6.อันธพาลทางคอมพิวเตอร์ที่เข้าไปก่อกวน ทำลายระบบการจราจร ฯลฯ
7.หลอกลวงให้ร่วมค้าขายหรือลงทุน
8.แทรกแซงข้อมูล เช่น ดักจับ/ลักลอบค้นหารหัสบัตรเครดิตผู้อื่นมาใช้
9.ใช้คอมพิวเตอร์แอบโอนเงินบัญชีผู้อื่นเข้าบัญชีตนเอง

ข้อแนะนะสำหรับผู้ใช้บริการ
-อย่าบอก password ตนเองแก่บุคคลอื่น
-อย่านำ user id และ password ของบุคคลอื่นมาใช้งานหรือเผยแพร่
-อย่าส่ง (send) หรือส่งต่อ (forward) ภาพ ข้อความ หรือภาพเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมาย
-อย่าให้บุคคลอื่นที่ไม่รู้จักมายืมใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์
-การติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สายควรจะมีระบบป้องกันมิให้บุคคลอื่นแบใช้งานโดยมิได้รับอนุญาต
-เทียบเวลาประเทศไทยให้ตรงกับเครื่องให้บริการเวลา (time Server)

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

การออกแบบกราฟิกสำหรับพรีเซนเทชั่น ด้วย Photoshop

ผู้เล่าเรื่อง  :   นางสาว สุจิตรา นภาคณาพร 
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
หน่วยงาน :  สำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ
หลักสูตรฝึกอบรม  :  การออกแบบกราฟิกสำหรับพรีเซนเทชั่น ด้วย Photoshop

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร / โครงการฝึกอบรม
 ๑) เพื่อให้ข้าราชการพลเรือนได้มีความรู้ในด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างหลากหลาย
 ๒) เพื่อให้ข้าราชการพลเรือนสามารถนำโปรแกรม Photoshop มาปรับใช้งานในองค์กรได้


การแบ่งปันความรู้ที่ได้รับ
1. การรวมหลายภาพเป็นภาพเดียว
2. การปรับขนาดภาพ Free Transform 
       1.การรวมหลายภาพเป็นภาพเดียว



step 1: เปิดหลายๆ ภาพ
step 2: แสดงภาพคู่กัน โดยลากชื่อภาพออกมาเป็นหน้าต่างย่อย
step 3: Move tool คลิ๊กเลือกภาพก่อน แล้วลากภาพไปทันกัน
** โปรแกรมแยก Layer auto
Tool เพิ่มเติม Magic Eraser สำหรับลบพื้นที่ตามสีภาพ
2. การปรับขนาดภาพ Free Transform
 

• Move
• Scale (Shift = ล๊อคสัดส่วน)
• Rotate(Shift = snap 15 องศา)
* เสร็จแล้ว Enter , ยกเลิก กด ESC
Free Transform เพิ่มเติม
คลิ๊กขวา ขณะ Free Transform อยู่


•Skew : ดึงมุมภาพ ในระนาบเดิม
•Distort : ดึงมุมภาพ อิสระ
•Perspective : ดึง 2 ข้าง พร้อมกัน
•Warp : ดัดแบบตาข่าย
- ปรับรูปทรงที่ Option bar
- ปรับค่า Bend โดยลากที่จุดตรงตาข่ายได้เลย

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

กิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ (วัดทองเนียม)



ผู้เล่าเรื่อง  :  นางปิยนาถ อุดมชัยเดช
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง  :  นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ
หน่วยงาน :  สำนักบริหารการรับ – จ่ายเงินภาครัฐ (ฝ่ายบริหารทั่วไป)
ชื่อโครงการ     :  กิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ (วัดทองเนียม)
หน่วยงานผู้จัด  :  กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม

วัตถุประสงค์ของโครงการ
๑) เพื่อพัฒนาความรู้
๒) เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่เพื่อนร่วมงาน
๓) เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ได้มีโอกาสเข้าวัดปฏิบัติธรรมในวันธรรมสวนะ
และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
ความรู้ที่แบ่งปันในเรื่อง : การสมาทานศีล
ความหมายของศีล
ศีล แปลว่า ปกติของสิ่งต่าง ๆ อันเป็นสภาวธรรมที่มีที่เป็นกับสิ่งนั้น ๆ เช่น ดวงอาทิตย์เป็นดวงไฟที่ร้อนและให้แสงสว่าง ความร้อนและความสว่างถือว่าเป็นสภาวะปกติของดวงอาทิตย์ถ้าดวงอาทิตย์ยังร้อน ยังให้แสงสว่างอยู่  ก็กล่าวได้ว่าดวงอาทิตย์ยังมีปกติยังรักษาปกติของตนไว้ได้ หากเมื่อใดดวงอาทิตย์เกิดไม่ร้อนหรือไม่ให้แสงสว่างขึ้นมา เราก็เรียกว่าดวงอาทิตย์ผิดปกติหรือเสียปกติไป


ปกติเป็นความหมายของศีลดังนี้
คนเราโดยทั่วไปก็มีปกติคือมีศีลประจำตัวอยู่ทุกคนแล้ว ปกติของคนคือไม่ฆ่ากัน ไม่เบียดเบียนกัน     ไม่ลักขโมยทรัพย์สินของกันและกัน ไม่ล่วงละเมิดในคู่ครองของกัน ไม่มักมากในกาเมประเวณี ไม่โกหกหลอกลวงกันไม่ทำให้ผู้อื่นเสียผลประโยชน์ด้วยคำพูดของคน ไม่หลงลืมสติ ไม่ติดสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษทุกชนิดนี่คือปกติของคน  หากผู้ใดเป็นคนเหี้ยมโหด ชอบทารุณ ชอบฆ่าคนอื่น ชอบลักขโมยทรัพย์สินของคนอื่น เป็นต้น ผู้นั้นชื่อว่าได้ทำผิดปกติของคนไป คือผิดไปจากคนธรรมดาปกตินั่นเอง ซึ่งการกระทำนั้นแม้ทางบ้านเมืองและสังคมตามปกติก็ไม่ยอมรับ

 

จุดมุ่งหมายในการสมาทานศีล
การสมาทานศีล เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า การรับศีล ก็เพื่อปฏิญาณตนต่อหน้าพระผู้ให้ศีลและต่อตนเองว่า จะไม่ล่วงละเมิดข้อห้ามนั้น ๆ จะรักษาปกติของตนไว้ เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นเป็นเบื้องต้น ด้วยมีความตั้งใจแน่วแน่ด้วยตนเองโดยไม่ต้องบังคับว่าจะงดเว้นจากความชั่วทุจริตผิดปกติของตน อันจะเกิดทางกาย ทางวาจาต่อไป

อานิสงส์ของการสมาทานศีลก่อนให้ทาน
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนแนวทางแห่งการทำบุญให้ทานที่จะได้อานิสงส์มากแก่ผู้กระทำ    สรุปใจความได้ว่า "การให้ทานควรเลือกให้ เลือกทั้งผู้ให้ สิ่งที่ให้ และผู้รับ ทานที่เลือกให้พระองค์ทรงสรรเสริญ และย่อมมีผลมีอานิสงส์มาก เหมือนชาวนาเลือกพันธ์ข้าวดีแล้วหว่านลงในนาดี ย่อมได้ผลมาก ฉะนั้น เมื่อผู้ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้รับก็เป็นผู้บริสุทธิ์ ทานของผู้นั้นย่อมมีผลมีอานิสงส์มาก เพราะบริสุทธิ์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เมื่อผู้ให้หรือผู้รับมีศีลบริสุทธิ์ฝ่ายเดียว ทานนั้นย่อมมีผลมีอานิสงส์ลดน้อยลงมา เพราะบริสุทธิ์เพียงฝ่ายเดียว เมื่อผู้ให้ก็ไม่บริสุทธิ์ ผู้รับก็ไม่บริสุทธิ์   ทานนั้นย่อมมีผลมีอานิสงส์น้อย เพราะทั้งสองฝ่ายไม่บริสุทธิ์" ดังนี้

ดังนั้น ในการทำบุญให้ทานทุกครั้ง ท่านจึงสอนให้รับศีลเสียก่อน เพื่อให้ตนเองบริสุทธิ์ทางกายวาจาใจ ทานที่ให้หรือบุญที่จะทำจะได้มีผลมีอานิสงส์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านผู้ฉลาดในการทำบุญจึงได้ประสบผลบุญตามปรารถนาตลอดมา โดยเมื่อถึงคราวทำบุญก็ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ รักษาปกติกาย วาจาให้เรียบร้อยสมบูรณ์ โดยเวลารับศีลก็เต็มใจรับ รับด้วยความตั้งใจ เวลารักษาศีลก็เต็มใจตั้งใจรักษา ไม่ยอมให้ศีลด่างพร้อยด้วยประการต่าง ๆ โดยเฉพาะในขณะทำบุญ จะประคองศีลของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งทีเดียว
วิธีสมาทานศีล
การทำตนให้มีศีล โดยปกติมักเข้าใจว่าต้องไปรับกับพระเท่านั้นจึงจะใช้ได้ และจึงจะเป็นศีลถูกต้อง       มีอานิสงส์มาก ความจริงการรักษาศีลหรือทำตนให้มีศีลนั้นมีหลายวิธีด้วยกัน มีทั้งวิธีที่รับกับพระและไม่ได้รับกับพระ แต่จะเป็นวิธีไหนก็ตามล้วนมีผลมีอานิสงส์ทั้งสิ้น

๑.แบบสัมปัตตวิรัติ
แบบนี้ไม่ต้องรับจากพระ ไม่ต้องกล่าววาจาสมาทานใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่เกิดมีสามัญสำนึกในการ จากความชั่วทุจริตต่าง ๆ เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีด้วยตนเอง แล้วเว้นจากการทำผิด เช่น มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ พอที่จะยักยอกหรือฉ้อโกงเอามาได้ แต่ไม่ทำ ทั้ง ๆ ที่ทำได้ ทั้งนี้ เพราะมาคิดว่า การยักยอกฉ้อโกงนี้เป็นบาปทุจริต แม้ยักยอกเอาไปได้ เงินทองนี้อาจจะอำนวยประโยชน์และให้ความสุขได้จริง แต่เป็นความสุขที่เจือด้วยความทุกข์ เพราะต้องหวาดผวาระแวงภัยระวังตัวอยู่เสมอ กลัวเขาจะจับได้ เป็นต้น ทั้งยังจะทุกข์หนักยิ่งกว่าทุกข์เพราะไม่พอกินไม่พอใช้เสียอีก หรือมาคิดว่า การยักยอกฉ้อโกงเขา อย่างนี้เป็นสิ่งไม่เหมาะไม่ควรแก่ตน เราเป็นมนุษย์เป็นผู้มีใจสูงมีวัฒนธรรม เล่าเรียนมาก็สูง มาทำอย่างนี้จะเหมาะหรือถ้าเราทำ ระดับจิตใจของเราก็จะลดระดับต่ำลง ต่อไปจะได้ใจทำซ้ำอีก หนักเข้าก็จะชาชินกับความชั่วอย่างนี้ความเป็นมนุษย์ของเราก็จะลดระดับต่ำลงเรื่อย ๆ ดังนี้เป็นต้น
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วก็เว้นจากการกระทำนั้น ๆ ไม่ยอมทำตามใจปรารถนาที่เกิดขึ้นครั้งแรก ทั้งนี้เพราะมาเกิดสามัญสำนึกอายชั่วกลัวบาปขึ้นมาเอง อย่างนี้ก็เป็นศีลเหมือนกัน แม้การคิดงดเว้นจากการล่วงละเมิดศีลข้ออื่น ๆ นอกจากที่ยกตัวอย่างมานี้ด้วยตนเอง ก็จัดเป็นศีลแบบสัมปัตตวิรัติเช่นกัน ผู้มีศีลแบบนี้ เป็นผู้เอาตัวรอดจากความชั่วเฉพาะหน้าได้

๒.แบบสมาทานวิรัติ
แบบนี้เป็นแบบที่รับกับพระหรือจากผู้มีศีลอื่น คือต้องมีบุคคลอื่นเป็นสักขีพยานเสียก่อน  จึงรักษาได้แบบนี้เป็นแบบที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป เรียกว่ารักษาศีลด้วยมีเจตนาตั้งใจรับด้วยการสมาทานจากผู้อื่น              ผู้มีศีลแบบนี้อาจล่วงละเมิดศีลของตนได้ง่ายหากไม่มีผู้อื่นเห็น เพราะฉะนั้น จึงต้องระวังใจไม่ให้เผลออีกเหมือนกันเพราะถ้าเผลอเมื่อไร จะล่วงละเมิดศีลข้อนั้น ๆ ทำให้ศีลขาดหรือด่างพร้อยลงทันที
 วีธีฝึกรักษาศีลแบบนี้ เมื่อไม่อาจจะสมาทานจากพระทุกวันได้ จะสมาทานเองก็ได้เหมือนกัน โดยตั้งใจสมาทานเองทุกวันก่อนออกจากบ้านไปทำงาน หรือตอนเช้า ๆ เมื่อตื่นนอน ด้วยการประนมมือเข้าหาพระพุทธรูปบูชาที่บ้านหรือในที่ทำงาน หรือหากแขวนพระแขวนเหรียญไว้ที่คอ ก็กำพระกำเหรียญนั้นขึ้นประนมพร้อมตั้งใจอธิษฐานว่า
ปาณาติปาตา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้า จะไม่ฆ่าสัตว์
อะทินนาทานา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้า จะไม่ลักทรัพย์
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้า จะไม่ประพฤติล่วงประเวณี
มุสาวาทา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้า จะไม่พูดเท็จ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี วันนี้ ข้าพเจ้า จะไม่ดื่มสุรายาเมาทุกชนิด
ทำเช่นนี้ก็ชื่อว่าได้ปฏิญญาว่าจะรักษาศีลแล้ว ต่อไปก็พยายามตั้งใจรักษาปฏิญญานั้นให้ดี ต้องนึกอยู่เสมอว่าตัวเองได้สมาทานศีลมาแล้ว

๓.แบบสมุจเฉทวิรัติ
แบบนี้เป็นแบบที่จะงดเว้นเองหรืองดเว้นเพราะสมาทานก็ได้ แต่สูงกว่าสองแบบแรกโดยมีความตั้งใจ เด็ดเดี่ยวที่จะงดเว้นจากบาปทุจริตต่าง ๆ โดยเด็ดขาด ตั้งใจรักษาศีลตลอดไป เรียกว่า "รักษาศีลตลอดชีพ" แบบนี้เป็นแบบที่เคร่งครัดมาก มีผลอานิสงส์มาก เพราะเป็นแบบของพระอริยะเจ้า ซึ่งคนเราสามารถจะดำเนินรอยตามได้ โดยวิธีตั้งใจงดเว้นทุกวันก่อนนอนหรือก่อนออกไปทำงานนอกบ้านว่า

ปาณาติปาตา เวระมะณี ข้า ฯ จะไม่ฆ่าสัตว์ ตลอดชีวิต
อะทินนาทานา เวระมะณี ข้า ฯ จะไม่ลักทรัพย์ ตลอดชีวิต
กาเมสุมิจฉารา เวระมะณี ข้า ฯ จะไม่ประพฤติล่วงประเวณี ตลอดชีวิต
มุสาวาทา เวระมะณี ข้า ฯ จะไม่พูดเท็จ ตลอดชีวิต
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี ข้า ฯ จะไม่ดื่มสุรายาเมาทุกชนิด ตลอดชีวิต

ทั้ง 3 แบบนี้ เป็นการทำตนให้มีศีลจากง่ายไปหายาก ผู้หวังความสุขความเจริญในชีวิต ก็อาจฝึกจากวิธีต้นไปหาวิธีปลายได้ และไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ในเพศไหนวัยใด หากทำได้ ย่อมได้รับอานิสงส์เท่าเทียมกันหมด